สิวขึ้นคางบ่อย เป็นสิวฮอร์โมนใช่ไหม? รักษาสิวคางยังไงให้หายขาด
อัปเดตเมื่อ 19 ก.ย.
สิวขึ้นคาง (chin acne) คือสิวที่เกิดซ้ำ ๆ บริเวณคาง รอบปาก และแนวขากรรไกร ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ต่อมไขมันไวต่อฮอร์โมนกลุ่มแอนโดรเจน (androgen) มากที่สุดของใบหน้า ในผู้ใหญ่อายุเกิน 25 ปี โดยเฉพาะผู้หญิง สิวที่ขึ้นเฉพาะบริเวณนี้ เป็นตุ่มอักเสบลึก และสัมพันธ์กับรอบเดือน มักเป็นสิวฮอร์โมน (hormonal acne หรือ adult female acne) ซึ่งเป็นคนละแบบกับสิววัยรุ่นที่ขึ้นกระจายทั้งหน้าและตอบสนองต่อยาทาอย่างเดียวได้ดี
บทความนี้แยกสิวคางออกเป็นชนิดย่อยทีละแบบ บอกชื่อยาจริงพร้อมความเข้มข้นและระยะเวลาที่ต้องใช้ ระบุว่าเมื่อไรควรตรวจภาวะ PCOS และบอกว่าอะไรคือสัญญาณว่ายาได้ผลหรือกำลังไปผิดทาง
สิวขึ้นคาง คืออะไร และทำไมถึงขึ้นซ้ำที่เดิม
คาง ขากรรไกร และรอบปาก รวมเรียกว่า U-zone เป็นบริเวณที่ต่อมไขมันมีตัวรับฮอร์โมนแอนโดรเจนหนาแน่น เมื่อระดับหรือความไวต่อฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง ต่อมไขมันบริเวณนี้จึงตอบสนองก่อนที่อื่น
กลไกการเกิดสิวมีสี่ขั้นเสมอ ไม่ว่าจะขึ้นที่ไหน
น้ำมันมากขึ้น — แอนโดรเจน (testosterone, DHEA-S, dihydrotestosterone) กระตุ้นต่อมไขมันโดยตรง
รูขุมขนอุดตัน — เซลล์ผิวที่ปากรูขุมขนผลัดผิดปกติ เกิดเป็นปลั๊กเคราติน
เชื้อ Cutibacterium acnes เพิ่มจำนวน — เจริญได้ดีในสภาพไร้อากาศใต้ปลั๊ก
การอักเสบ — ร่างกายตอบสนองต่อเชื้อและไขมันที่แตกออก ทำให้เกิดตุ่มแดงและหนอง
ที่คางมีปัจจัยเสริมอีกสองข้อที่บริเวณอื่นไม่มี คือแรงกดและการเสียดสีจากการเท้าคาง สายหน้ากาก สายหมวกกันน็อก และเครายาว กับคราบผลิตภัณฑ์ที่ไหลลงมากองบริเวณนี้ เช่น ครีมกันแดดเนื้อหนา รองพื้น และลิปมัน
เหตุผลที่ "ขึ้นที่จุดเดิม" ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ คือรูขุมขนที่เคยอักเสบรุนแรงจะมีผนังบางและมีปลั๊กค้างอยู่ จึงอุดตันซ้ำได้ง่ายกว่ารูขุมขนปกติ
สิวขึ้นคางแบบไหนที่เรียกว่า "สิวฮอร์โมน"
สิวฮอร์โมนไม่ได้แปลว่าฮอร์โมนในเลือดผิดปกติเสมอไป ส่วนใหญ่คือต่อมไขมันไวต่อฮอร์โมนระดับปกติมากเกินไป ลักษณะที่ช่วยบ่งชี้มีห้าข้อ
ตำแหน่ง — กระจุกอยู่ที่คาง ขากรรไกร รอบปาก และลำคอส่วนบน โดยหน้าผากและจมูกค่อนข้างสะอาด
ชนิดของสิว — เป็นตุ่มแดงลึกกดเจ็บหรือก้อนใต้ผิว มากกว่าจะเป็นสิวหัวดำหัวขาว
จังหวะเวลา — เห่อขึ้นชัดในช่วง 7-10 วันก่อนมีประจำเดือน แล้วยุบลงหลังประจำเดือนมา
อายุ — เริ่มหรือกำเริบหลังอายุ 25 ปี ทั้งที่วัยรุ่นไม่เคยเป็นสิวมาก่อน
การตอบสนองต่อยา — ทายาแก้สิวทั่วไปครบ 12 สัปดาห์แล้วดีขึ้นน้อยกว่าครึ่ง
ถ้าเข้าเกณฑ์ตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป ควรวางแผนการรักษาแบบสิวฮอร์โมนตั้งแต่ต้น รายละเอียดเชิงลึกเรื่องกลไกฮอร์โมนและการแยกจากสิวทั่วไป อ่านต่อได้ที่บทความ สิวฮอร์โมน เกิดจากอะไร ขึ้นกราม–คางแบบไหนถึงใช่
สิวคางแบบก้อนแข็งใต้ผิว ไม่มีหัว
ลักษณะ — ก้อนแข็งขนาด 5 มิลลิเมตรขึ้นไป อยู่ลึกใต้ผิว กดแล้วเจ็บตุบ ๆ ไม่มีหัวหนองให้เห็น ผิวด้านบนอาจแค่แดงเรื่อ ๆ อยู่นาน 2-6 สัปดาห์
สาเหตุ — รูขุมขนแตกในชั้นหนังแท้ ทำให้ไขมันและเชื้อรั่วเข้าเนื้อเยื่อรอบข้าง เกิดการอักเสบเป็นวงกว้าง พบมากที่สุดในสิวฮอร์โมนของผู้ใหญ่
