top of page

เริม (Herpes Simplex) คืออะไร อาการ สาเหตุ การแยกโรค และวิธีรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง

  • 14 นาทีที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที

เริม (Herpes Simplex) คือการติดเชื้อไวรัสที่ผิวหนังและเยื่อบุ ทำให้เกิดกลุ่มตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ บนฐานผิวที่แดง แสบ และเจ็บ ก่อนจะแตกเป็นแผลตื้นและตกสะเก็ดหายไปได้เองใน 1–3 สัปดาห์ จุดที่ทำให้หลายคนกังวลคือ เริมเป็นโรคที่ ควบคุมได้แต่ไม่หายขาด เพราะเมื่อติดเชื้อแล้ว ไวรัสจะหลบเข้าไปอยู่ในปมประสาทและรอวันกลับมาเป็นซ้ำเมื่อร่างกายอ่อนแอ

บทความนี้เขียนในมุมของแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง โดยจะเน้นสิ่งที่คนไข้ถามบ่อยที่สุดและมักหาคำตอบที่ชัดเจนไม่ได้ นั่นคือ จะรู้ได้อย่างไรว่าตุ่มที่ขึ้นคือเริม ไม่ใช่งูสวัดหรือแผลร้อนใน และเมื่อไรที่อาการนั้นไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไป

เริมเกิดจากอะไร — รู้จักไวรัส HSV-1 และ HSV-2

เริมเกิดจากไวรัสในกลุ่ม Herpes Simplex Virus (HSV) ซึ่งแบ่งเป็นสองชนิดหลัก

  • HSV-1 มักทำให้เกิดเริมบริเวณริมฝีปากและใบหน้า (ที่คนทั่วไปเรียกว่า เริมที่ปาก) แต่ก็พบที่อวัยวะเพศได้เช่นกัน

  • HSV-2 มักทำให้เกิดเริมบริเวณอวัยวะเพศ และติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์เป็นหลัก

ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่า HSV-1 เป็นได้เฉพาะที่ปาก และ HSV-2 เป็นได้เฉพาะที่อวัยวะเพศ ในความเป็นจริงไวรัสทั้งสองชนิดข้ามตำแหน่งกันได้ ตำแหน่งของแผลจึงบอกชนิดของไวรัสได้ไม่แน่นอนเสมอไป สิ่งที่กำหนดตำแหน่งคือ เชื้อสัมผัสผิวหนังส่วนใด มากกว่าชนิดของไวรัส

เริมเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากทั่วโลก ประชากรผู้ใหญ่จำนวนมากมีเชื้อ HSV-1 อยู่ในร่างกายโดยไม่เคยแสดงอาการเลยก็มี การเป็นเริมจึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องรู้สึกผิดหรืออับอาย แต่เป็นภาวะติดเชื้อที่พบได้ทั่วไปและมีแนวทางดูแลที่ชัดเจน

อาการของเริม และระยะของโรค

เริมที่กำเริบมักดำเนินไปเป็นระยะ ๆ ซึ่งการรู้จักระยะเหล่านี้มีประโยชน์มาก เพราะ ระยะแรกสุด คือช่วงที่ยาต้านไวรัสได้ผลดีที่สุด

  1. ระยะนำ (prodrome) — ก่อนตุ่มจะขึ้น หลายคนรู้สึกคัน แสบ เจ็บยิบ ๆ หรือเหมือนเข็มทิ่มบริเวณผิวหนังจุดเดิมที่เคยเป็น ระยะนี้กินเวลาไม่กี่ชั่วโมงถึงหนึ่งวัน

  2. ระยะตุ่มน้ำ (vesicle) — มีตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ ขึ้นเป็นกลุ่มบนผิวที่แดง เป็นลักษณะเฉพาะของเริมที่ช่วยแยกจากโรคอื่น

  3. ระยะแผล (ulcer) — ตุ่มน้ำแตกออกกลายเป็นแผลตื้น เจ็บ ระยะนี้แพร่เชื้อได้มากที่สุด

  4. ระยะตกสะเก็ด (crust) — แผลค่อย ๆ แห้ง ตกสะเก็ด และหายไปโดยมักไม่ทิ้งแผลเป็นถ้าไม่แกะเกา

การติดเชื้อครั้งแรกมักมีอาการรุนแรงและนานกว่าการเป็นซ้ำ บางคนมีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บมาก และแผลอาจใช้เวลาถึงสองถึงสามสัปดาห์จึงหาย ส่วนการเป็นซ้ำในครั้งต่อ ๆ ไปมักเบากว่า หายเร็วกว่า และจำนวนตุ่มน้อยลง

