รูขุมขนอักเสบ เกิดจากอะไร และรักษาให้หายไม่เป็นซ้ำ
อัปเดตเมื่อ 5 วันที่ผ่านมา
รูขุมขนอักเสบ (folliculitis) คือการอักเสบของรูขุมขนจากการติดเชื้อหรือการระคายเคือง ทำให้เกิดตุ่มแดงหรือตุ่มหนองขนาดราว 2–5 มิลลิเมตรที่ขึ้นตรงรูขุมขนพอดี โดยไม่มีหัวสิวอุดตัน สาเหตุที่พบบ่อยคือเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus นอกจากนี้ยังเกิดจากยีสต์ Malassezia น้ำในอ่างน้ำร้อน และการโกนขน ซึ่งแต่ละสาเหตุใช้ยาคนละกลุ่ม
ข้อนี้สำคัญกว่าที่คิด คนไข้หลายคนที่มาด้วยตุ่มเรื้อรังผ่านการทายาสิวหรือยาปฏิชีวนะมาแล้ว แต่ต้นเหตุเป็นยีสต์ซึ่งยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียไม่ได้ผล บทความนี้แยกชนิดของรูขุมขนอักเสบทีละแบบ พร้อมวิธีแยกจากสิว ชื่อยาที่แพทย์มักใช้ ระยะเวลาใช้ยา และเหตุที่บางคนเป็นซ้ำ ส่วนโรคผิวหนังอื่น ดูภาพรวมได้ที่ รวมโรคผิวหนังทุกกลุ่ม
รูขุมขนอักเสบ เกิดจากอะไร
รูขุมขนอักเสบไม่ใช่โรคเดียว แต่เป็นปลายทางของหลายสาเหตุที่ทำให้รูขุมขนอักเสบเหมือนกัน แบ่งได้เป็น 3 กลุ่มใหญ่
เชื้อโรค: แบคทีเรีย Staphylococcus aureus พบบ่อย แบคทีเรีย Pseudomonas aeruginosa จากน้ำในอ่างน้ำร้อน แบคทีเรียแกรมลบหลังกินยาปฏิชีวนะรักษาสิวนาน ยีสต์ Malassezia (ชื่อเดิม Pityrosporum) และไรขน Demodex
การกระทำต่อเส้นขนและผิว: การโกน แว็กซ์ ถอนขน เสื้อผ้ารัด การเสียดสี เหงื่ออับ และผลิตภัณฑ์เนื้อมันที่ทาทับรูขุมขน
ภาวะของร่างกาย: ภูมิคุ้มกันต่ำ เบาหวานที่คุมไม่ดี การใช้สเตียรอยด์ทาหรือกินนาน และยาบางกลุ่ม เช่น ยามุ่งเป้ารักษามะเร็ง
เรามักรู้สาเหตุได้จากสามอย่าง คือตำแหน่งที่ขึ้น หน้าตาของตุ่ม และสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน
รูขุมขนอักเสบ กับ สิว ต่างกันยังไง
จุดแยกที่เชื่อถือได้ที่สุดคือหัวสิวอุดตัน (comedone) ถ้ามีหัวดำหรือหัวขาวปนอยู่ ให้นึกถึงสิวก่อน ถ้าไม่มีเลยและตุ่มหน้าตาเหมือนกันหมด ให้นึกถึงรูขุมขนอักเสบ
หัวอุดตัน: สิวมีหัวดำหรือหัวขาวปน รูขุมขนอักเสบไม่มี
หน้าตาตุ่ม: สิวมีหลายระยะและหลายขนาดในบริเวณเดียวกัน รูขุมขนอักเสบมักขนาดใกล้เคียงกัน และบางครั้งเห็นเส้นขนกลางตุ่ม
อาการ: สิวมักเจ็บเมื่อกด ส่วนรูขุมขนอักเสบมักคันหรือแสบ โดยเฉพาะชนิดจากยีสต์
ตำแหน่ง: สิวเด่นที่หน้า อก และหลังส่วนบน รูขุมขนอักเสบขึ้นได้ทุกที่ที่มีขน รวมถึงขา ก้น รักแร้ และขาหนีบ
ระยะเวลาขึ้น: สิวค่อย ๆ เป็นตามวัยและฮอร์โมน รูขุมขนอักเสบมักขึ้นพร้อมกันหลังเหตุชัดเจน เช่น โกนขน แช่อ่างน้ำร้อน หรือหลังเหงื่อออกหนัก
การตอบสนองต่อยา: ใช้ยาสิวตามปกติ 6–8 สัปดาห์แล้วตุ่มเดิมยังเหมือนเดิม เป็นเหตุผลที่ควรให้แพทย์ทบทวนการวินิจฉัย