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — สูง เพราะเป็นชนิดที่ทิ้งหลุมสิวและรอยแผลเป็นได้มากที่สุด ทุกสัปดาห์ที่ปล่อยไว้คือความเสี่ยงแผลเป็นที่เพิ่มขึ้น
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — ควรพบตั้งแต่ก้อนแรกที่อยู่นานเกิน 2 สัปดาห์ เพราะยาทาซึมไม่ถึงระดับนี้ การฉีดยาสเตียรอยด์ความเข้มข้นต่ำเข้าก้อนสิว (intralesional triamcinolone 2.5-5 mg/mL) ทำให้ก้อนยุบใน 2-5 วันและช่วยลดโอกาสเกิดแผลเป็น
ห้ามบีบหรือใช้เข็มสะกิดเด็ดขาด เพราะแรงกดจะดันไขมันเข้าเนื้อเยื่อลึกขึ้น ทำให้ก้อนใหญ่กว่าเดิมและเสี่ยงแผลเป็นถาวร อ่านวิธีจัดการก้อนสิวใต้ผิวแบบละเอียดที่ สิวไม่มีหัว เกิดจากอะไร รักษายังไงให้ถูกแบบ และกรณีที่ก้อนใหญ่จนกลายเป็น สิวหัวช้าง
สิวคางอักเสบแดง มีหัวหนอง
ลักษณะ — ตุ่มแดงขนาด 2-5 มิลลิเมตร บางเม็ดมีหัวหนองสีขาวเหลืองตรงกลาง กดเจ็บพอทน ยุบเองใน 5-10 วัน
สาเหตุ — การอุดตันร่วมกับการอักเสบในระดับตื้นกว่าก้อนแข็ง เชื้อ C. acnes มีบทบาทมากกว่าในชนิดนี้
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — ปานกลาง ถ้ามีไม่เกิน 10-15 เม็ดและไม่มีก้อนลึกร่วม ยาทาที่ถูกตัวมักคุมได้
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อมีมากกว่า 15 เม็ดพร้อมกัน เห่อเป็นช่วง ๆ ทุกเดือน หรือทายาครบ 8-12 สัปดาห์แล้วยังไม่ลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง
ยาทาหลักของชนิดนี้คือ benzoyl peroxide ร่วมกับเรตินอยด์ทา รายละเอียดการเลือกตัวยาแต่ละกลุ่มอ่านได้ที่ ยาแต้มสิว ตัวไหนได้ผลจริง
สิวอุดตันเม็ดเล็กที่คางและรอบปาก
ลักษณะ — ตุ่มนูนเล็ก 1-2 มิลลิเมตร สีเนื้อหรือขาวขุ่น ไม่แดง ไม่เจ็บ คลำแล้วสากเป็นผืน มักเห็นชัดตอนแสงส่องเฉียง
สาเหตุ — ปลั๊กเคราตินอุดปากรูขุมขนโดยยังไม่มีการอักเสบ มักถูกกระตุ้นจากผลิตภัณฑ์เนื้อหนัก ครีมกันแดดกันน้ำ และการล้างหน้าไม่หมด
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — ต่ำในแง่ความเสี่ยงแผลเป็น แต่สำคัญเพราะเป็นต้นทางของสิวอักเสบทุกเม็ด
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อทาเรตินอยด์ต่อเนื่อง 12 สัปดาห์แล้วไม่ลดลง หรือเมื่อตุ่มขึ้นหนาแน่นรอบปากร่วมกับผิวลอกแดง ซึ่งอาจไม่ใช่สิว
ชนิดนี้ต้องใช้เรตินอยด์ทาเป็นหลัก ยาปฏิชีวนะไม่ช่วยเพราะไม่มีการอักเสบให้ลด
สิวคางที่ขึ้นตามรอบเดือน
ลักษณะ — เห่อขึ้น 3-8 เม็ดในช่วง 7-10 วันก่อนประจำเดือน ส่วนใหญ่เป็นตุ่มแดงลึกที่คางและมุมขากรรไกร แล้วค่อยยุบหลังประจำเดือนมา 2-3 วัน
สาเหตุ — ช่วงลูทีอัลมีระดับโปรเจสเตอโรนสูงและเอสโตรเจนลดลง อัตราส่วนแอนโดรเจนต่อเอสโตรเจนจึงสูงขึ้นชั่วคราว ร่วมกับผิวบวมน้ำทำให้ปากรูขุมขนแคบลง
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — ปานกลาง แต่คาดเดาได้ จึงเป็นชนิดที่วางแผนล่วงหน้าได้ชัดเจนกว่าชนิดอื่น
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อรบกวนชีวิตทุกเดือน เมื่อเม็ดที่เห่อกลายเป็นก้อนลึก หรือเมื่อรอบเดือนเองผิดปกติร่วมด้วย
ถ้าเป็นแบบนี้ชัดเจน ยาทาอย่างเดียวมักไม่พอ เพราะต้นเหตุอยู่ที่ฮอร์โมน การรักษาที่ตรงกลไกคือกลุ่มยาต้านฮอร์โมนซึ่งอธิบายไว้ด้านล่าง
สิวขึ้นคางในผู้ชาย ต่างจากผู้หญิงอย่างไร
