top of page

สิวยีสต์ (สิวเชื้อรา) เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังแยก 7 แบบ วิธีแยกจากสิวทั่วไป ยาทา ยากิน และทำไมชอบกลับมาเป็นซ้ำ

7 วันที่ผ่านมา
ยาว 4 นาที

อัปเดตเมื่อ 5 วันที่ผ่านมา

สิวยีสต์ หรือสิวเชื้อรา (Malassezia folliculitis หรือชื่อเดิม Pityrosporum folliculitis) คือภาวะรูขุมขนอักเสบจากยีสต์ชื่อมาลาสซีเซีย (Malassezia) ที่อาศัยอยู่บนผิวทุกคนตามปกติแต่เพิ่มจำนวนมากเกินไปจนลงไปอยู่ในรูขุมขน ผื่นจึงเป็นตุ่มแดงหรือตุ่มหนองเล็ก ๆ ขนาด 1–3 มิลลิเมตร หน้าตาเหมือนกันหมดทุกเม็ด คัน และขึ้นมากที่หลัง หน้าอก ไหล่ ต้นแขน และไรผม ซึ่งต่างจากสิวทั่วไป (acne vulgaris) ที่เกิดจากการอุดตันของต่อมไขมันและเชื้อแบคทีเรีย

ปัญหาที่แพทย์ผิวหนังพบบ่อยที่สุดคือผู้ป่วยรักษาแบบสิวธรรมดามานานหลายเดือน ทั้งยาทาสิวและยาปฏิชีวนะ แต่ตุ่มไม่ลดลง บางรายกลับเพิ่มขึ้น เพราะยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียไม่ได้ฆ่ายีสต์ และยังไปกำจัดแบคทีเรียที่คอยคุมยีสต์ไว้ด้วย บทความนี้แยกสิวยีสต์ออกเป็น 7 แบบตามตำแหน่งและสาเหตุ พร้อมวิธีสังเกตด้วยตัวเอง ยาที่แพทย์ใช้จริงทั้งชื่อยา ความแรง และระยะเวลา และวิธีลดโอกาสกลับมาเป็นซ้ำ

สิวยีสต์ หน้าตาเป็นแบบไหน

ลักษณะที่ช่วยให้แพทย์แยกสิวยีสต์จากสิวทั่วไปได้ตั้งแต่การดูด้วยตา

  • ขนาดเท่ากันหมด: ตุ่มแดงหรือตุ่มหนองหัวเล็ก ขนาด 1–3 มิลลิเมตร เกือบทุกเม็ดขนาดเดียวกัน ไม่มีเม็ดใหญ่เม็ดเล็กปนกันแบบสิวทั่วไป

  • ไม่มีสิวอุดตัน: ไม่มีหัวขาวหรือหัวดำ (comedone) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของสิวธรรมดา

  • คัน: ผู้ป่วยส่วนใหญ่คัน โดยเฉพาะหลังเหงื่อออก หลังออกกำลังกาย หรือตอนอากาศร้อน สิวทั่วไปมักเจ็บมากกว่าคัน

  • ขึ้นเป็นกลุ่ม: ขึ้นพร้อมกันเป็นสิบถึงหลายสิบเม็ดในบริเวณเดียว

  • ตำแหน่ง: หลังส่วนบน หน้าอก ไหล่ ต้นแขน คอ ไรผม และหน้าผาก ไม่ค่อยขึ้นกลางแก้มแบบสิวฮอร์โมน

  • ไม่ค่อยเป็นหลุมหรือแผลเป็น: เพราะการอักเสบอยู่ตื้นกว่าสิวอักเสบทั่วไป แต่ทิ้งรอยดำหรือรอยแดงได้จากการเกา

สิวยีสต์ เกิดจากอะไร

ยีสต์มาลาสซีเซียชอบไขมันและความชื้น เมื่อสภาพผิวเอื้อให้มันโตเร็ว มันจะลงไปอยู่ในรูขุมขนและย่อยไขมันในรูขุมขนเป็นกรดไขมันอิสระที่ระคายเคือง ทำให้รูขุมขนอักเสบเป็นตุ่ม ปัจจัยที่พบบ่อยมีดังนี้

  • อากาศร้อนชื้นและเหงื่อ: ประเทศไทยจึงพบได้ตลอดปี และมักกำเริบช่วงหน้าร้อนถึงหน้าฝน

  • เสื้อผ้ารัดและไม่ระบายอากาศ: ชุดออกกำลังกายใยสังเคราะห์ ชุดยูนิฟอร์มหนา การนอนหงายนาน ๆ บนที่นอนที่อับ

  • ยาปฏิชีวนะ: โดยเฉพาะยากลุ่มเตตราไซคลิน เช่น ด็อกซีไซคลิน (doxycycline) ที่ใช้รักษาสิวนานหลายสัปดาห์ ยาจะลดแบคทีเรียที่ปกติแข่งกับยีสต์ ยีสต์จึงโตแทน

  • ยาสเตียรอยด์: ทั้งยากินและยาทา รวมถึงครีมที่ผสมสเตียรอยด์โดยไม่รู้ตัว

  • ผิวมันและผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมัน: ครีมกันแดดเนื้อหนัก น้ำมันบำรุงผิว ครีมกันแดดหรือโลชั่นที่มีน้ำมันพืชบางชนิดเป็นอาหารของยีสต์

