
โบท็อกซ์และฟิลเลอร์: เข้าใจวิธีการทางแพทย์เพื่อความงามอย่างมีอายุ
- 19 มิ.ย.
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 17 ก.ค.
โบท็อกซ์ (Botulinum Toxin) และฟิลเลอร์ (Dermal Filler) เป็นหัตถการทางการแพทย์ด้านความงามที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน เพราะให้ผลลัพธ์แบบไม่ต้องผ่าตัด ฟื้นตัวเร็ว และเห็นผลเป็นที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการเข้าใจว่าผลิตภัณฑ์ทั้งสองชนิดนี้แตกต่างกันอย่างไร ทำงานต่างกันตรงไหน และมีข้อควรระวังอะไรบ้าง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัย บทความนี้อธิบายในมุมของแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง เพื่อให้คุณตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลรอบด้าน
โบท็อกซ์ (Botulinum Toxin) คืออะไร
โบท็อกซ์คือสารโปรตีนที่สกัดจากแบคทีเรีย Clostridium botulinum ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการส่งสัญญาณประสาทไปยังกล้ามเนื้อ เมื่อกล้ามเนื้อบริเวณนั้นคลายตัวลง ริ้วรอยที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อจึงลดลงตามไปด้วย ผลของโบท็อกซ์ไม่ได้อยู่ถาวร แต่จะคงอยู่ได้นานประมาณ 3–6 เดือน จากนั้นกล้ามเนื้อจะค่อย ๆ กลับมาทำงานตามปกติ จึงจำเป็นต้องฉีดซ้ำเป็นระยะหากต้องการคงผลลัพธ์
โบท็อกซ์นิยมใช้กับริ้วรอยบริเวณส่วนบนของใบหน้าเป็นหลัก ได้แก่:
ริ้วรอยบนหน้าผาก ที่เกิดจากการเลิกคิ้วบ่อย ๆ
รอยระหว่างคิ้ว หรือรอยขมวดคิ้ว
ริ้วรอยข้างตา หรือที่เรียกว่าตีนกา (crow’s feet)
ด้วยผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดและใช้เวลาทำไม่นาน โบท็อกซ์จึงเป็นหนึ่งในหัตถการที่คนไทยให้ความสนใจมากที่สุด
ฟิลเลอร์ (Dermal Filler) คืออะไร แตกต่างจากโบท็อกซ์อย่างไร
ฟิลเลอร์คือสารเติมที่ฉีดเข้าไปในชั้นผิวหนังเพื่อเติมปริมาตร ลดร่องหรือรอยเหี่ยว และปรับรูปหน้าให้ดูอิ่มขึ้น จุดที่ต่างจากโบท็อกซ์อย่างชัดเจนคือกลไกการทำงาน โบท็อกซ์ออกฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อเพื่อคลายริ้วรอยจากการเคลื่อนไหว ในขณะที่ฟิลเลอร์ทำงานโดยการเติมปริมาตรให้กับบริเวณที่ยุบหรือเป็นร่อง เช่น แก้มและริ้วรอยต่าง ๆ
ชนิดของฟิลเลอร์ที่นิยมใช้มากที่สุดคือไฮยาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid Filler) ซึ่งมีข้อดีคือสามารถละลายได้เอง และหากจำเป็นแพทย์ยังสามารถใช้ยาสลายฟิลเลอร์ชนิดนี้ได้ ผลของฟิลเลอร์ชนิดไฮยาลูโรนิค แอซิดจะคงอยู่ได้นานประมาณ 6–18 เดือน ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีดและปัจจัยเฉพาะบุคคล
โดยสรุปความแตกต่างหลัก:
โบท็อกซ์: ออกฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อเพื่อลดริ้วรอยจากการเคลื่อนไหว ผล 3–6 เดือน
ฟิลเลอร์: เติมปริมาตรและปรับโครงหน้าในบริเวณที่ยุบหรือเป็นร่อง ผล 6–18 เดือน
ประโยชน์และข้อพึงระวังของการฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์
แม้ทั้งสองหัตถการจะให้ผลลัพธ์ที่ดีเมื่อทำอย่างถูกต้อง แต่ก็มีข้อพึงระวังที่ควรทราบก่อนตัดสินใจ:
โบท็อกซ์: ช่วยลดริ้วรอยที่เกิดจากการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ ข้อพึงระวังคืออาจเกิดอาการบวมชั่วคราว หนังตาตก หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงชั่วคราวได้ หากฉีดไม่ถูกตำแหน่ง
ฟิลเลอร์: ช่วยเติมปริมาตรและปรับโครงหน้า ข้อพึงระวังคืออาจเกิดรอยช้ำ บวม หรือรอยแดงชั่วคราว และในส่วนน้อยมากอาจเกิดการอุดตันหลอดเลือด (Vascular Occlusion) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ทันที
ข้อควรทราบ: การฉีดทั้งสองชนิดควรทำโดยแพทย์หรือบุคลากรสุขภาพที่ได้รับการอบรมมาโดยเฉพาะเท่านั้น เพื่อลดความเสี่ยงและให้ผลลัพธ์ที่ปลอดภัย
ใครที่เหมาะสมและไม่เหมาะสมกับการฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์
การประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นขั้นตอนที่สำคัญ โดยทั่วไปสามารถแบ่งได้ดังนี้:
ผู้ที่เหมาะสม
ผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป
ไม่ได้ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
ไม่แพ้สารในผลิตภัณฑ์ที่จะใช้
ไม่มีโรคผิวหนังที่ยังรักษาไม่หายบริเวณที่จะฉีด
ผู้ที่ไม่เหมาะสม
หญิงตั้งครรภ์และผู้ที่กำลังให้นมบุตร
ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อเฉียบพลันบริเวณที่จะฉีด
ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants)
ทั้งนี้ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคลก่อนเสมอ
คำแนะนำก่อนตัดสินใจฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์
เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ดี ควรเตรียมตัวและปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้:
เลือกสถานที่ที่ได้มาตรฐาน: เลือกสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ไม่ควรทำโดยผู้ที่ไม่มีใบอนุญาต
ปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง: ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อประเมินความเหมาะสมและวางแผนการรักษาให้เหมาะกับคุณ
แจ้งประวัติให้ครบถ้วน: แจ้งประวัติการแพ้ยาและยาที่ใช้อยู่ให้ครบถ้วน
งดสิ่งที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด: งดแอลกอฮอล์ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และอาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด อย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ก่อนฉีด
คำถามที่พบบ่อย
โบท็อกซ์ (Botulinum Toxin) คืออะไร โบท็อกซ์คือสารโปรตีนที่สกัดจากแบคทีเรีย Clostridium botulinum ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการส่งสัญญาณประสาทไปยังกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อคลายและริ้วรอยลดลง ผลอยู่ได้นาน 3–6 เดือน นิยมใช้รักษาริ้วรอยบนหน้าผาก รอยระหว่างคิ้ว และริ้วรอยข้างตา (crow’s feet)
ฟิลเลอร์ต่างจากโบท็อกซ์อย่างไร ฟิลเลอร์คือสารเติมที่ฉีดเข้าผิวหนังเพื่อเติมปริมาตรและปรับโครงหน้า ต่างจากโบท็อกซ์ที่ออกฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อเพื่อลดริ้วรอยจากการเคลื่อนไหว ชนิดที่นิยมมากที่สุดคือไฮยาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid Filler) ซึ่งละลายได้เอง ผลอยู่ได้นาน 6–18 เดือนขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีด
การฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์มีความเสี่ยงอะไรบ้าง โบท็อกซ์อาจทำให้เกิดอาการบวมชั่วคราว หนังตาตก หรือกล้ามเนื้ออ่อนแรงชั่วคราวหากฉีดไม่ถูกตำแหน่ง ส่วนฟิลเลอร์อาจเกิดรอยช้ำ บวม หรือรอยแดงชั่วคราว และในส่วนน้อยมากอาจเกิดการอุดตันหลอดเลือด (Vascular Occlusion) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน จึงควรทำโดยแพทย์ที่ได้รับการอบรมเท่านั้น
ใครที่ไม่ควรฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ ผู้ที่ไม่เหมาะสม ได้แก่ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่ให้นมบุตร ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อเฉียบพลันบริเวณที่จะฉีด และผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants) แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคลก่อนเสมอ
หากคุณกำลังพิจารณาฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ การปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเพื่อประเมินความเหมาะสมและวางแผนการรักษาเป็นรายบุคคลจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัยที่สุด ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังที่ Siam Dermatology โทร 061-448-7000 หรือ LINE @siamderm
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 16 กรกฎาคม 2569




ความคิดเห็น