ลักษณะ — มักเป็นตุ่มอักเสบและก้อนกระจายตามแนวขากรรไกรและลำคอ ไม่มีจังหวะขึ้นลงตามรอบ และมักมีตุ่มแดงรอบรูขุมขนบริเวณที่โกนหนวดปนอยู่ด้วย
สาเหตุ — ระดับแอนโดรเจนพื้นฐานสูงกว่า ร่วมกับเส้นขนหยาบที่แทงย้อนกลับเข้าผิวหลังการโกน (pseudofolliculitis barbae) ซึ่งทำให้เกิดตุ่มที่หน้าตาเหมือนสิวแต่ไม่ใช่สิว
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — ปานกลางถึงสูง เพราะผิวผู้ชายมีต่อมไขมันใหญ่กว่า จึงเกิดก้อนลึกและแผลเป็นได้ง่ายกว่า
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อมีก้อนลึก เมื่อสิวกำเริบเร็วมากภายในไม่กี่สัปดาห์ หรือเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์เสริมกล้ามเนื้อหรือฮอร์โมนอยู่ ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้จริงและต้องแจ้งแพทย์ตรงไปตรงมา
ข้อสำคัญคือยาต้านฮอร์โมนกลุ่ม spironolactone ไม่ใช่ทางเลือกมาตรฐานในผู้ชาย เพราะทำให้เต้านมโตและสมรรถภาพทางเพศลดลง แนวทางในผู้ชายจึงเน้นยาทา ยาปฏิชีวนะรับประทาน และ isotretinoin ในรายที่รุนแรง
สิวลามจากคางลงคอและใต้ขากรรไกร
ลักษณะ — ตุ่มแดงและก้อนกดเจ็บใต้ขากรรไกรและด้านข้างคอ บางรายมีจุดที่แตกเป็นแผลและหายช้ากว่า 3 สัปดาห์
สาเหตุ — การกระจายของสิวฮอร์โมนตามแนวต่อมไขมัน ร่วมกับการเสียดสีจากปกเสื้อ สายหน้ากาก และผมที่มีผลิตภัณฑ์แต่งผม
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — สูงกว่าที่คนทั่วไปคิด เพราะผิวบริเวณคอบางกว่าและเกิดรอยแผลเป็นนูนได้ง่าย
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อมีก้อนที่เจ็บมากและมีรูเปิดหลายรูเชื่อมกัน หรือมีแผลเป็นนูนตามมา ซึ่งอาจเป็นภาวะต่อมเหงื่ออักเสบเรื้อรังหรือ acne keloidalis ที่ต้องรักษาคนละแนวทางกับสิว
ไม่ใช่สิวเสมอไป — 5 ภาวะที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิวที่คาง
ผื่นรอบปาก (perioral dermatitis) — ตุ่มแดงเล็ก ๆ รวมกันเป็นหย่อมรอบปากและคาง มีขุยบาง ๆ และเว้นขอบริมฝีปากไว้ประมาณ 5 มิลลิเมตร มักเกิดหลังใช้ยาสเตียรอยด์ทาหน้า และจะแย่ลงถ้าทายาแก้สิวแรง ๆ รายละเอียดที่ ผื่นรอบปากที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิว
รูขุมขนอักเสบจากเชื้อรา (Malassezia folliculitis) — ตุ่มหนองขนาดเท่า ๆ กันทุกเม็ด คันมากกว่าเจ็บ ขึ้นเป็นกลุ่มพร้อมกันหลังเหงื่อออก และไม่ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ
รูขุมขนอักเสบจากแบคทีเรีย — ตุ่มหนองที่มีเส้นขนอยู่ตรงกลางทุกเม็ด มักตามหลังการโกนหรือแว็กซ์
ตุ่มไขมันและสิวข้าวสาร (milia) — ตุ่มขาวแข็งเท่าหัวเข็มหมุด อยู่นิ่งเป็นเดือนโดยไม่แดงและไม่มีหนอง บีบไม่ออกเหมือนสิว
โรซาเซีย (rosacea) ชนิดมีตุ่ม — ตุ่มแดงบนพื้นผิวที่แดงและมีเส้นเลือดฝอย มีอาการแสบร้อนเวลาเจออากาศร้อนหรืออาหารเผ็ด และไม่มีสิวหัวดำหัวขาวเลย
ความต่างนี้สำคัญเพราะยาแก้สิวบางตัวทำให้สี่ภาวะหลังแย่ลงชัดเจน การวินิจฉัยผิดจึงไม่ใช่แค่ช้า แต่ทำให้แย่กว่าเดิม
เมื่อไรที่สิวคางเป็นสัญญาณของ PCOS และต้องตรวจเลือด
ผู้หญิงส่วนใหญ่ที่มีสิวคางไม่ได้มีความผิดปกติของฮอร์โมนในเลือด แต่มีกลุ่มที่ควรตรวจ คือเมื่อสิวคางมาพร้อมอาการเหล่านี้
รอบเดือนห่างเกิน 35 วัน หรือขาดหายไปตั้งแต่ 3 รอบขึ้นไป