  • ภูมิคุ้มกันต่ำ: เบาหวาน ผู้ป่วยที่ใช้ยากดภูมิ ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ ผู้ติดเชื้อเอชไอวี

  • วัย: พบมากที่สุดช่วงวัยรุ่นถึงอายุราว 40 ปี เพราะต่อมไขมันทำงานมาก

สิวยีสต์ ไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่ได้แปลว่าไม่สะอาด ยีสต์ชนิดนี้มีอยู่บนผิวของทุกคนอยู่แล้ว ปัญหาคือจำนวนที่มากเกินไปในบางช่วงเวลา

สิวยีสต์ ต่างจากสิวทั่วไปยังไง

ตารางเปรียบเทียบสั้น ๆ ที่แพทย์ใช้คัดแยกเบื้องต้น

  • ขนาดตุ่ม: สิวยีสต์ 1–3 มม. เท่ากันหมด · สิวทั่วไป หลายขนาดปนกัน มีตั้งแต่หัวเล็กจนถึงสิวหัวช้าง

  • สิวอุดตัน: สิวยีสต์ ไม่มี · สิวทั่วไป มีเสมอ

  • อาการเด่น: สิวยีสต์ คัน · สิวทั่วไป เจ็บ

  • ตำแหน่ง: สิวยีสต์ หลัง อก ไหล่ ไรผม · สิวทั่วไป ใบหน้าเป็นหลัก

  • การตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ: สิวยีสต์ ไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง · สิวทั่วไป ดีขึ้นภายใน 6–8 สัปดาห์

  • การตอบสนองต่อยาต้านเชื้อรา: สิวยีสต์ อาการคันลดภายใน 3–7 วัน · สิวทั่วไป ไม่เปลี่ยน

ในชีวิตจริง ผู้ป่วยจำนวนมากเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน คือมีสิวทั่วไปที่หน้าและสิวยีสต์ที่หลังหรือหน้าผาก ถ้าเห็นสิวอุดตันปนอยู่ ไม่ได้แปลว่าไม่ใช่สิวยีสต์ แพทย์จะรักษาทั้งสองส่วนไปพร้อมกัน อ่านลักษณะของสิวอุดตันเพิ่มเติมที่ สิวอุดตัน เกิดจากอะไร

เช็กเร็ว 5 ข้อ ตุ่มของคุณใช่สิวยีสต์ไหม

ถ้าตอบว่าใช่ตั้งแต่ 3 ข้อขึ้นไป มีโอกาสสูงที่จะเป็นสิวยีสต์ และควรให้แพทย์ตรวจยืนยัน

  1. ตุ่มเล็กขนาดใกล้เคียงกันทุกเม็ด ไม่มีหัวดำหรือหัวขาว

  2. คัน โดยเฉพาะหลังเหงื่อออก

  3. ขึ้นที่หลัง หน้าอก ไหล่ หรือไรผม มากกว่าที่แก้ม

  4. เพิ่งกินยาปฏิชีวนะ ใช้ยาสเตียรอยด์ หรืออยู่ในที่ร้อนอับมาไม่กี่สัปดาห์ก่อนตุ่มขึ้น

  5. รักษาแบบสิวทั่วไปมาแล้วมากกว่า 4–8 สัปดาห์แต่ไม่ดีขึ้น

สิวยีสต์แบบที่ 1 ที่หลังและหน้าอก

ลักษณะ: ตุ่มแดงและตุ่มหนองหัวเล็กกระจายเต็มหลังส่วนบน กลางอก และสะบัก มักมีหลายสิบเม็ด ผิวรอบตุ่มอาจมันวาว

สาเหตุ: เป็นบริเวณที่ต่อมไขมันหนาแน่นและเหงื่อออกมากที่สุด ประกอบกับเสื้อผ้าปิดทับตลอดวัน คนที่ออกกำลังกายแล้วไม่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อทันทีจะเป็นบ่อย

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่คันและรบกวนชีวิตประจำวัน ถ้าเกามากจะเกิดรอยดำ และตุ่มอาจติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตุ่มไม่ลดลงภายใน 2 สัปดาห์หลังดูแลเบื้องต้น ตุ่มลามกว้างขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีตุ่มหนองใหญ่เจ็บปนอยู่

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าตุ่มที่หลังเป็นสิวชนิดไหน อ่านการแยกเพิ่มที่ สิวที่หลัง เกิดจากอะไร

สิวยีสต์แบบที่ 2 ที่หน้าผากและไรผม

ลักษณะ: ตุ่มเล็กคันเรียงตามแนวไรผม หน้าผาก ขมับ บางรายลามมาที่จมูกและคาง มักขึ้นพร้อมผิวมันและขุยบาง ๆ

สาเหตุ: หนังศีรษะเป็นแหล่งยีสต์มาลาสซีเซียที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย คนที่มีรังแคหรือผิวหนังอักเสบเซ็บเดิร์มร่วมด้วยจึงเป็นสิวยีสต์ที่หน้าผากได้บ่อย การใส่หมวก หมวกกันน็อก หรือผ้าคาดผมนาน ๆ ทำให้แย่ลง