ทั้งสองโรคเกิดร่วมกันได้ และหลังใช้ยาสิวบางชนิดมาก่อนหน้าตาอาจเปลี่ยนไป การดูด้วยตาจึงเป็นแค่การคัดกรอง
ดูเองเบื้องต้นว่าเป็นชนิดไหน ไล่จาก 4 คำถาม
คำถามเหล่านี้ไม่ได้ใช้แทนการตรวจ แต่ช่วยให้เล่าอาการให้แพทย์ได้ตรงขึ้น
คันหรือเจ็บ: คันเด่นที่หลังและอกชวนนึกถึงยีสต์ เจ็บเป็นก้อนลึกชวนนึกถึงฝี
เกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้ 1–3 วัน: แช่อ่างน้ำร้อนชวนนึกถึง Pseudomonas โกนหรือแว็กซ์ชวนนึกถึงการระคายเคืองและขนงอกแทงผิว
ขึ้นตรงไหน: ใต้หนวดเคราและขาหลังโกนเป็นแบบหนึ่ง ก้นจากการนั่งและเสียดสีเป็นอีกแบบ หลังและอกเป็นอีกแบบ
ใช้ยาอะไรมาแล้วบ้าง: ยาปฏิชีวนะนานทำให้ยีสต์หรือเชื้อแกรมลบเด่นขึ้น ส่วนครีมผสมสเตียรอยด์ทำให้หน้าตาตุ่มเปลี่ยนและเชื้อราลามได้
รูขุมขนอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus
ลักษณะ: ตุ่มหนองเล็กขนาด 2–5 มิลลิเมตรมีฐานแดง ตรงกลางมักมีเส้นขน กระจายที่หนังศีรษะ หน้า คอ หน้าอก หลัง ก้น และขา แตกแล้วเป็นสะเก็ดสีเหลืองได้ เจ็บหรือคันเล็กน้อย
สาเหตุ: เชื้อ S. aureus ซึ่งอาศัยบนผิวหนังและในโพรงจมูกของคนจำนวนมาก เข้าสู่รูขุมขนผ่านรอยถลอกจากการโกน เหงื่อ หรือการเสียดสี
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: รายตื้นไม่อันตรายและมักดีขึ้นใน 1–2 สัปดาห์ แต่ลุกลามเป็นฝีได้ถ้าบีบหรือภูมิคุ้มกันต่ำ
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตุ่มกระจายกว้าง ใช้ยาทา 7–10 วันแล้วไม่ดีขึ้น เจ็บเป็นก้อน มีไข้ หรือผิวรอบตุ่มแดงร้อนขยายวงออกไป
รูขุมขนอักเสบจากอ่างน้ำร้อนและสระ (Pseudomonas, hot tub folliculitis)
ลักษณะ: ตุ่มแดงหรือตุ่มหนองคันหรือเจ็บ กระจายที่ลำตัว ก้น และต้นขาตามบริเวณที่แช่น้ำ มักเด่นใต้ชุดว่ายน้ำ ขึ้นหลังแช่น้ำราว 8–48 ชั่วโมง คนที่แช่อ่างเดียวกันอาจเป็นพร้อมกัน
สาเหตุ: เชื้อ Pseudomonas aeruginosa ที่อยู่รอดในอ่างน้ำวนหรือสระที่คลอรีนไม่พอ น้ำอุ่นและฟองอากาศทำให้รูขุมขนเปิดรับเชื้อง่าย ฟองน้ำขัดตัวที่ไม่แห้งก็เป็นแหล่งเชื้อได้
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ในคนสุขภาพดี ส่วนใหญ่หายเองใน 7–10 วัน ไม่ต้องกินยาปฏิชีวนะ ให้หยุดแช่น้ำจุดนั้นและดูแลผิวตามอาการ
เมื่อไรต้องพบแพทย์: มีไข้ หนาวสั่น ปวดหูหรือตาร่วม ตุ่มลึกเป็นก้อน ไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ หรือเป็นเบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ ในกรณีเหล่านี้แพทย์อาจให้ยาไซโปรฟล็อกซาซิน (ciprofloxacin) ชนิดกิน โดยทั่วไป 500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นานราว 7 วัน ซึ่งยาเพนิซิลลินและเซฟาเลกซินไม่ครอบคลุมเชื้อนี้