ขนขึ้นแบบผู้ชายที่คาง เหนือริมฝีปาก หน้าอก หรือหน้าท้องแนวกลาง
ผมบางบริเวณกลางศีรษะ หรือแนวผมด้านหน้าร่นขึ้น
น้ำหนักขึ้นเร็ว มีปื้นดำหนาที่ต้นคอและรักแร้ (acanthosis nigricans)
สิวรุนแรงที่เกิดขึ้นเร็วมากภายใน 3-6 เดือนในผู้ใหญ่ที่ไม่เคยเป็น
การตรวจที่แพทย์มักสั่งคือ total testosterone, free testosterone, DHEA-S, LH, FSH และ prolactin โดยเจาะในวันที่ 2-5 ของรอบเดือน และต้องหยุดยาคุมกำเนิดอย่างน้อย 4-6 สัปดาห์ก่อนเจาะ เพราะยาคุมกดค่าฮอร์โมนจนแปลผลไม่ได้ หลายรายต้องอัลตราซาวด์ช่องท้องหรือทางช่องคลอดร่วมด้วย
สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ ผลเลือดปกติไม่ได้แปลว่าไม่ใช่สิวฮอร์โมน เพราะสาเหตุส่วนใหญ่คือความไวของต่อมไขมันต่อฮอร์โมนระดับปกติ การตรวจมีไว้เพื่อคัดกรองโรคที่ซ่อนอยู่ ไม่ใช่เพื่อยืนยันว่าเป็นสิวฮอร์โมนหรือไม่
สัญญาณอันตรายที่ควรพบแพทย์โดยไม่ต้องรอ
ก้อนสิวใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร เจ็บมาก หรือมีไข้ร่วมด้วย
สิวลุกลามรุนแรงภายในไม่กี่สัปดาห์พร้อมปวดข้อหรืออ่อนเพลีย
เริ่มเห็นหลุมหรือรอยแผลเป็นนูนแม้เพิ่งเป็นสิวไม่นาน
ประจำเดือนขาดร่วมกับขนดกและผมบาง
ตุ่มที่คางเป็นแผลเรื้อรังไม่หายเกิน 4 สัปดาห์ มีสะเก็ดหรือเลือดออกง่าย ซึ่งต้องแยกจากรอยโรคผิวหนังชนิดอื่น
ใช้ยาสเตียรอยด์ทาหน้าหรือรับประทานอยู่แล้วสิวเห่อขึ้นอย่างรวดเร็ว
ยาทากลุ่มแรก — ชื่อยา ความเข้มข้น และวิธีใช้จริง
ยาทาคือฐานของการรักษาสิวคางทุกชนิด และต้องทาทั่วบริเวณที่เป็น ไม่ใช่แต้มเฉพาะเม็ด เพราะเป้าหมายคือป้องกันเม็ดใหม่ที่ยังไม่โผล่
อะดาพาลีน (adapalene) 0.1-0.3% — ทาบาง ๆ ทั่วคางก่อนนอน เริ่มสัปดาห์ละ 3 คืนใน 2 สัปดาห์แรกแล้วค่อยเพิ่มเป็นทุกคืน เป็นเรตินอยด์ที่ระคายน้อยที่สุดในกลุ่ม ประเมินผลที่ 8-12 สัปดาห์
เทรทิโนอิน (tretinoin) 0.025-0.05% — ทาก่อนนอนบนผิวแห้งสนิท ออกฤทธิ์แรงกว่าอะดาพาลีนแต่แสบและลอกมากกว่า ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์และผู้ที่วางแผนตั้งครรภ์
เบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide) 2.5-5% — ทาเช้าหรือใช้เป็นสูตรล้างออก ฆ่าเชื้อ C. acnes โดยไม่ทำให้ดื้อยา ความเข้มข้น 2.5% ได้ผลใกล้เคียง 10% แต่ระคายน้อยกว่าชัดเจน ระวังทำให้ผ้าและปลอกหมอนสีซีด
คลินดามัยซินทา (topical clindamycin) 1% — ใช้คู่กับเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์เสมอ ห้ามใช้เดี่ยวนานเกิน 12 สัปดาห์เพราะทำให้เชื้อดื้อยา
กรดอะซีลาอิก (azelaic acid) 15-20% — ทาวันละ 2 ครั้ง เป็นตัวเลือกที่ใช้ได้ในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ช่วยเรื่องรอยดำไปพร้อมกัน
กรดซาลิไซลิก (salicylic acid) 0.5-2% — บทบาทเสริมสำหรับสิวอุดตัน ไม่แรงพอสำหรับสิวอักเสบ
สามสัปดาห์แรกของเรตินอยด์มักแห้ง ลอก และอาจมีสิวเห่อขึ้นชั่วคราว (purging) ซึ่งเป็นเรื่องปกติและไม่ใช่เหตุผลที่ควรหยุดยา ให้ทามอยส์เจอไรเซอร์ทับและใช้ครีมกันแดด SPF 30 ขึ้นไปทุกวัน เพราะเรตินอยด์ทำให้ผิวไวแสง
ยารับประทานกลุ่มยาปฏิชีวนะ
ใช้เมื่อมีสิวอักเสบปานกลางถึงรุนแรง โดยต้องใช้คู่กับยาทาเสมอ ไม่ใช่ใช้เดี่ยว
ดอกซีไซคลิน (doxycycline) 50-100 มิลลิกรัม วันละ 1-2 ครั้ง — ตัวที่ใช้บ่อยที่สุด ให้นาน 8-12 สัปดาห์แล้วหยุด ห้ามนอนทันทีหลังกินเพราะระคายหลอดอาหาร และทำให้ผิวไหม้แดดง่ายขึ้นมาก