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิวผดหรือสิวฮอร์โมน แล้วรักษาไม่ตรงจุด

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทายาสิวทั่วไปแล้วไม่ดีขึ้นภายใน 4–6 สัปดาห์ หรือมีรังแคหนาและผื่นแดงที่คิ้ว ข้างจมูก ร่วมด้วย

ตุ่มที่หน้าผากมีหลายสาเหตุ ดูวิธีแยกครบทุกแบบที่ สิวขึ้นหน้าผาก เกิดจากอะไร และถ้ามีขุยที่หนังศีรษะร่วมด้วย อ่านต่อที่ รังแค เกิดจากอะไร

สิวยีสต์แบบที่ 3 ที่คอ ไหล่ และต้นแขน

ลักษณะ: ตุ่มแดงเล็กคันที่ต้นคอด้านหลัง บ่า ไหล่ และต้นแขนด้านนอก บางคนเป็นแนวตามสายกระเป๋าหรือสายเสื้อชั้นใน

สาเหตุ: การเสียดสีและความอับชื้นจากสายกระเป๋า สายเป้ ผมยาวที่ปรกคอ และเสื้อคอปกที่เปียกเหงื่อ

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่ต้องแยกจากขนคุด (keratosis pilaris) ที่ต้นแขน ซึ่งเป็นตุ่มสากไม่คันและไม่ตอบสนองต่อยาต้านเชื้อรา

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อไม่แน่ใจว่าเป็นตุ่มชนิดไหน หรือดูแลเองแล้วไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์

ตุ่มที่คอแยกได้อีกหลายโรค อ่านเพิ่มที่ สิวที่คอ เกิดจากอะไร

สิวยีสต์แบบที่ 4 หลังกินยาปฏิชีวนะหรือใช้ยาสเตียรอยด์

ลักษณะ: ตุ่มเล็กคันขึ้นพร้อมกันจำนวนมากภายในไม่กี่สัปดาห์หลังเริ่มยา มักเป็นที่หน้าอกและหลัง บางรายเป็นที่หน้า

สาเหตุ: ยาปฏิชีวนะกลุ่มเตตราไซคลินที่ใช้รักษาสิว และยาสเตียรอยด์ทั้งชนิดกินและทา ทำให้สมดุลของเชื้อบนผิวเปลี่ยน ยีสต์จึงโตเร็ว ตุ่มชนิดนี้มักถูกเรียกรวมกับ "สิวสเตียรอยด์" ซึ่งความจริงส่วนหนึ่งก็คือสิวยีสต์

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายโดยตรง แต่ ห้ามหยุดยาที่แพทย์สั่งเอง โดยเฉพาะยาสเตียรอยด์ชนิดกินที่ใช้รักษาโรคอื่น การหยุดทันทีอาจเป็นอันตราย

เมื่อไรต้องพบแพทย์: แจ้งแพทย์ผู้สั่งยาเมื่อมีตุ่มคันขึ้นใหม่หลังเริ่มยา แพทย์จะพิจารณาว่าควรปรับยาเดิมหรือเพิ่มยาต้านเชื้อรา

สิวยีสต์แบบที่ 5 ในคนภูมิคุ้มกันต่ำหรือเป็นเบาหวาน

ลักษณะ: ตุ่มกระจายกว้างกว่าปกติ อาจลามลงลำตัวช่วงล่าง แขน และขา ตุ่มหนองมากกว่าตุ่มแดง และกลับมาเป็นซ้ำเร็วหลังหยุดยา

สาเหตุ: เบาหวานที่คุมน้ำตาลได้ไม่ดี การใช้ยากดภูมิหลังปลูกถ่ายอวัยวะ ยาเคมีบำบัด หรือการติดเชื้อเอชไอวี ทำให้ร่างกายคุมยีสต์ได้ไม่ดี

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ปานกลาง เพราะผื่นที่ดูเหมือนสิวยีสต์ในกลุ่มนี้อาจเป็นการติดเชื้อชนิดอื่น เช่น ผื่นรูขุมขนอักเสบชนิดอีโอซิโนฟิล (eosinophilic folliculitis) ที่พบในผู้ติดเชื้อเอชไอวี

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ควรพบแพทย์ตั้งแต่ครั้งแรก ไม่ควรรักษาเองด้วยยาซื้อ และควรตรวจระดับน้ำตาลถ้ายังไม่เคยตรวจ

ปัญหาผิวที่พบบ่อยในผู้ป่วยเบาหวานอ่านเพิ่มที่ โรคผิวหนังจากเบาหวาน

สิวยีสต์แบบที่ 6 เป็นร่วมกับสิวทั่วไป

ลักษณะ: ใบหน้ามีสิวอุดตันและสิวอักเสบหลายขนาด ขณะที่หน้าผาก ไรผม หรือหลัง มีตุ่มเล็กเท่ากันคัน ๆ ปนอยู่

สาเหตุ: ผิวมันเป็นปัจจัยร่วมของทั้งสองโรค และยาที่ใช้รักษาสิวทั่วไปบางตัวทำให้สิวยีสต์เด่นขึ้น