รูขุมขนอักเสบจากยีสต์ Malassezia (Pityrosporum folliculitis)
ลักษณะ: ตุ่มเล็กขนาดเท่า ๆ กันราว 1–3 มิลลิเมตร ไม่มีหัวอุดตัน ขึ้นเต็มหลัง อก ต้นแขน คอ หรือแนวไรผม อาการคันเด่นกว่าสิวชัดเจน และมักกำเริบหลังเหงื่อออกหนัก
สาเหตุ: ยีสต์ Malassezia ซึ่งอยู่บนผิวคนทั่วไปเจริญเกินในรูขุมขน เมื่ออากาศร้อนชื้น เหงื่อออกมาก ใช้ยาปฏิชีวนะหรือสเตียรอยด์นาน หรือภูมิคุ้มกันต่ำ นี่คือชนิดที่ยาปฏิชีวนะไม่ได้ผลและอาจทำให้แย่ลง เพราะไปกดแบคทีเรียที่แข่งกับยีสต์อยู่
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่ไม่ค่อยหายเองและกลับซ้ำบ่อยในบ้านเรา ต้องใช้ยาต้านเชื้อราซึ่งอธิบายไว้ในหัวข้อยาด้านล่าง อ่านละเอียดเรื่องการแยกชนิดได้ที่ สิวยีสต์หรือสิวเชื้อรา
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตุ่มคันเรื้อรังที่หลังและอกนานเกิน 2–4 สัปดาห์ ใช้ยาสิวหรือยาปฏิชีวนะแล้วไม่ดีขึ้น หรือต้องการตรวจขูดผิวด้วยน้ำยา KOH เพื่อยืนยันก่อนกินยาต้านเชื้อรา
รูขุมขนอักเสบหลังกินยาปฏิชีวนะรักษาสิวนาน (Gram-negative folliculitis)
ลักษณะ: คนที่เป็นสิวและรับยาปฏิชีวนะหลายเดือน อยู่ ๆ มีตุ่มหนองเล็กจำนวนมากโผล่รอบจมูก ปาก และคาง หรือมีก้อนลึก ทั้งที่สิวเดิมเคยดีขึ้น
สาเหตุ: ยาปฏิชีวนะกดเชื้อปกติบนผิวจนเชื้อแกรมลบ เช่น Klebsiella, Enterobacter หรือ Proteus มาแทนที่
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ฉุกเฉิน แต่ยาเดิมที่ใช้อยู่จะไม่ช่วย ต้องเปลี่ยนแนวทาง ไม่ควรเพิ่มยาปฏิชีวนะตัวเดิม
เมื่อไรต้องพบแพทย์: สิวที่เคยดีขึ้นกลับแย่ลงระหว่างกินยา แพทย์จะเพาะเชื้อจากตุ่มหนอง และรายที่ยืนยันแล้วมักพิจารณายาไอโซเตรติโนอิน (isotretinoin) ชนิดกิน ราว 0.5–1 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกิโลกรัมต่อวัน นาน 4–5 เดือน ยานี้ห้ามใช้เด็ดขาดในผู้ตั้งครรภ์และต้องตรวจติดตามเลือด
ตุ่มจากการโกนหรือแว็กซ์ (Pseudofolliculitis barbae)
ลักษณะ: ตุ่มแดงเล็กตรงรูขุมขนหลังโกน 1–3 วัน พบใต้คาง คอ รักแร้ ขา และขาหนีบ เส้นขนม้วนงอเจาะกลับเข้าผิว อาจเห็นเส้นขนอยู่ใต้ผิวและมีรอยดำตามมา
สาเหตุ: เกิดจากขนที่ตัดสั้นชิดผิวแล้วแทงกลับเข้าผิวหนัง พบมากในคนผมหยิก ไม่ได้เริ่มจากการติดเชื้อ แต่ติดเชื้อซ้อนได้ คนไทยมักเรียกรวมกับตุ่มสากคล้ายหนังไก่ว่าขนคุด ซึ่งจริง ๆ เป็นคนละภาวะ อ่านวิธีแยกได้ที่ ขนคุด เกิดจากอะไร