เริม vs งูสวัด vs แผลร้อนใน — แยกให้ถูกก่อนรักษา

นี่คือคำถามที่คนไข้สับสนมากที่สุด และเป็นเหตุผลสำคัญที่การวินิจฉัยโดยแพทย์ผิวหนังมีความสำคัญ เพราะสามโรคนี้หน้าตาคล้ายกันแต่เกิดจากคนละสาเหตุและรักษาต่างกัน

ประเด็น — เริม (Herpes Simplex) — งูสวัด (Herpes Zoster) — แผลร้อนใน (Aphthous Ulcer)

สาเหตุ — เริม: ไวรัส HSV-1 / HSV-2 — งูสวัด: ไวรัส VZV (ตัวเดียวกับอีสุกอีใสที่ซ่อนตัวอยู่) — แผลร้อนใน: ไม่ใช่การติดเชื้อ มักสัมพันธ์กับความเครียด ภูมิคุ้มกัน หรือการกระทบกระแทก

ลักษณะผื่น — เริม: ตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ที่จุดเดิม — งูสวัด: ตุ่มน้ำเรียงเป็นแนวยาวตามเส้นประสาท มักครึ่งซีกของลำตัว — แผลร้อนใน: แผลตื้นขอบแดง พื้นขาวเหลือง อยู่ในช่องปาก ไม่มีตุ่มน้ำ

ตำแหน่ง — เริม: ริมฝีปาก อวัยวะเพศ หรือผิวหนังจุดที่สัมผัสเชื้อ — งูสวัด: ตามแนวเส้นประสาท เช่น ลำตัว ใบหน้า — แผลร้อนใน: เยื่อบุในช่องปาก กระพุ้งแก้ม ลิ้น

การกลับเป็นซ้ำ — เริม: เป็นซ้ำที่จุดเดิมบ่อย — งูสวัด: มักเป็นครั้งเดียว (เป็นซ้ำได้แต่น้อย) — แผลร้อนใน: เป็นซ้ำได้แต่ไม่ติดต่อ

ความเจ็บ — เริม: แสบ เจ็บ คัน — งูสวัด: ปวดแสบลึกตามเส้นประสาท มักปวดมาก — แผลร้อนใน: เจ็บเวลาสัมผัสอาหารหรือพูด

หลักการง่าย ๆ ที่ใช้แยกในเบื้องต้น คือ ถ้าตุ่มน้ำขึ้นเป็นกลุ่มเล็ก ๆ ที่จุดเดิมซ้ำ ๆ ให้นึกถึงเริม ถ้าตุ่มน้ำเรียงเป็นแนวยาวตามเส้นประสาทครึ่งซีก ให้นึกถึงงูสวัด และถ้าเป็นแผลในปากที่ไม่มีตุ่มน้ำนำมาก่อน ให้นึกถึงแผลร้อนใน อย่างไรก็ตาม กรณีที่ก้ำกึ่งหรือเป็นบ่อยผิดปกติ ควรให้แพทย์ตรวจยืนยัน เพราะการรักษาและคำแนะนำต่างกันชัดเจน

คำถามยอดฮิต: เริมกับงูสวัดเป็นเชื้อเดียวกันไหม? — ไม่ใช่ ทั้งคู่อยู่ในตระกูลไวรัสเฮอร์ปีส์เหมือนกัน แต่เป็นคนละชนิด เริมเกิดจาก HSV ส่วนงูสวัดเกิดจาก VZV (เชื้อเดียวกับอีสุกอีใส)

เริมติดต่ออย่างไร และใช้เวลากี่วันจึงแสดงอาการ

เริมติดต่อผ่านการ สัมผัสโดยตรง กับแผล ตุ่มน้ำ หรือสารคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น การจูบ การใช้แก้วน้ำหรือลิปมันร่วมกัน การมีเพศสัมพันธ์ หรือการสัมผัสแผลแล้วไปจับผิวหนังส่วนอื่นของตัวเอง

หลังได้รับเชื้อครั้งแรก ระยะฟักตัวมักอยู่ที่ประมาณ 3–7 วัน จึงเริ่มแสดงอาการ แต่ผู้ติดเชื้อจำนวนมากไม่เคยมีอาการชัดเจนเลย

