
เชื้อราที่เล็บ (Onychomycosis): อาการ สาเหตุ และวิธีรักษา
- 19 มิ.ย.
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 17 ก.ค.
เชื้อราที่เล็บ (Onychomycosis) เป็นการติดเชื้อราที่เล็บที่พบบ่อยที่สุดในกลุ่มโรคเชื้อราของผิวหนัง พบได้ประมาณ 10% ของประชากรทั่วโลก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอายุ โรคนี้แม้ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต แต่มักรักษายากและต้องใช้เวลานาน เพราะเล็บเจริญเติบโตช้า ยาจึงต้องออกฤทธิ์ต่อเนื่องจนกว่าเล็บที่ติดเชื้อจะยาวออกและถูกแทนที่ด้วยเล็บใหม่ที่แข็งแรง บทความนี้อธิบายตั้งแต่สาเหตุ อาการ การวินิจฉัย ไปจนถึงแนวทางการรักษาและป้องกันตามหลักฐานทางการแพทย์
เชื้อราที่เล็บเกิดจากอะไร
เชื้อราที่เล็บเกิดจากการที่เชื้อราเข้าไปเจริญเติบโตในเนื้อเล็บและใต้เล็บ ทำให้เล็บค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพ ผู้ที่เคยเป็นโรคน้ำกัดเท้า (Tinea Pedis) มาก่อนมีความเสี่ยงสูงเป็นพิเศษ เพราะเชื้อราสามารถลุกลามจากผิวหนังบริเวณเท้าเข้าสู่เล็บได้ ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคง่ายขึ้น ได้แก่
อายุที่มากขึ้น — มักพบในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะผู้ที่อายุมากกว่า 60 ปี เนื่องจากเล็บเจริญช้าลงและระบบภูมิคุ้มกันลดลง
โรคเบาหวาน — ทำให้เลือดไปเลี้ยงปลายเท้าน้อยลงและภูมิคุ้มกันบกพร่อง เชื้อราจึงเจริญได้ง่าย
ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง — ร่างกายกำจัดเชื้อราได้ไม่ดี ทำให้ติดเชื้อง่ายและรักษายากกว่าปกติ
เคยเป็นโรคน้ำกัดเท้า (Tinea Pedis) — การติดเชื้อราที่ผิวหนังเท้าสามารถลุกลามเข้าสู่เล็บได้
สวมรองเท้าคับเป็นเวลานาน — ความอับชื้นและความร้อนภายในรองเท้าเป็นสภาวะที่เชื้อราชอบ
ใช้อุปกรณ์ตัดเล็บร่วมกัน — อาจนำเชื้อราจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนได้
เพศชาย — จากสถิติพบว่าเพศชายมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าเพศหญิง
อาการและลักษณะของเล็บที่ติดเชื้อรา
อาการของเชื้อราที่เล็บมักค่อยเป็นค่อยไป เริ่มจากจุดหรือแถบสีผิดปกติที่ปลายเล็บ แล้วลุกลามเข้าหาโคนเล็บ ลักษณะที่พบบ่อยได้แก่
เล็บเปลี่ยนสี — เล็บกลายเป็นสีเหลือง น้ำตาล หรือขาวขุ่น
เล็บหนาและเปราะบาง — เนื้อเล็บดูหนาผิดปกติแต่กลับเปราะและหักง่าย
เล็บแตกหรือร่วน — ขอบเล็บกร่อน แตก หรือหลุดร่วนเป็นเศษ
มีกลิ่นไม่พึงประสงค์ — จากเศษเนื้อเล็บและของเสียที่คั่งใต้เล็บ
เล็บแยกออกจากตัวเล็บ — เล็บลอกหรือแยกออกจากพื้นเล็บด้านล่าง
เล็บผิดรูป — รูปทรงของเล็บบิดเบี้ยวหรือผิดรูปไป
วิธีแยกจากโรคที่คล้ายกัน
ลักษณะเล็บหนา ผิดสี หรือผิดรูป ไม่ได้เกิดจากเชื้อราเสมอไป โรคผิวหนังหลายชนิด เช่น สะเก็ดเงินที่เล็บ (nail psoriasis) การบาดเจ็บซ้ำ ๆ ที่เล็บ หรือความผิดปกติของเล็บจากสาเหตุอื่น ก็ทำให้เล็บเปลี่ยนสภาพคล้ายกันได้ การรักษาด้วยยาต้านเชื้อราจึงไม่ควรเดาเอง แต่ควรได้รับการยืนยันว่าเป็นเชื้อราจริงก่อน แพทย์จึงมักตรวจเพิ่มเติมด้วยการเก็บตัวอย่างเล็บส่งห้องปฏิบัติการ (KOH Examination) หรือเพาะเชื้อ เพื่อยืนยันชนิดของเชื้อราก่อนเริ่มการรักษา