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่เป็นเรื้อรังตราบใดที่ยังโกนชิดผิวแบบเดิม วิธีที่ได้ผลคือหยุดโกนราว 3–4 สัปดาห์ให้ขนงอกพ้นผิวก่อน แล้วค่อยกลับมาโกนตามแนวขน โดยเว้นความยาวขนไว้ราว 1 มิลลิเมตร
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตุ่มกลายเป็นหนองหรือเจ็บ มีรอยดำหรือแผลเป็นนูน เป็นกับอาชีพที่ต้องโกนทุกวัน หรืออยากพิจารณาการลดขนระยะยาวด้วยเลเซอร์ ซึ่งช่วยได้เพราะเส้นขนที่แทงผิวลดลง
รูขุมขนอักเสบ ที่ขา
ลักษณะ: ตุ่มแดงเล็กกระจายที่หน้าแข้งหรือต้นขา มักสัมพันธ์กับการโกน แว็กซ์ กางเกงรัด หรือทาโลชั่นเนื้อหนักทับ ตุ่มตรงรูขุมขนมีเส้นขนกลางตุ่มให้เห็น
สาเหตุ: การระคายเคืองจากการกำจัดขนและการเสียดสีเป็นหลัก เมื่อผิวมีรอยถลอก เชื้อ S. aureus ก็ซ้อนเข้าไปได้ และรอยเกาทำให้เป็นมากขึ้น
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่ไม่อันตราย และเว้นการกำจัดขนราว 2–4 สัปดาห์ก็มักดีขึ้น สิ่งที่คนสับสนบ่อยคือขนคุด (keratosis pilaris) ที่ต้นขา ซึ่งสากคล้ายหนังไก่ มักไม่คัน ไม่เป็นหนอง และเป็นมานาน
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตุ่มเป็นจุดม่วงแดงที่กดแล้วไม่จาง ซึ่งอาจเป็นหลอดเลือดอักเสบ ไม่ใช่โรครูขุมขน รวมถึงกรณีขาบวมแดงร้อนลาม มีไข้ หรือเป็นซ้ำในผู้มีเบาหวาน
รูขุมขนอักเสบ ที่ก้น
ลักษณะ: ตุ่มแดงหรือตุ่มหนองที่แก้มก้น มักเจ็บเวลานั่ง และมีรอยดำตามมานาน แม้คนจะเรียกว่าสิวที่ก้น แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่สิวจริง เพราะแทบไม่พบหัวอุดตัน
สาเหตุ: เหงื่อ การนั่งนาน กางเกงรัด และการเสียดสี ทำให้รูขุมขนระคายเคืองและติดเชื้อ S. aureus ซ้อน ส่วนน้อยเป็นจากยีสต์
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่รบกวนชีวิตประจำวัน และรอยดำอาจอยู่นาน 3–6 เดือน ดูการแยกชนิดทั้งหมดได้ที่ สิวที่ก้น เกิดจากอะไร
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ก้อนเจ็บที่เป็นหนอง ตุ่มอยู่ใกล้รูทวาร หรือเป็นก้อนซ้ำที่จุดเดิมพร้อมมีรอยแผลเป็นเชื่อมกัน ซึ่งอาจเป็นโรคอื่นที่รักษาคนละแบบ
รูขุมขนอักเสบ ขาหนีบ
ลักษณะ: ตุ่มแดงหรือตุ่มหนองตามแนวขนที่ขาหนีบและหัวหน่าว มักเกิดหลังโกนหรือแว็กซ์ และเจ็บเวลาเสียดสีกับกางเกงใน
สาเหตุ: บริเวณนี้อับชื้นและเสียดสีตลอดเวลา จึงเจอทั้งการระคายเคืองหลังกำจัดขน เชื้อ S. aureus และเชื้อราสังคังที่ลงลึกเข้ารูขุมขน โดยเฉพาะหลังทาครีมผสมสเตียรอยด์
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: รายตื้นไม่อันตราย แต่ตำแหน่งนี้มีโรคอื่นคล้ายกันมาก จึงไม่ควรเดาเอง เช่น เริมอวัยวะเพศ ซึ่งมักเป็นตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่มและแสบมาก หูดข้าวสุก และก้อนฝีซ้ำจากต่อมเหงื่ออักเสบเรื้อรัง (Hidradenitis Suppurativa หรือ HS)