ประเด็นที่หลายคนไม่ทราบและสำคัญมากคือ เริมสามารถแพร่เชื้อได้แม้ในช่วงที่ไม่มีแผล (asymptomatic shedding) เพราะไวรัสหลุดออกมาที่ผิวเป็นครั้งคราวโดยไม่มีอาการ นี่คือเหตุผลที่หลายคู่ไม่ทราบว่าติดเชื้อมาจากใครหรือเมื่อใด การไม่มีแผลจึงไม่ได้แปลว่าปลอดเชื้อเสมอไป

ทำไมเริมถึงกลับมาเป็นซ้ำ และอะไรเป็นตัวกระตุ้น

หลังการติดเชื้อครั้งแรก ไวรัส HSV จะเดินทางไปหลบอยู่อย่างสงบในปมประสาทรับความรู้สึก (sensory ganglia) โดยที่ภูมิคุ้มกันกำจัดไม่ได้หมด เมื่อมีปัจจัยกระตุ้น ไวรัสจะเดินทางกลับมาตามเส้นประสาทสู่ผิวหนังจุดเดิมและทำให้เกิดแผลซ้ำ ด้วยเหตุนี้เริมจึงมักเป็นที่เดิม

ตัวกระตุ้นที่พบบ่อย ได้แก่

  • ความเครียดและการพักผ่อนไม่เพียงพอ

  • การเจ็บป่วยหรือมีไข้ (จึงมีคำเรียกว่า fever blister)

  • แสงแดดจัด โดยเฉพาะเริมที่ริมฝีปาก

  • ประจำเดือนและการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

  • ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ขณะเจ็บป่วยหรือได้รับยากดภูมิ

การสังเกตว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้นของตัวเอง แล้วหลีกเลี่ยงหรือเตรียมรับมือ เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลเริมในระยะยาวที่ได้ผลจริง

แพทย์วินิจฉัยเริมอย่างไร

ในกรณีทั่วไป แพทย์ผิวหนังวินิจฉัยเริมได้จาก ลักษณะทางคลินิก คือกลุ่มตุ่มน้ำใสบนฐานแดงที่จุดเดิม ร่วมกับประวัติการเป็นซ้ำ ซึ่งมักเพียงพอสำหรับการเริ่มรักษา

ในกรณีที่อาการไม่ชัดเจน เป็นครั้งแรกที่รุนแรง หรือต้องการยืนยัน อาจใช้การตรวจเพิ่มเติม เช่น การป้ายเซลล์จากแผลมาตรวจ (Tzanck smear) หรือการตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสด้วยวิธี PCR ซึ่งเป็นวิธีที่ไวและจำเพาะ การตรวจให้แน่ใจมีความสำคัญในกรณีที่ต้องแยกจากโรคอื่น หรือในคนไข้กลุ่มเสี่ยงที่การวินิจฉัยผิดอาจนำไปสู่การรักษาที่ไม่เหมาะสม

การรักษาเริม: ยาต้านไวรัสและกรอบเวลา 72 ชั่วโมง

เป้าหมายของการรักษาเริมไม่ใช่การกำจัดไวรัสให้หมด เพราะปัจจุบันยังทำไม่ได้ แต่คือการลดความรุนแรง ทำให้แผลหายเร็วขึ้น ลดความเจ็บปวด และลดการแพร่เชื้อ

ยาหลักคือยาต้านไวรัสชนิดรับประทาน ได้แก่ Acyclovir, Valacyclovir และ Famciclovir ซึ่งได้ผลดีที่สุดเมื่อเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงแรกหลังมีอาการ โดยเฉพาะถ้าเริ่มตั้งแต่ระยะนำ (ตอนรู้สึกแสบ ๆ คัน ๆ ก่อนตุ่มขึ้น) ส่วนยาทาต้านไวรัสมีประโยชน์จำกัดเมื่อเทียบกับยารับประทาน จึงมักไม่ใช่ตัวเลือกหลักในรายที่อาการชัดเจน

แนวทางการให้ยาแบ่งกว้าง ๆ ได้สองแบบ ซึ่งแพทย์จะเลือกตามความถี่และความรุนแรงของอาการ

  • การรักษาแบบเป็นครั้งคราว (episodic therapy) — รับประทานยาเป็นคอร์สสั้น ๆ เฉพาะเมื่อมีอาการกำเริบ เหมาะกับคนที่นาน ๆ เป็นที