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่เป็นสาเหตุอันดับต้น ๆ ของคำว่า "รักษาสิวมานานไม่หาย"

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ถ้ารักษาสิวตามมาตรฐานครบ 8–12 สัปดาห์แล้วส่วนหนึ่งดีขึ้นแต่อีกส่วนไม่ขยับ ให้แพทย์ประเมินว่ามีสิวยีสต์ซ้อนอยู่หรือไม่

ถ้ายังไม่แน่ใจว่าเป็นสิวอักเสบชนิดไหน อ่านต่อที่ สิวอักเสบ เกิดจากอะไร

สิวยีสต์แบบที่ 7 เป็นร่วมกับเกลื้อนหรือเซ็บเดิร์ม

ลักษณะ: มีตุ่มเล็กคันที่หลังและอก ร่วมกับดวงด่างขาวหรือน้ำตาลที่มีขุยละเอียด (เกลื้อน) หรือผื่นแดงมีขุยมันที่หัวคิ้ว ข้างจมูก และหนังศีรษะ (เซ็บเดิร์ม)

สาเหตุ: ทั้งสามโรคเกิดจากยีสต์มาลาสซีเซียตัวเดียวกัน ต่างกันแค่ว่าเชื้ออยู่ชั้นไหนของผิว

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่บอกว่าผิวของผู้ป่วยเอื้อต่อยีสต์มาก จึงกลับมาเป็นซ้ำง่ายและควรมีแผนป้องกันระยะยาว

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อเป็นหลายโรคพร้อมกัน เพราะแพทย์จะเลือกยาที่คุมได้ทั้งหมดในคราวเดียว

อ่านเรื่องโรคที่เกิดจากยีสต์ตัวเดียวกันที่ เกลื้อน เกิดจากอะไร และ เซ็บเดิร์ม เกิดจากอะไร

สิวยีสต์ ต่างจากโรคตุ่มอื่นที่คล้ายกันอย่างไร

  • รูขุมขนอักเสบจากแบคทีเรีย (bacterial folliculitis): ตุ่มหนองรอบเส้นขน เจ็บมากกว่าคัน มักขึ้นที่ขา ก้น รักแร้ ตอบสนองต่อยาปฏิชีวนะ อ่านวิธีแยกเชื้อแต่ละชนิดที่ ผื่นรูขุมขนอักเสบ แยกเชื้ออย่างไร

  • รูขุมขนอักเสบจากอ่างน้ำร้อนหรือสระว่ายน้ำ (Pseudomonas folliculitis): ขึ้นภายใน 1–2 วันหลังแช่น้ำ เป็นบริเวณที่ชุดว่ายน้ำปิด มักหายเองใน 7–10 วัน

  • สิวผดหรือผดร้อน (miliaria): ตุ่มใสหรือตุ่มแดงเล็กมาก ขึ้นทันทีหลังเหงื่อออกและยุบภายในไม่กี่ชั่วโมงถึง 1–2 วันเมื่ออยู่ที่เย็น สิวยีสต์จะอยู่นานเป็นสัปดาห์ อ่านต่อที่ สิวผด เกิดจากอะไร

  • ขนคุด (keratosis pilaris): ตุ่มสากเล็ก ๆ ที่ต้นแขนและต้นขา ไม่คัน ไม่เป็นหนอง เป็นมานานหลายปี

  • ผื่นรูขุมขนอักเสบชนิดอีโอซิโนฟิล: คันมาก ตุ่มกระจายหน้า อก แขน พบในผู้ติดเชื้อเอชไอวีหรือผู้ป่วยภูมิต่ำ ต้องตรวจชิ้นเนื้อ

  • สิวจากยาหรือสารเคมี: เช่น สิวจากสเตียรอยด์ วิตามินบีขนาดสูง หรือยากันชักบางชนิด ตุ่มขนาดเท่ากันคล้ายสิวยีสต์ แพทย์จะดูประวัติยาร่วมด้วย

แพทย์ตรวจวินิจฉัยสิวยีสต์อย่างไร

ส่วนใหญ่แพทย์ผิวหนังวินิจฉัยได้จากการดูลักษณะตุ่ม ตำแหน่ง และประวัติ ในรายที่ไม่ชัดเจนจะตรวจเพิ่มเติม

  • ขูดหรือบีบตุ่มไปส่องกล้องจุลทรรศน์: ใช้น้ำยาโพแทสเซียมไฮดรอกไซด์ (KOH) หรือย้อมสี จะเห็นเซลล์ยีสต์กลมจำนวนมาก ใช้เวลาไม่กี่นาทีและไม่เจ็บมาก

  • ส่องไฟวูด (Wood's lamp): บางรายตุ่มเรืองแสงสีเหลืองเขียว ช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยแต่ผลลบไม่ได้ตัดโรคทิ้ง

  • ตัดชิ้นเนื้อ: ทำเฉพาะเมื่อผื่นไม่เป็นไปตามแบบ ไม่ตอบสนองต่อยา หรือผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ

  • ทดลองรักษา: ถ้าลักษณะเข้าได้ แพทย์อาจให้ยาต้านเชื้อรา 1–2 สัปดาห์ ถ้าอาการคันลดชัดเจนภายใน 1 สัปดาห์ถือว่าช่วยยืนยันการวินิจฉัย