ด็อกซีไซคลินขนาดต่ำต้านการอักเสบ (sub-antimicrobial dose) 40 มิลลิกรัม/วัน — ใช้เพื่อลดการอักเสบโดยลดโอกาสเชื้อดื้อยา
อะซิโทรมัยซิน (azithromycin) — ทางเลือกสำหรับผู้ที่แพ้กลุ่มเตตราไซคลิน หญิงตั้งครรภ์ และเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี
หลักการที่ต้องยึดคือยาปฏิชีวนะรับประทานสำหรับสิวไม่ควรใช้เกิน 3-4 เดือนต่อคอร์ส และไม่ควรใช้ซ้ำไปเรื่อย ๆ ถ้าต้องใช้ซ้ำมากกว่า 2 คอร์สในหนึ่งปี แปลว่าแผนการรักษาต้องเปลี่ยน ไม่ใช่ต้องกินยาปฏิชีวนะนานขึ้น
ยาต้านฮอร์โมน — ตัวเลือกที่ตรงกลไกที่สุดของสิวคางในผู้หญิง
สไปโรโนแลคโตน (spironolactone) 50-100 มิลลิกรัม/วัน — เริ่มที่ 25-50 มิลลิกรัมแล้วปรับขึ้นตามการตอบสนอง เป็นยาต้านฤทธิ์แอนโดรเจนที่ต่อมไขมัน ต้องใช้ต่อเนื่อง 3 เดือนจึงประเมินผลได้จริง และผลเต็มที่ราว 6 เดือน ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือประจำเดือนมาผิดปกติ เจ็บเต้านม ปัสสาวะบ่อย และหน้ามืดเวลาลุกเร็ว แพทย์มักติดตามระดับโพแทสเซียมในผู้ที่มีโรคไตหรือใช้ยาความดันบางกลุ่มร่วมด้วย ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ และต้องคุมกำเนิดระหว่างใช้
ยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม — สูตรที่มีข้อมูลสนับสนุนในสิวคือกลุ่มที่มีโปรเจสตินชนิด drospirenone, cyproterone acetate หรือ norgestimate ร่วมกับ ethinylestradiol กลไกคือเพิ่มโปรตีนจับฮอร์โมนเพศจึงลดแอนโดรเจนอิสระ เห็นผลชัดที่ 3-6 รอบเดือน ห้ามใช้ในผู้ที่สูบบุหรี่และอายุเกิน 35 ปี ผู้ที่มีไมเกรนแบบมีออรา และผู้ที่มีประวัติลิ่มเลือดอุดตัน
การใช้ร่วมกันสองตัว — ในรายที่สิวคางเป็นก้อนลึกและสัมพันธ์กับรอบเดือนชัดเจน แพทย์อาจให้ทั้งสองอย่างพร้อมกัน ซึ่งช่วยทั้งเรื่องประสิทธิผลและการคุมกำเนิดที่จำเป็นอยู่แล้ว
ทั้งสองกลุ่มเป็นยาที่ต้องสั่งและติดตามโดยแพทย์ เพราะข้อห้ามใช้และการตรวจติดตามต่างกันในแต่ละคน
ไอโซเทรทิโนอิน (isotretinoin) — เมื่อไรถึงคิว
พิจารณาเมื่อเข้าข้อใดข้อหนึ่ง คือมีสิวก้อนลึกหรือสิวถุงน้ำ มีแผลเป็นเกิดขึ้นแล้ว หรือรักษาด้วยยาทาร่วมกับยารับประทานอย่างเหมาะสมครบ 3-6 เดือนแล้วยังไม่ดีขึ้น
ขนาดยา — ทั่วไปเริ่ม 0.25-0.5 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน แล้วปรับขึ้นตามการทนยา บางกรณีของสิวผู้ใหญ่ใช้ขนาดต่ำ 10-20 มิลลิกรัม/วัน ซึ่งทนง่ายกว่าแต่ใช้เวลานานกว่า
ระยะเวลา — ส่วนใหญ่ 5-8 เดือน โดยเป้าหมายคือปริมาณสะสมรวม 120-150 มิลลิกรัม/กิโลกรัม ซึ่งสัมพันธ์กับโอกาสกลับเป็นซ้ำที่ต่ำลง
ผลข้างเคียงที่เจอแน่นอน — ปากแห้งแตก ผิวแห้งลอก ตาแห้ง เลือดกำเดาไหล และปวดกล้ามเนื้อ ต้องเตรียมลิปมันและน้ำตาเทียมไว้ตั้งแต่วันแรก
ข้อห้ามเด็ดขาด — ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์เพราะทำให้ทารกพิการรุนแรง ต้องคุมกำเนิดอย่างน้อย 1 เดือนก่อนเริ่ม ตลอดการใช้ และต่ออีก 1 เดือนหลังหยุด แพทย์จะตรวจการตั้งครรภ์และตรวจเลือดดูการทำงานของตับกับไขมันในเลือดเป็นระยะ
หัตถการที่ช่วยเสริม และที่ไม่ควรทำ
หัตถการไม่ใช่การรักษาหลักของสิวคาง แต่ช่วยเร่งบางจุดได้เมื่อใช้ถูกที่