  • การรักษาแบบกดเชื้อต่อเนื่อง (suppressive therapy) — รับประทานยาขนาดต่ำทุกวันเพื่อลดความถี่ของการกำเริบและลดการแพร่เชื้อ เหมาะกับคนที่เป็นบ่อย (เช่น กำเริบหลายครั้งต่อปี) อาการรุนแรง หรือต้องการลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อให้คู่

การตัดสินใจว่าควรใช้แนวทางใด ขนาดยาเท่าไร และนานแค่ไหน เป็นเรื่องที่ควรปรึกษาแพทย์เป็นรายบุคคล ไม่ควรซื้อยาต้านไวรัสมารับประทานเองในขนาดที่ไม่เหมาะสม เพราะอาจได้ผลไม่เต็มที่และสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ

ดูแลตัวเองอย่างไร และ เริมห้ามกินอะไร จริงไหม

ระหว่างที่เป็นเริม การดูแลแผลที่ดีช่วยให้หายเร็วและลดการแพร่เชื้อ

  • รักษาความสะอาดบริเวณแผล หลีกเลี่ยงการแกะเกาหรือเจาะตุ่มน้ำ

  • ล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสแผล เพื่อไม่ให้เชื้อกระจายไปจุดอื่น โดยเฉพาะดวงตา

  • งดใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ ผ้าเช็ดตัว ลิปมัน

  • งดจูบและการสัมผัสใกล้ชิดขณะมีแผล และงดเพศสัมพันธ์เมื่อมีแผลที่อวัยวะเพศ

  • ถ้าเริมที่ริมฝีปากกำเริบจากแดด ควรใช้ลิปที่มีกันแดด

สำหรับคำถามยอดฮิตว่า "เริมห้ามกินอะไร" ความจริงคือยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่หนักแน่นว่าต้องงดอาหารชนิดใดเป็นพิเศษ สิ่งที่มีน้ำหนักกว่าเรื่องอาหารคือการพักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด และดูแลภูมิคุ้มกันโดยรวม ส่วนอาหารเสริมบางชนิดที่มีคนพูดถึง (เช่น ไลซีน) หลักฐานยังไม่ชัดเจนพอจะแนะนำเป็นการรักษามาตรฐาน หากต้องการใช้ควรปรึกษาแพทย์ก่อน และไม่ควรใช้แทนยาต้านไวรัสในรายที่มีอาการ

สัญญาณอันตราย — เมื่อไรควรพบแพทย์เฉพาะทางทันที

เริมส่วนใหญ่ไม่อันตรายและหายได้เอง แต่มีบางสถานการณ์ที่ควรพบแพทย์โดยไม่รอช้า เพราะอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรงได้

  • เริมขึ้นใกล้หรือในดวงตา หรือมีอาการตาแดง เจ็บตา ตามัว — อาจเป็นเริมที่กระจกตา (herpetic keratitis) ซึ่งเสี่ยงต่อการมองเห็นและต้องรักษาด่วน

  • ผื่นเริมลามเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในคนที่เป็นโรคผิวหนังภูมิแพ้ (eczema) อยู่เดิม — อาจเป็นภาวะ eczema herpeticum ที่ต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน

  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิ ผู้ป่วยมะเร็ง หรือผู้ติดเชื้อ HIV — เริมอาจรุนแรงและลุกลามได้มากกว่าปกติ

  • หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นเริม โดยเฉพาะที่อวัยวะเพศ — มีความเสี่ยงในการถ่ายทอดเชื้อสู่ทารกซึ่งอาจรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนการดูแลและการคลอด

  • เริมที่นิ้วมือ (herpetic whitlow) หรือเริมที่กำเริบบ่อยมากจนกระทบคุณภาพชีวิต — ควรพบแพทย์เพื่อพิจารณาการรักษาแบบกดเชื้อต่อเนื่อง

หลักการคือ ถ้าอาการรุนแรงผิดปกติ ลามเร็ว ขึ้นใกล้ตา หรือเกิดในคนกลุ่มเสี่ยงข้างต้น อย่ารอให้หายเอง

คนใกล้ชิดหรือคู่เป็นเริม ควรทำอย่างไร

หากคนใกล้ตัวหรือคู่ของคุณเป็นเริม ข่าวดีคือการอยู่ร่วมกันอย่างปลอดภัยทำได้ เพียงเข้าใจหลักการแพร่เชื้อ