สิวยีสต์ ใช้ยาทาอะไร

ยาทาเป็นการรักษาหลักในรายที่ตุ่มไม่มาก และใช้ต่อเนื่องเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ยาที่แพทย์ผิวหนังใช้บ่อยมีดังนี้

  • แชมพูหรือโลชั่นคีโตโคนาโซล (ketoconazole) 2%: ใช้เป็นสบู่ฟอกบริเวณที่เป็นตอนผิวเปียก ทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วล้างออก วันละครั้งหรือวันเว้นวัน นาน 2–4 สัปดาห์ เป็นยาที่ใช้มากที่สุดเพราะทาง่ายแม้บริเวณกว้างอย่างหลัง

  • แชมพูหรือโลชั่นซีลีเนียมซัลไฟด์ (selenium sulfide) 2.5%: วิธีใช้คล้ายกัน ทิ้งไว้ 5–10 นาที อาจระคายเคืองผิวบางและทำให้ผ้าซีดได้ ไม่ควรใช้บนผิวที่เป็นแผล

  • ครีมคีโตโคนาโซล (ketoconazole) 2% หรือครีมอีโคนาโซล (econazole) 1% หรือครีมไซโคลพิรอกซ์ (ciclopirox) 1%: ทาบาง ๆ วันละ 1–2 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์ เหมาะกับบริเวณเล็ก เช่น หน้าผาก ไรผม

  • สบู่หรือแชมพูซิงค์ไพริไทโอน (zinc pyrithione) 1–2%: ฤทธิ์อ่อนกว่า ใช้เป็นตัวเสริมหรือใช้ป้องกันระยะยาว

สิ่งที่ตัดสินว่ายาทาได้ผลหรือไม่: ทาให้ครอบคลุมทั้งบริเวณ ไม่ใช่แต้มเฉพาะเม็ด ทิ้งไว้ให้นานพอ และใช้ต่อเนื่องจนครบแม้อาการคันหายไปแล้ว ถ้าใช้ครบ 2–4 สัปดาห์แล้วตุ่มยังไม่ลดลงอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง แพทย์จะพิจารณาเพิ่มยากิน

ยาทาที่ไม่ช่วยหรือทำให้แย่ลง: ยาทาสิวกลุ่มยาปฏิชีวนะ เช่น คลินดามัยซิน (clindamycin) ช่วยสิวยีสต์ไม่ได้ ส่วนครีมที่ผสมสเตียรอยด์ทำให้ยีสต์โตเร็วขึ้น เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide) มีฤทธิ์ต่อยีสต์น้อย ไม่ควรใช้เป็นยาหลัก

ยาทาต้านเชื้อราแต่ละกลุ่มต่างกันอย่างไร อ่านเพิ่มที่ ยาทาเชื้อรา เลือกตัวไหน

สิวยีสต์ กินยาอะไร

ยากินใช้เมื่อตุ่มกระจายกว้าง เป็นมาก ใช้ยาทาครบแล้วไม่ดีขึ้น หรือกลับมาเป็นซ้ำบ่อย ยากินได้ผลดีกว่ายาทาเพราะยาเข้าถึงก้นรูขุมขนได้ดีกว่า

  • อิทราโคนาโซล (itraconazole): ขนาดที่ใช้บ่อยคือ 200 มิลลิกรัม วันละครั้งหลังอาหาร นาน 7 วัน บางรายแพทย์ให้ต่อถึง 2–3 สัปดาห์ ยามีปฏิกิริยากับยาหลายชนิด เช่น ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน ยารักษาโรคหัวใจบางตัว และไม่ใช้ในผู้ที่มีภาวะหัวใจล้มเหลว

  • ฟลูโคนาโซล (fluconazole): 100–200 มิลลิกรัม วันละครั้ง นาน 1–3 สัปดาห์ หรือ 300 มิลลิกรัม สัปดาห์ละครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์ ตามดุลยพินิจของแพทย์

  • คีโตโคนาโซลชนิดกิน: ปัจจุบันแพทย์ไม่ใช้รักษาสิวยีสต์แล้ว เพราะมีความเสี่ยงต่อตับสูงกว่ายาสองตัวข้างต้น

ข้อควรรู้ก่อนกินยาต้านเชื้อรา: แจ้งแพทย์ทุกครั้งเรื่องยาที่กินอยู่ โรคตับ โรคหัวใจ และการตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร เพราะยาต้านเชื้อราชนิดกินส่วนใหญ่ไม่ใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ในรายที่ต้องกินนานแพทย์อาจตรวจค่าตับ

ส่วนใหญ่แพทย์ให้ยากินคู่กับยาทาเสมอ แล้วให้ใช้ยาทาต่อหลังหยุดยากินเพื่อลดโอกาสกลับเป็นซ้ำ การเลือกยา ขนาด และระยะเวลาเป็นหน้าที่ของแพทย์ ไม่ควรซื้อยาต้านเชื้อราชนิดกินมาใช้เอง