การกดสิวโดยบุคลากรทางการแพทย์ — เหมาะกับสิวอุดตันหัวเปิดและหัวปิดที่เตรียมผิวด้วยเรตินอยด์มาแล้ว ทำให้หน้าเรียบเร็วขึ้นแต่ไม่ได้ลดการเกิดเม็ดใหม่
การฉีดยาสเตียรอยด์เข้าก้อนสิว — ใช้กับก้อนอักเสบเดี่ยว ๆ ที่เจ็บมาก ยุบใน 2-5 วัน มีความเสี่ยงผิวบุ๋มชั่วคราวถ้าความเข้มข้นสูงเกินไป
การผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมีทางการแพทย์ — ทำเป็นรอบห่างกัน 2-4 สัปดาห์ ช่วยเรื่องสิวอุดตันและรอยดำ ต้องทำโดยแพทย์เพราะเสี่ยงรอยดำในผิวสีเข้ม
เลเซอร์หลอดเลือด — ใช้กับรอยแดงที่เหลือหลังสิวยุบ ไม่ได้รักษาตัวสิว
เลเซอร์แบบแฟรกชัน — ใช้กับหลุมสิวที่เกิดแล้ว และควรทำเมื่อสิวสงบแล้วเท่านั้น
สิ่งที่ไม่ควรทำคือการบีบเอง การใช้เข็มสะกิด การขัดหน้าแรง ๆ และการใช้ครีมผสมสเตียรอยด์เพื่อให้สิวยุบเร็ว ซึ่งทำให้สิวกลับมารุนแรงขึ้นหลังหยุดใช้และทำให้ผิวบางถาวร
ระยะเวลาเห็นผล — สิ่งที่ควรคาดหวังจริง ๆ
สัปดาห์ที่ 1-3 — ผิวแห้งลอกจากเรตินอยด์ อาจมีสิวเห่อชั่วคราว ยังไม่ใช่ช่วงตัดสินผล
สัปดาห์ที่ 4-6 — เม็ดใหม่เริ่มขึ้นน้อยลง สิวเดิมยุบเร็วขึ้น
สัปดาห์ที่ 8-12 — จุดประเมินผลจริงของยาทาและยาปฏิชีวนะ ควรเห็นจำนวนสิวลดลงอย่างน้อย 50%
เดือนที่ 3 — จุดประเมินผลแรกของ spironolactone และยาคุมกำเนิด
เดือนที่ 6 — ผลเต็มที่ของยาต้านฮอร์โมน และเป็นช่วงที่แพทย์พิจารณาลดยาลงเป็นการรักษาต่อเนื่อง
เดือนที่ 3-12 หลังสิวยุบ — รอยแดงมักจางใน 3-6 เดือน ส่วนรอยดำใช้เวลา 6-12 เดือน
การเปลี่ยนยาทุก 2-3 สัปดาห์เพราะ "ยังไม่หาย" เป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดที่ทำให้สิวคางยืดเยื้อเป็นปี เพราะไม่มียาตัวไหนได้ครบรอบการทำงานของมันเลย
อะไรบอกว่ายาได้ผล และอะไรบอกว่าต้องเปลี่ยน
สัญญาณว่ากำลังไปถูกทาง
จำนวนเม็ดใหม่ต่อสัปดาห์ลดลง แม้เม็ดเก่ายังยุบไม่หมด
สิวที่ขึ้นใหม่ตื้นขึ้นและยุบเร็วขึ้นจาก 3 สัปดาห์เหลือ 5-7 วัน
ผิวมันน้อยลงในช่วงบ่าย
รอบเดือนใหม่มีสิวเห่อน้อยกว่ารอบก่อน
สัญญาณว่าต้องกลับไปหาแพทย์เพื่อเปลี่ยนแผน
ครบ 12 สัปดาห์แล้วจำนวนสิวลดลงน้อยกว่าครึ่ง
เริ่มมีก้อนลึกหรือหลุมสิวเกิดใหม่ระหว่างการรักษา
ระคายเคืองจนทายาต่อไม่ไหวแม้ลดความถี่แล้ว
ต้องใช้ยาปฏิชีวนะรับประทานซ้ำเป็นคอร์สที่สามในปีเดียว
สิวยุบดีตอนใช้ยา แต่กลับมาเท่าเดิมภายใน 4 สัปดาห์หลังหยุด
รอยแดงและรอยดำที่เหลือหลังสิวคางยุบ
รอยที่เหลือหลังสิวไม่ใช่แผลเป็น และเป็นคนละเรื่องกับหลุมสิว รอยแดง (post-inflammatory erythema) คือเส้นเลือดฝอยที่ขยายค้าง มักจางเองใน 3-6 เดือน ส่วนรอยดำ (post-inflammatory hyperpigmentation) คือเม็ดสีที่ตกค้าง ใช้เวลา 6-12 เดือน และนานกว่านั้นในผิวสีเข้ม
สิ่งที่ช่วยจริงมีสามอย่าง คือหยุดการอักเสบที่ต้นทางด้วยการคุมสิวให้ได้ ทากันแดด SPF 30 ขึ้นไปทุกวันแม้อยู่ในร่ม และใช้ยาทาที่มีข้อมูลรองรับอย่างกรดอะซีลาอิก 15-20% หรือเรตินอยด์ทา ส่วนการขัดหน้าและการบีบซ้ำทำให้รอยเข้มขึ้นและอยู่นานขึ้นเสมอ อ่านวิธีแยกรอยแดง รอยดำ และหลุมสิวได้ที่ รอยสิว เกิดจากอะไร
การดูแลตัวเองที่ช่วยจริง และที่ทำแล้วแย่ลง
สิ่งที่มีข้อมูลสนับสนุน
ล้างหน้าวันละ 2 ครั้งด้วยผลิตภัณฑ์อ่อนโยน ไม่ขัดถู การล้างบ่อยกว่านี้ทำให้ระคายและสิวแย่ลง
เลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าไม่ก่อการอุดตัน โดยเฉพาะครีมกันแดดและรองพื้นซึ่งลงมากองที่คาง
เปลี่ยนปลอกหมอนทุก 3-4 วัน และทำความสะอาดหน้ากากอนามัยหรือเปลี่ยนแบบใช้แล้วทิ้งทุกวัน
ลดอาหารที่มีค่าดัชนีน้ำตาลสูง มีงานวิจัยว่าช่วยลดความรุนแรงของสิวได้บ้าง แต่ไม่ใช่การรักษาหลัก
นอนให้พอและจัดการความเครียด ซึ่งลดการเห่อเป็นช่วง ๆ ได้ในบางราย
สิ่งที่ทำให้แย่ลง
เท้าคางและจับคางระหว่างวัน ซึ่งเป็นแรงกดซ้ำที่กระตุ้นสิวโดยตรง
ใช้แอลกอฮอล์ น้ำมะนาว ยาสีฟัน หรือยาหม่องแต้มสิว ทำให้ผิวไหม้และเกิดรอยดำ
ซื้อครีมที่มีสเตียรอยด์ผสมมาทาเอง ทำให้สิวยุบเร็วช่วงแรกแล้วเห่อหนักกว่าเดิม
เปลี่ยนสกินแคร์ทั้งชุดพร้อมกับเริ่มยาใหม่ ทำให้แยกไม่ออกว่าอะไรได้ผลหรืออะไรทำให้แย่
งดนมและงดของทอดทั้งหมดโดยไม่ปรับยา ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับสิวฮอร์โมนที่มีต้นเหตุจากภายใน
สรุปสั้น ๆ
สิวที่ขึ้นซ้ำเฉพาะคาง รอบปาก และแนวขากรรไกรในผู้ใหญ่ โดยเฉพาะผู้หญิงอายุเกิน 25 ปี ส่วนใหญ่คือสิวฮอร์โมน
แยกชนิดให้ออกก่อนเสมอ เพราะก้อนแข็งใต้ผิว สิวอักเสบมีหนอง และสิวอุดตัน ใช้ยาคนละกลุ่มกัน
ยาทาที่เป็นฐานคือเรตินอยด์อย่างอะดาพาลีน 0.1-0.3% หรือเทรทิโนอิน 0.025-0.05% ร่วมกับเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ 2.5-5% และต้องทาทั่วบริเวณ ไม่ใช่แต้มเฉพาะเม็ด
ถ้าสิวสัมพันธ์กับรอบเดือนชัดเจน ยาต้านฮอร์โมนอย่าง spironolactone หรือยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวมคือกลุ่มที่ตรงกลไกที่สุด และต้องให้เวลา 3-6 เดือน
ควรตรวจภาวะ PCOS เมื่อมีรอบเดือนผิดปกติ ขนดก ผมบาง หรือสิวรุนแรงที่เกิดเร็วภายใน 3-6 เดือน
สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือ หยุดบีบและหยุดเปลี่ยนยาไปมา แล้วให้ยาที่เลือกไว้ทำงานครบ 12 สัปดาห์ก่อนตัดสินผล โดยพบแพทย์ผิวหนังตั้งแต่ก้อนลึกก้อนแรกเพื่อลดโอกาสเกิดแผลเป็น
ดูภาพรวมโรคผิวหนังอื่น ๆ ได้ที่ หน้ารวมโรคผิวหนัง
คำถามที่พบบ่อย
สิวขึ้นที่คางบ่งบอกถึงอะไร
ในทางการแพทย์ ตำแหน่งของสิวไม่ได้บอกโรคของอวัยวะภายในตามแผนภาพ "สิวบอกโรค" ที่แชร์กันครับ แต่สิวที่คางมีความหมายจริงอยู่หนึ่งอย่าง คือบอกว่าต่อมไขมันบริเวณนี้กำลังถูกฮอร์โมนกลุ่มแอนโดรเจนกระตุ้น เพราะคาง ขากรรไกร และรอบปาก เป็นบริเวณที่มีตัวรับฮอร์โมนหนาแน่นที่สุดของใบหน้า ดังนั้นสิวที่ขึ้นเฉพาะจุดนี้ในผู้ใหญ่ จึงชี้ไปที่สิวฮอร์โมนมากกว่าสิวธรรมดา และในผู้หญิงที่มีรอบเดือนผิดปกติ ขนดก หรือผมบางร่วมด้วย อาจเป็นสัญญาณของภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (PCOS) ซึ่งควรตรวจเพิ่มเติม ส่วนคนที่มีแต่สิวคางโดยไม่มีอาการอื่นเลย มักไม่ได้มีความผิดปกติของฮอร์โมนในเลือด
ทำยังไงให้สิวที่คางหาย
ต้องแยกก่อนว่าสิวที่คางเป็นชนิดไหนครับ ถ้าเป็นตุ่มแดงและสิวอุดตัน ฐานของการรักษาคือทาเรตินอยด์อย่างอะดาพาลีน 0.1-0.3% หรือเทรทิโนอิน 0.025-0.05% ก่อนนอน ร่วมกับเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ 2.5-5% ในตอนเช้า โดยทาทั่วบริเวณคางไม่ใช่แต้มเฉพาะเม็ด และให้เวลา 8-12 สัปดาห์ก่อนตัดสินผล ถ้ามีสิวอักเสบจำนวนมาก แพทย์อาจเพิ่มดอกซีไซคลิน 50-100 มิลลิกรัมต่อวันเป็นคอร์ส 8-12 สัปดาห์ แต่ถ้าสิวสัมพันธ์กับรอบเดือนและเป็นก้อนลึก ยาที่ตรงกลไกที่สุดคือกลุ่มต้านฮอร์โมนอย่าง spironolactone หรือยาคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ซึ่งต้องใช้ 3-6 เดือน และต้องสั่งโดยแพทย์ สิ่งที่ทำให้ไม่หายสักทีคือการบีบและการเปลี่ยนยาทุก 2-3 สัปดาห์