วิธีวินิจฉัยและการรักษา
แพทย์จะวินิจฉัยโดยการเก็บตัวอย่างเล็บส่งห้องปฏิบัติการ (KOH Examination) หรือเพาะเชื้อเพื่อยืนยันชนิดเชื้อรา เมื่อยืนยันแล้วจึงเลือกวิธีรักษาที่เหมาะสม ซึ่งอาจใช้ยากิน ยาทา หรือเลเซอร์ ขึ้นกับความรุนแรง จำนวนเล็บที่เป็น และโรคประจำตัวของผู้ป่วย
Terbinafine (ยากิน) — ยาทางเลือกอันดับต้น ใช้นาน 6 สัปดาห์สำหรับเล็บมือ หรือ 12 สัปดาห์สำหรับเล็บเท้า ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เพราะเป็นยากินที่ต้องติดตามผล
Ciclopirox lacquer, Efinaconazole, Tavaborole (ยาทา) — เป็นยาทาเฉพาะที่สำหรับกรณีที่เป็นไม่มากหรือผู้ที่ไม่เหมาะกับยากิน ต้องทาต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน
Laser treatment (เลเซอร์) — เป็นตัวเลือกเพิ่มเติมในบางกรณี ใช้ร่วมกับแนวทางการรักษาหลัก
เนื่องจากเล็บเจริญช้า ผู้ป่วยจึงต้องอดทนใช้ยาต่อเนื่องตามที่แพทย์กำหนด และไม่หยุดยาเองแม้เล็บจะเริ่มดูดีขึ้น เพราะเชื้ออาจยังหลงเหลือและกลับมาเป็นซ้ำได้
วิธีป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
รักษาเท้าให้แห้งอยู่เสมอ — เช็ดเท้าและซอกเล็บให้แห้งทุกครั้งหลังอาบน้ำหรือเปียกชื้น
สวมรองเท้าและถุงเท้าที่ระบายอากาศได้ดี — ลดความอับชื้นซึ่งเป็นสภาวะที่เชื้อราชอบ
หลีกเลี่ยงเดินเท้าเปล่าในสถานที่ชื้น — เพื่อลดโอกาสสัมผัสเชื้อราในที่สาธารณะ
อย่าใช้อุปกรณ์ตัดเล็บร่วมกัน — เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อจากคนสู่คน
คำถามที่พบบ่อย
เชื้อราที่เล็บรักษาหายขาดได้ไหม รักษาให้หายได้ แต่ต้องใช้เวลานานและต้องใช้ยาต่อเนื่องตามที่แพทย์กำหนด เพราะเล็บเจริญช้า หากหยุดยาเองก่อนกำหนดหรือไม่ป้องกันความอับชื้น อาจกลับมาเป็นซ้ำได้
ต้องกินยานานแค่ไหน ยากิน Terbinafine โดยทั่วไปใช้นานประมาณ 6 สัปดาห์สำหรับเล็บมือ และ 12 สัปดาห์สำหรับเล็บเท้า ทั้งนี้ระยะเวลาขึ้นกับความรุนแรงและการตอบสนอง ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์
เชื้อราที่เล็บติดต่อไปยังคนอื่นได้หรือไม่ สามารถแพร่ได้ผ่านการใช้อุปกรณ์ตัดเล็บร่วมกันหรือการสัมผัสเชื้อในที่อับชื้น จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ร่วมกันและรักษาสุขอนามัยของเท้า
ควรไปพบแพทย์เมื่อใด ควรพบแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเมื่อเล็บเปลี่ยนสี หนา เปราะ หรือผิดรูป โดยเฉพาะผู้ที่เป็นเบาหวานหรือมีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพื่อวินิจฉัยยืนยันและรับการรักษาที่เหมาะสม แทนการซื้อยามาใช้เอง
หากคุณสังเกตว่าเล็บเปลี่ยนสี หนาขึ้น เปราะ หรือผิดรูป อย่าปล่อยทิ้งไว้หรือรักษาเอง ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเพื่อวินิจฉัยยืนยันและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังที่ Siam Dermatology โทร 061-448-7000 หรือ LINE @siamderm
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 16 กรกฎาคม 2569




ความคิดเห็น