ถ้าเป็นทั้งสิวยีสต์และสิวทั่วไป รักษาอย่างไร

  • แพทย์มักรักษาสิวยีสต์ให้สงบก่อนด้วยยาต้านเชื้อรา 1–3 สัปดาห์ แล้วจึงจัดการสิวทั่วไปต่อ

  • ถ้าจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะรักษาสิว แพทย์อาจให้ใช้แชมพูต้านเชื้อราฟอกหลังและอกควบคู่ไปตลอดคอร์ส

  • ยากลุ่มเรตินอยด์ทา เช่น อะดาพาลีน (adapalene) ใช้กับสิวอุดตันที่หน้าได้ตามปกติ แต่ไม่ได้รักษาสิวยีสต์

  • ผู้ป่วยสิวรุนแรงที่ได้ยาไอโซเตรติโนอิน (isotretinoin) อาจมีสิวยีสต์แทรกได้ แพทย์จะเพิ่มยาต้านเชื้อราตามความเหมาะสม

สิวยีสต์ กี่วันหาย

  • 3–7 วันแรก: อาการคันลดลงชัดเจนเป็นสัญญาณแรกว่ายาตรงโรค

  • 2–4 สัปดาห์: ตุ่มแดงและตุ่มหนองยุบลงเกือบหมด

  • 4–8 สัปดาห์: รอยดำหรือรอยแดงที่ค้างจากการเกาค่อย ๆ จางลง รอยไม่ได้แปลว่าโรคยังอยู่

  • ถ้าครบ 4 สัปดาห์แล้วตุ่มยังขึ้นใหม่ต่อเนื่อง ควรกลับไปให้แพทย์ประเมินใหม่ว่าวินิจฉัยถูกหรือมีโรคอื่นซ้อน

สิวยีสต์ หายเองได้ไหม

ในบางรายที่เป็นน้อยและสาเหตุหายไป เช่น เปลี่ยนจากที่ร้อนอบอ้าวมาอยู่ในที่เย็น หรือหยุดยาปฏิชีวนะแล้ว ตุ่มอาจยุบเองได้ภายในหลายสัปดาห์ แต่ส่วนใหญ่ถ้าปัจจัยกระตุ้นยังอยู่ ตุ่มจะเป็น ๆ หาย ๆ ต่อเนื่องเป็นเดือน การใช้ยาต้านเชื้อราที่ถูกต้องช่วยให้หายเร็วกว่ารอให้หายเองมาก และลดรอยดำจากการเกา

ทำไมสิวยีสต์ชอบกลับมาเป็นซ้ำ

  • ยีสต์มาลาสซีเซียเป็นเชื้อประจำถิ่นบนผิว ยาฆ่าเชื้อได้แค่ลดจำนวน ไม่ได้ทำให้หายไปถาวร

  • ปัจจัยกระตุ้นเดิมยังอยู่ ได้แก่ อากาศร้อนชื้น เหงื่อ ผิวมัน และเสื้อผ้าอับ

  • หยุดยาเร็วเกินไปเมื่ออาการคันหาย ทั้งที่เชื้อในรูขุมขนยังไม่ลดพอ

  • กลับไปใช้ยาปฏิชีวนะหรือครีมผสมสเตียรอยด์อีก

  • วิธีป้องกันที่แพทย์ใช้: ฟอกแชมพูคีโตโคนาโซล 2% หรือซีลีเนียมซัลไฟด์ สัปดาห์ละ 1–2 ครั้งต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนและหน้าฝน ในรายที่กลับเป็นบ่อยมาก แพทย์อาจให้ยากินขนาดป้องกันเป็นระยะ เช่น สัปดาห์ละครั้งหรือเดือนละ 1–2 ครั้ง

วิธีดูแลผิวเพื่อลดสิวยีสต์

  • อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อทันทีหลังเหงื่อออก โดยเฉพาะหลังออกกำลังกาย ไม่ควรปล่อยเสื้อเปียกเหงื่อไว้เกิน 30 นาที

  • เลือกเสื้อผ้าระบายอากาศ ผ้าฝ้ายหรือผ้าที่ระบายเหงื่อดี หลวมพอ ไม่รัดหลังและอก

  • เปลี่ยนปลอกหมอนและผ้าปูที่นอนสม่ำเสมอ อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง

  • เลือกผลิตภัณฑ์เนื้อบางเบา ครีมกันแดดและมอยส์เจอไรเซอร์ชนิดเจลหรือโลชั่นที่ไม่มันมาก หลีกเลี่ยงน้ำมันบำรุงผิวและบาล์มเนื้อหนักบริเวณที่เป็น

  • สระผมสม่ำเสมอ ถ้ามีรังแคร่วมด้วย ใช้แชมพูต้านเชื้อราสระผมด้วย เพราะหนังศีรษะเป็นแหล่งเชื้อสำคัญของสิวยีสต์ที่หน้าผาก

  • ไม่แกะ ไม่บีบ การบีบไม่ได้เอายีสต์ออก แต่ทำให้อักเสบและเป็นรอยดำนานขึ้น

การเลือกโฟมหรือคลีนเซอร์สำหรับผิวเป็นสิวอ่านเพิ่มที่ โฟมล้างหน้าลดสิว เลือกยังไง

สิวยีสต์ ห้ามกินอะไร

คำแนะนำให้งดน้ำตาล แป้ง ขนมปัง หรือเครื่องดื่มหมัก เพื่อ "อดอาหารยีสต์" ยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ ยีสต์บนผิวกินไขมันในรูขุมขน ไม่ได้กินน้ำตาลที่เรากิน การงดอาหารเหล่านี้จึงไม่ได้ทำให้สิวยีสต์หาย

