top of page

Perioral Dermatitis: ผื่นรอบปากที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิว

  • 19 มิ.ย.
  • ยาว 1 นาที

อัปเดตเมื่อ 17 ก.ค.

Perioral Dermatitis (POD) คือผื่นอักเสบเรื้อรังที่ปรากฏรอบบริเวณปาก จมูก และบางครั้งรอบดวงตา พบบ่อยในผู้หญิงวัยทำงานอายุ 20–45 ปี โดยมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิวอักเสบหรือ Rosacea ทั้งที่สาเหตุและวิธีรักษาแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง การวินิจฉัยผิดพลาดทำให้หลายคนใช้ครีมที่ยิ่งทำให้อาการแย่ลง บทความนี้อธิบายลักษณะที่ช่วยแยกโรค สาเหตุที่แท้จริง และหลักการรักษาที่ถูกต้อง

Perioral Dermatitis คืออะไร

โรคนี้คือผื่นตุ่มนูนแดงขนาดเล็กหรือตุ่มหนองเล็ก ๆ ที่เกิดบริเวณรอบริมฝีปาก รอยพับข้างจมูก และเปลือกตา จุดสังเกตสำคัญที่ใช้แยกจากสิว ได้แก่

  • ตำแหน่งเฉพาะ: ผื่นจะเว้นระยะห่างจากขอบริมฝีปากประมาณ 3–5 มิลลิเมตรเสมอ เป็นลักษณะเฉพาะที่ช่วยแยกจากสิว

  • ความรู้สึก: ผู้ป่วยมักรู้สึกแสบ คัน หรือตึงผิว มากกว่าอาการของสิวทั่วไป

  • การดำเนินโรค: อาการมักกำเริบสลับกับดีขึ้นโดยไม่มีสาเหตุชัดเจน

Perioral Dermatitis เกิดจากอะไร

สาเหตุหลักของ Perioral Dermatitis คือการใช้ครีม steroid บนใบหน้าเป็นเวลานาน ทั้งแบบที่แพทย์สั่งและแบบที่ซื้อใช้เองโดยไม่รู้ว่ามีส่วนผสมของ steroid นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • ยาสีฟัน: ยาสีฟันที่มี fluoride ในปริมาณสูง

  • ครีมบำรุง: ครีมบำรุงหรือ moisturizer ที่ข้นมาก (occlusive formulas)

  • เครื่องสำอาง: รองพื้น (foundation) หรือครีมกันแดดชนิดเนื้อครีมหนัก

  • ยาพ่น: ยาพ่นสูดชนิด corticosteroid (inhaled steroids)

ระวังภาวะ Steroid Rebound

เมื่อใช้ steroid cream แล้วอาการดีขึ้นชั่วคราว แต่พอหยุดกลับแย่กว่าเดิม ทำให้ต้องนำกลับมาใช้ซ้ำวนไปเรื่อย ๆ ผิวหนังจะบางลง เส้นเลือดฝอยขยายตัว และผื่นแพร่กระจายมากขึ้น ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า steroid rebound ซึ่งเป็นเหตุผลที่ห้ามใช้ steroid cream รักษา Perioral Dermatitis โดยเด็ดขาด

วิธีรักษา Perioral Dermatitis

หลักการรักษาเรียกว่า Zero Therapy คือการหยุดสาเหตุทั้งหมดก่อน แล้วจึงใช้ยาที่เหมาะสมภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนัง

  • ขั้นแรก หยุดสาเหตุ (Zero Therapy): หยุดใช้ steroid cream ทุกชนิดบนใบหน้าทันที เปลี่ยนยาสีฟันเป็นชนิดไม่มี fluoride และงดครีมบำรุงเนื้อหนัก

  • ยาทาเฉพาะที่: แพทย์อาจพิจารณา metronidazole cream หรือ azelaic acid cream

  • ยารับประทาน: ในรายที่รุนแรง แพทย์อาจให้ยากิน tetracycline หรือ doxycycline

  • ระยะเวลา: การรักษาอาจใช้เวลา 6–12 สัปดาห์จึงจะเห็นผลชัดเจน ต้องอาศัยความอดทน

เมื่อไรควรพบแพทย์ผิวหนัง

หากผื่นรอบปากไม่ตอบสนองต่อการดูแลตนเองภายใน 2 สัปดาห์ มีอาการแสบรุนแรง ผื่นลุกลาม หรือกำเริบซ้ำ ๆ ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ เนื่องจากโรคนี้มีหน้าตาคล้ายหลายโรค การรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นช่วยลดระยะเวลาและป้องกันการเกิดซ้ำ

คำถามที่พบบ่อย

Perioral Dermatitis คือสิวหรือไม่? ไม่ใช่ แม้หน้าตาคล้ายสิว แต่เป็นผื่นอักเสบคนละชนิด จุดสังเกตคือผื่นจะเว้นระยะจากขอบริมฝีปาก 3–5 มิลลิเมตรเสมอ และมักแสบหรือตึงผิว

ทำไมห้ามใช้ครีม steroid? เพราะ steroid ทำให้ดีขึ้นชั่วคราวแต่เกิด steroid rebound คือหยุดแล้วกลับแย่กว่าเดิม ผิวบางลง เส้นเลือดฝอยขยาย และผื่นลุกลามมากขึ้น จึงเป็นตัวการหลักของโรคนี้

Perioral Dermatitis รักษานานแค่ไหน? การรักษามักใช้เวลา 6–12 สัปดาห์จึงเห็นผลชัดเจน โดยต้องหยุดสาเหตุทั้งหมดร่วมกับใช้ยาที่แพทย์สั่งอย่างต่อเนื่อง

ควรพบแพทย์เมื่อไร? ควรพบแพทย์หากผื่นไม่ดีขึ้นภายใน 2 สัปดาห์ มีอาการแสบรุนแรง ผื่นลุกลาม หรือกำเริบซ้ำ ๆ

Perioral Dermatitis เป็นโรคที่รักษาหายได้หากวินิจฉัยถูกต้องและหยุดสาเหตุอย่างเหมาะสม หากคุณมีผื่นรอบปากที่รักษาเองไม่หาย ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังที่ Siam Dermatology โทร 061-448-7000 หรือ LINE @siamderm

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 16 กรกฎาคม 2569

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