ความเสี่ยงสูงสุดอยู่ในช่วงที่มีแผลหรือตุ่มน้ำ ดังนั้นในช่วงนั้นควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณแผลโดยตรง การจูบ (กรณีเริมที่ปาก) และเพศสัมพันธ์ (กรณีเริมที่อวัยวะเพศ) แม้ในช่วงไม่มีแผลยังมีโอกาสแพร่เชื้อได้บ้างจาก asymptomatic shedding การใช้ถุงยางอนามัยช่วยลดความเสี่ยงของเริมที่อวัยวะเพศได้ แต่ไม่ได้ป้องกัน 100% เพราะเชื้ออาจอยู่นอกบริเวณที่ถุงยางคลุม

สำหรับคู่ที่ฝ่ายหนึ่งเป็นบ่อย การที่ผู้ติดเชื้อรับการรักษาแบบกดเชื้อต่อเนื่องเป็นอีกวิธีที่ช่วยลดโอกาสแพร่เชื้อให้อีกฝ่ายได้ เรื่องนี้ปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนร่วมกันได้

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเริม

เริมหายขาดไหม? — ปัจจุบันเริมยังรักษาไม่หายขาด เพราะไวรัสหลบอยู่ในปมประสาทถาวร แต่ควบคุมได้ดี ทำให้กำเริบน้อยลงและเบาลงด้วยยาต้านไวรัส หลายคนเมื่ออายุมากขึ้นก็กำเริบน้อยลงเอง

เริมหายเองได้ไหม? — ในคนที่สุขภาพแข็งแรง แผลเริมมักหายได้เองใน 1–3 สัปดาห์ แต่การใช้ยาต้านไวรัสตั้งแต่ระยะแรกช่วยให้หายเร็วขึ้น เจ็บน้อยลง และลดการแพร่เชื้อ

เริมทำไงให้หายเร็ว? — เริ่มยาต้านไวรัสเร็วที่สุดตั้งแต่รู้สึกแสบคันก่อนตุ่มขึ้น (ภายใน 72 ชั่วโมง) ดูแลแผลให้สะอาด ไม่แกะเกา พักผ่อนให้พอ และหลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นอย่างแดดจัดและความเครียด

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นเริม? — สังเกตกลุ่มตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ บนฐานแดงที่ขึ้น "จุดเดิม" ซ้ำ ๆ ร่วมกับอาการแสบคันนำมาก่อน หากไม่แน่ใจ หรือแยกจากงูสวัด/แผลร้อนในไม่ได้ ควรให้แพทย์ผิวหนังตรวจยืนยัน

ติดเชื้อเริมกี่วันจึงแสดงอาการ? — การติดเชื้อครั้งแรกมักแสดงอาการใน 3–7 วันหลังรับเชื้อ แต่หลายคนไม่มีอาการชัดเจนในครั้งแรก

เริมอันตรายไหม? — ส่วนใหญ่ไม่อันตรายและหายเองได้ แต่จะมีความเสี่ยงมากขึ้นเมื่อขึ้นใกล้ตา เกิดในคนภูมิคุ้มกันอ่อนแอ หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่เป็นโรคผิวหนังภูมิแพ้อยู่เดิม กรณีเหล่านี้ควรพบแพทย์ทันที

สรุป

เริมเป็นการติดเชื้อไวรัสที่พบบ่อย ควบคุมได้ดี แต่ไม่หายขาด หัวใจของการดูแลคือการ วินิจฉัยให้ถูกก่อน ว่าเป็นเริมจริง ไม่ใช่งูสวัดหรือแผลร้อนใน แล้วจึงเริ่มยาต้านไวรัสให้เร็ว และวางแผนระยะยาวสำหรับคนที่กำเริบบ่อย หากคุณมีตุ่มน้ำหรือแผลที่สงสัยว่าเป็นเริม กำเริบบ่อย หรือมีสัญญาณอันตรายที่กล่าวมา ทีมแพทย์เฉพาะทางผิวหนังของ สยาม เดอร์มาโทโลจี (คลินิกเฉพาะทางโรคผิวหนัง) ยินดีให้คำปรึกษาเพื่อตรวจวินิจฉัยและวางแนวทางการรักษาที่เหมาะกับคุณเป็นรายบุคคล

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง — สยาม เดอร์มาโทโลจี คลินิกเฉพาะทางโรคผิวหนัง

เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือสั่งการรักษาแทนการพบแพทย์ หากมีอาการควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการดูแลที่เหมาะสมกับตนเอง

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