สิ่งที่มีผลจริงคือ

  • ในผู้ป่วยเบาหวาน การคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดีช่วยลดการติดเชื้อราที่ผิวทุกชนิด

  • อาหารที่ทำให้ร้อนและเหงื่อออกมาก เช่น อาหารเผ็ดจัดหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาจทำให้คันมากขึ้นในบางคน

  • ไม่ต้องงดอาหารทะเลหรือไข่ เพราะไม่เกี่ยวกับสิวยีสต์ เว้นแต่มีประวัติแพ้อาหารชนิดนั้นจริง

สัญญาณที่ต้องพบแพทย์โดยเร็ว

  • ตุ่มลามกว้างอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่วัน หรือขึ้นทั่วตัว

  • มีไข้ ตุ่มหนองใหญ่ เจ็บมาก หรือมีก้อนบวมแดงร้อน ซึ่งอาจเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียแทรก

  • เป็นผู้ป่วยเบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือกำลังใช้ยากดภูมิ

  • ใช้ยาต้านเชื้อราครบ 4 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น

  • มีผื่นชนิดอื่นร่วม เช่น ผื่นแดงลอกเป็นแผ่น แผลในปาก หรือน้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ

ความเชื่อผิด ๆ เรื่องสิวยีสต์

  • "สิวยีสต์เกิดจากไม่สะอาด" — ไม่จริง เกิดได้ในคนที่อาบน้ำวันละหลายครั้ง ปัจจัยหลักคือความชื้น เหงื่อ และยาบางชนิด

  • "ติดต่อกันได้ถ้าใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกัน" — ไม่ติดต่อ เพราะทุกคนมียีสต์ชนิดนี้อยู่แล้ว

  • "ยิ่งขัดผิวแรงยิ่งหายเร็ว" — การขัดทำให้รูขุมขนระคายเคืองและอักเสบมากขึ้น

  • "กินยาปฏิชีวนะแรงขึ้นจะหาย" — ตรงกันข้าม ยาปฏิชีวนะเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้สิวยีสต์เป็นมากขึ้น

  • "หายแล้วก็หยุดยาได้เลย" — สิวยีสต์กลับมาเร็วถ้าไม่มีการป้องกันต่อ การฟอกยาสัปดาห์ละ 1–2 ครั้งช่วยได้มาก

สรุปสั้น ๆ

  • สิวยีสต์ (Malassezia folliculitis) คือรูขุมขนอักเสบจากยีสต์บนผิว ไม่ใช่สิวจากแบคทีเรีย

  • จุดสังเกตคือตุ่มเล็ก 1–3 มม. เท่ากันหมด คัน ไม่มีสิวอุดตัน ขึ้นที่หลัง อก ไหล่ ไรผม

  • ปัจจัยกระตุ้นหลักคือความร้อนชื้น เหงื่อ ยาปฏิชีวนะ ยาสเตียรอยด์ และภูมิคุ้มกันต่ำ

  • ยาทาหลักคือแชมพูคีโตโคนาโซล 2% ฟอกทิ้งไว้ 5 นาที 2–4 สัปดาห์ ยากินคืออิทราโคนาโซลหรือฟลูโคนาโซลตามที่แพทย์สั่ง

  • อาการคันควรลดลงภายใน 1 สัปดาห์ ตุ่มยุบใน 2–4 สัปดาห์

  • กลับเป็นซ้ำบ่อย ป้องกันด้วยการฟอกยาสัปดาห์ละ 1–2 ครั้งและดูแลไม่ให้ผิวอับชื้น

คำถามที่พบบ่อยเรื่องสิวยีสต์

สิวยีสต์ คืออะไร ต่างจากสิวธรรมดายังไง

สิวยีสต์คือรูขุมขนอักเสบจากยีสต์มาลาสซีเซีย (Malassezia folliculitis) ที่อยู่บนผิวทุกคนแต่เพิ่มจำนวนมากเกินไป ต่างจากสิวธรรมดาตรงที่ตุ่มเล็กขนาดเท่ากันหมด 1–3 มิลลิเมตร คันมากกว่าเจ็บ ไม่มีหัวดำหรือหัวขาว และขึ้นที่หลัง หน้าอก ไหล่ และไรผมมากกว่าแก้ม ที่สำคัญคือรักษาด้วยยาปฏิชีวนะหรือยาทาสิวทั่วไปไม่หาย ต้องใช้ยาต้านเชื้อรา แพทย์ผิวหนังมักแยกได้จากการดูลักษณะตุ่ม และยืนยันด้วยการขูดตุ่มไปส่องกล้องจุลทรรศน์ในรายที่ไม่ชัดเจน