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตุ่มน้ำหรือแผลเจ็บ มีเพศสัมพันธ์เสี่ยงมาก่อน ก้อนเจ็บเป็นหนองซ้ำ หรือใช้ยาแล้วไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ หากเป็นเชื้อราในรูขุมขน แพทย์มักให้ยาต้านเชื้อราชนิดกิน เช่น เทอร์บินาฟีน (terbinafine) 250 มิลลิกรัม วันละครั้ง อย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ เพราะยาทาลงไม่ถึง
ฝีลึกจากรูขุมขน (Furuncle และ Carbuncle)
ลักษณะ: รูขุมขนอักเสบที่ลงลึกจนเป็นก้อนแดงร้อน เจ็บมาก โตขึ้นใน 1–3 วัน และมีหนองตรงกลาง ถ้าหลายรูขุมขนรวมเป็นก้อนใหญ่มีหลายหัวเรียกว่า carbuncle
สาเหตุ: เชื้อ S. aureus ลุกลามจากรูขุมขนลงไปชั้นหนังแท้ พบบ่อยที่คอ รักแร้ ก้น และต้นขา เสี่ยงมากขึ้นในเบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ และผู้ที่มีเชื้อในจมูก
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ควรพบแพทย์ภายในไม่กี่วัน ก้อนเล็กอาจแตกเองเมื่อประคบอุ่น 10–20 นาที วันละ 3–4 ครั้ง แต่ก้อนที่นิ่งมีหนองมักต้องกรีดระบาย ไม่ใช่กินยาอย่างเดียว อ่านขั้นตอนได้ที่ ฝีและก้อนหนองใต้ผิว
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ก้อนโตเกินราว 1 เซนติเมตร เจ็บมาก มีไข้ มีเส้นแดงลามออกจากก้อน เป็นที่กลางหน้าหรือจมูก หรือเป็นเบาหวาน ควรมาโดยเร็ว และไม่บีบเอง
รูขุมขนอักเสบเรื้อรัง กลับซ้ำบ่อย
ลักษณะ: ตุ่มหนองหรือฝีกลับมาซ้ำทุกไม่กี่เดือนในตำแหน่งเดิมหรือหลายตำแหน่ง หายไปชั่วคราวเมื่อกินยา แล้วกลับมาอีก
สาเหตุ: ที่พบบ่อยคือเชื้อ S. aureus ฝังอยู่ในโพรงจมูก ซึ่งคนทั่วไปราว 20–30% มีเชื้อนี้อยู่โดยไม่มีอาการ เชื้อเดินทางจากจมูกมาที่ผิวผ่านมือ นอกจากนั้นคือการวินิจฉัยตั้งต้นผิด เช่น เป็นยีสต์แต่ใช้ยาปฏิชีวนะ ปัจจัยกระตุ้นเดิมยังอยู่ หรือคนในบ้านมีเชื้อเหมือนกัน
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ฉุกเฉิน แต่ไม่ควรวนซื้อยาปฏิชีวนะกินเอง เพราะเพิ่มโอกาสเชื้อดื้อยา แนวทางที่แพทย์ใช้คือเพาะเชื้อยืนยันชนิดและการดื้อยา จากนั้นลดเชื้อที่เป็นพาหะด้วยมิวพิโรซิน (mupirocin) 2% ทาในรูจมูกวันละ 2 ครั้ง นาน 5 วัน ร่วมกับอาบน้ำด้วยคลอร์เฮกซิดีน (chlorhexidine) 4% วันละครั้ง นาน 5–14 วัน โดยเลี่ยงตาและหู
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เป็นซ้ำหลายครั้งใน 1 ปี มีฝีร่วมด้วย มีเบาหวานหรือภูมิคุ้มกันต่ำ หรือมีคนในบ้านเป็นคล้ายกัน ซึ่งแพทย์อาจแนะนำให้ลดเชื้อพร้อมกันทั้งบ้าน และแยกของใช้ส่วนตัว