สิวที่คางเกิดจากฮอร์โมนอะไร
ฮอร์โมนหลักคือกลุ่มแอนโดรเจน ได้แก่ testosterone, dihydrotestosterone (DHT) และ DHEA-S ซึ่งไปจับกับตัวรับที่ต่อมไขมันแล้วกระตุ้นให้ผลิตน้ำมันมากขึ้นและทำให้เซลล์ที่ปากรูขุมขนผลัดผิดปกติจนอุดตันครับ ในผู้หญิงยังมีจังหวะของรอบเดือนเข้ามาเกี่ยวด้วย คือช่วง 7-10 วันก่อนประจำเดือน ระดับเอสโตรเจนลดลงขณะที่โปรเจสเตอโรนสูง ทำให้สัดส่วนแอนโดรเจนสูงขึ้นชั่วคราวและสิวเห่อ ข้อสำคัญคือผู้หญิงส่วนใหญ่ที่มีสิวฮอร์โมนมีระดับฮอร์โมนในเลือดปกติ ปัญหาอยู่ที่ความไวของต่อมไขมันต่อฮอร์โมน ไม่ใช่ระดับฮอร์โมนที่สูงผิดปกติ การตรวจเลือดจึงมีไว้คัดกรองโรคที่ซ่อนอยู่ ไม่ใช่เพื่อยืนยันว่าเป็นสิวฮอร์โมนหรือไม่
PCOS สิวขึ้นตรงไหน
สิวในภาวะ PCOS มักขึ้นในตำแหน่งเดียวกับสิวฮอร์โมนทั่วไป คือคาง แนวขากรรไกร รอบปาก และลำคอส่วนบน บางรายลามลงมาที่หน้าอกส่วนบนและแผ่นหลังส่วนบนด้วยครับ ลักษณะเด่นคือเป็นตุ่มอักเสบลึกกดเจ็บมากกว่าสิวหัวดำหัวขาว ขึ้นซ้ำที่จุดเดิม และดื้อต่อยาทาทั่วไป แต่ตำแหน่งอย่างเดียวไม่พอที่จะบอกว่าเป็น PCOS เพราะสิวฮอร์โมนที่ไม่ได้เกิดจาก PCOS ก็ขึ้นตำแหน่งเดียวกัน สิ่งที่ทำให้สงสัย PCOS จริง ๆ คือสิวคางที่มาพร้อมรอบเดือนห่างเกิน 35 วันหรือขาดหายไป ขนขึ้นแบบผู้ชายที่คางและหน้าท้อง ผมบางกลางศีรษะ และน้ำหนักขึ้นเร็ว
จะรู้ได้ไงว่าเราเป็น PCOS
การวินิจฉัย PCOS ใช้เกณฑ์ที่ต้องเข้าอย่างน้อย 2 ใน 3 ข้อครับ ข้อแรกคือไข่ไม่ตกหรือตกไม่สม่ำเสมอ ซึ่งสังเกตได้จากรอบเดือนห่างเกิน 35 วัน หรือมีน้อยกว่า 8 รอบต่อปี ข้อสองคือมีอาการของแอนโดรเจนเกิน เช่น สิวที่คางและกรามซึ่งดื้อการรักษา ขนดกแบบผู้ชาย หรือผมบางกลางศีรษะ หรือมีผลเลือดที่พบระดับแอนโดรเจนสูง ข้อสามคือพบลักษณะรังไข่หลายฟองจากการอัลตราซาวด์ ทั้งนี้ต้องแยกโรคอื่นที่ให้อาการคล้ายกันออกก่อน เช่น ไทรอยด์ผิดปกติ โปรแลกตินสูง และภาวะต่อมหมวกไตบางชนิด ดังนั้นการรู้ว่าเป็นหรือไม่ต้องอาศัยการตรวจเลือดและอัลตราซาวด์โดยแพทย์ ประเมินจากสิวอย่างเดียวไม่ได้ แต่สิวคางที่มาพร้อมรอบเดือนผิดปกติเป็นเหตุผลที่ดีพอที่จะไปตรวจ
ดูยังไงว่าเป็นสิวฮอร์โมน
ใช้ห้าข้อนี้ประกอบกันครับ หนึ่งคือตำแหน่ง สิวกระจุกที่คาง ขากรรไกร รอบปาก และคอ โดยหน้าผากกับจมูกค่อนข้างสะอาด สองคือชนิด เป็นตุ่มแดงลึกกดเจ็บหรือก้อนใต้ผิว มากกว่าสิวหัวดำหัวขาว สามคือจังหวะ เห่อขึ้นชัดในช่วง 7-10 วันก่อนประจำเดือนแล้วยุบหลังประจำเดือนมา สี่คืออายุ เริ่มเป็นหรือกำเริบหลังอายุ 25 ปีทั้งที่วัยรุ่นไม่เคยเป็น และห้าคือการตอบสนอง ทายาแก้สิวทั่วไปครบ 12 สัปดาห์แล้วดีขึ้นน้อยกว่าครึ่ง ถ้าเข้าเกณฑ์ตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป ควรวางแผนรักษาแบบสิวฮอร์โมนตั้งแต่ต้น ซึ่งหมายถึงการพิจารณายาต้านฮอร์โมนร่วมด้วย ไม่ใช่เพิ่มความแรงของยาทาไปเรื่อย ๆ การเลือกยาและการตรวจเพิ่มเติมเป็นการตัดสินใจของแพทย์ในแต่ละราย
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 19 กันยายน 2569




ความคิดเห็น