สิวยีสต์ เกิดจากอะไร

สิวยีสต์เกิดเมื่อสภาพผิวเอื้อให้ยีสต์มาลาสซีเซียโตเร็วจนลงไปอยู่ในรูขุมขน ปัจจัยที่พบบ่อยคืออากาศร้อนชื้น เหงื่อออกมากแล้วไม่อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อ เสื้อผ้ารัดไม่ระบายอากาศ ผิวมัน การใช้ผลิตภัณฑ์เนื้อน้ำมันหนัก การกินยาปฏิชีวนะรักษาสิวนานหลายสัปดาห์ การใช้ยาสเตียรอยด์ และภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น เบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ดี สิวยีสต์ไม่ได้เกิดจากความสกปรกและไม่ติดต่อจากคนสู่คน

สิวยีสต์ หายเองได้ไหม

หายเองได้ในบางรายที่เป็นน้อยและปัจจัยกระตุ้นหายไป เช่น หยุดยาปฏิชีวนะแล้วหรือย้ายไปอยู่ที่อากาศเย็น แต่ส่วนใหญ่ถ้ายังมีเหงื่อ ความอับชื้น และผิวมันเหมือนเดิม ตุ่มจะเป็น ๆ หาย ๆ ต่อเนื่องเป็นเดือน การใช้ยาต้านเชื้อราที่ถูกต้องทำให้อาการคันลดลงภายใน 3–7 วันและตุ่มยุบภายใน 2–4 สัปดาห์ ซึ่งเร็วกว่ารอให้หายเองมาก และช่วยลดรอยดำที่เกิดจากการเกาด้วย

สิวเชื้อรา รักษายังไง ใช้ยาอะไร

การรักษาหลักคือยาต้านเชื้อรา รายที่เป็นน้อยใช้แชมพูหรือโลชั่นคีโตโคนาโซล 2% ฟอกบริเวณที่เป็นตอนผิวเปียก ทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วล้างออก วันละครั้งหรือวันเว้นวัน 2–4 สัปดาห์ หรือใช้ครีมต้านเชื้อราทาวันละ 1–2 ครั้ง รายที่เป็นมากหรือเป็นซ้ำบ่อย แพทย์อาจให้ยากินอิทราโคนาโซล 200 มิลลิกรัมต่อวันนานประมาณ 7 วัน หรือฟลูโคนาโซลตามขนาดที่แพทย์กำหนด แล้วใช้ยาทาต่อเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ การเลือกยากินต้องให้แพทย์ประเมินเรื่องยาที่ใช้อยู่และโรคประจำตัวก่อน

สิวยีสต์ ห้ามกินอะไร ต้องงดน้ำตาลไหม

ยังไม่มีหลักฐานว่าการงดน้ำตาล แป้ง ขนมปัง หรืออาหารหมักทำให้สิวยีสต์หาย เพราะยีสต์บนผิวใช้ไขมันในรูขุมขนเป็นอาหาร ไม่ได้ใช้น้ำตาลจากอาหารที่เรากิน ไม่จำเป็นต้องงดอาหารทะเลหรือไข่เช่นกัน ยกเว้นผู้ป่วยเบาหวานที่ควรคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี เพราะน้ำตาลสูงทำให้ติดเชื้อราที่ผิวง่ายขึ้น สิ่งที่ช่วยได้จริงคือลดความอับชื้น อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อหลังเหงื่อออก และใช้ยาต้านเชื้อราให้ครบตามที่แพทย์แนะนำ

สิวเชื้อราที่หลัง ทำไมรักษาแล้วกลับมาอีก

สิวเชื้อราที่หลังกลับมาบ่อยเพราะยีสต์มาลาสซีเซียเป็นเชื้อประจำถิ่นบนผิว ยาลดจำนวนได้แต่ไม่ได้ทำให้หายไปถาวร ถ้าหยุดยาทันทีที่หายคันและยังมีเหงื่อ ผิวมัน และเสื้อผ้าอับเหมือนเดิม เชื้อจะกลับมาเพิ่มจำนวนภายในไม่กี่เดือน วิธีป้องกันที่แพทย์ผิวหนังแนะนำคือฟอกแชมพูคีโตโคนาโซล 2% หรือซีลีเนียมซัลไฟด์ที่หลังสัปดาห์ละ 1–2 ครั้งต่อเนื่อง โดยเฉพาะช่วงหน้าร้อนและหน้าฝน และในรายที่กลับเป็นบ่อยมาก แพทย์อาจให้ยากินขนาดป้องกันเป็นระยะ

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง: ตุ่มคันที่รูขุมขนจากสาเหตุอื่นดูได้ที่ รูขุมขนอักเสบ เกิดจากอะไร · ตุ่มที่ก้นดูที่ สิวที่ก้น เกิดจากอะไร · โรคผิวหนังทั้งหมดดูที่ รวมโรคผิวหนังจากแพทย์ผิวหนัง

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 2 พฤศจิกายน 2569

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
ไขมันที่เปลือกตา (Xanthelasma) คืออะไร อันตรายไหม และรักษาอย่างไร

ไขมันที่เปลือกตา Xanthelasma คืออะไร เกี่ยวกับไขมันในเลือดไหม แยกจากสิวข้าวสารและสิวหิน พร้อมเปรียบเทียบวิธีรักษา ความเสี่ยง และการกลับเป็นซ้ำ

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page