ชนิดอีโอซิโนฟิล (Eosinophilic folliculitis) และความเกี่ยวข้องกับ HIV
ลักษณะ: ตุ่มแดงคันมากตามรูขุมขนที่หน้า คอ หนังศีรษะ และลำตัวส่วนบน มักเป็นเรื้อรัง เกาจนเกิดแผลและรอยดำ ใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาต้านเชื้อราแล้วไม่ดีขึ้น
สาเหตุ: เป็นการอักเสบแบบที่เม็ดเลือดขาวชนิดอีโอซิโนฟิลเข้ามาในรูขุมขน ไม่ใช่การติดเชื้อโดยตรง พบในผู้ติดเชื้อ HIV ที่ระดับ CD4 มักต่ำกว่า 250–300 เซลล์ต่อไมโครลิตร และอาจกำเริบในช่วง 3–6 เดือนแรกหลังเริ่มยาต้านไวรัส นอกจากนี้ยังพบในผู้รับยากดภูมิ และมีชนิดที่พบในผู้ไม่มีภูมิบกพร่อง เรียกว่าโรคโอฟูจิ (Ofuji disease)
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายต่อชีวิต แต่รบกวนการนอนมาก หากเกี่ยวกับ HIV การรักษาหลักคือยาต้านไวรัส (ART) ร่วมกับลดคันด้วยยาสเตียรอยด์ทาความแรงสูงช่วงสั้น เช่น โคลเบทาซอล (clobetasol) 0.05% วันละ 2 ครั้ง ไม่เกิน 2 สัปดาห์ต่อรอบ หรือการฉายแสง UVB ส่วนโรคโอฟูจิมักตอบสนองต่อยาอินโดเมทาซิน (indomethacin) ชนิดกิน
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตุ่มคันเรื้อรังที่หน้าและลำตัวส่วนบนซึ่งทั้งยาปฏิชีวนะและยาต้านเชื้อราไม่ช่วย แพทย์จะตัดชิ้นเนื้อยืนยัน รูขุมขนอักเสบทั่วไปไม่ได้แปลว่าคุณติด HIV แต่ถ้ามีความเสี่ยงหรือไม่เคยตรวจมาก่อน การตรวจเลือดเป็นสิ่งที่ควรทำ
รูขุมขนอักเสบจากไรขน (Demodex folliculitis)
ลักษณะ: ตุ่มแดงเล็กมีขุยละเอียดที่แก้ม จมูก และหน้าผาก ผิวสากแห้ง คันหรือแสบเล็กน้อย มักคล้ายโรซาเซียหรือสิว
สาเหตุ: ไรขน Demodex ที่อาศัยในรูขุมขนบนหน้าคนทั่วไปเพิ่มจำนวนมากเกิน พบบ่อยขึ้นหลังทาครีมสเตียรอยด์ที่หน้านาน และในผู้ภูมิคุ้มกันต่ำ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แพทย์ยืนยันด้วยการขูดหรือดึงผิวดูตัวไรด้วยกล้อง แล้วอาจให้ไอเวอร์เมกติน (ivermectin) 1% ครีม วันละครั้ง หรือเมโทรนิดาโซล (metronidazole) 0.75% วันละ 2 ครั้ง แล้วประเมินผลที่ราว 4–8 สัปดาห์
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตุ่มและขุยที่หน้าไม่ดีขึ้นจากการรักษาแบบสิวหรือผื่นแพ้ หรือเป็นหลังหยุดครีมสเตียรอยด์
ตุ่มรูขุมขนจากยา (Drug-induced folliculitis)
ลักษณะ: ตุ่มแดงขนาดเท่ากันจำนวนมากโผล่พร้อมกันที่หน้า อก และหลัง โดยไม่มีหัวอุดตัน ภายในราว 1–3 สัปดาห์หลังเริ่มยา
สาเหตุ: ยาที่พบบ่อยคือสเตียรอยด์ชนิดกินหรือฉีด ยามุ่งเป้ารักษามะเร็งกลุ่ม EGFR inhibitor ยาลิเทียม และยาไอโซไนอาซิด
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: มักไม่อันตราย และลดลงเมื่อปรับยาได้ แต่ห้ามหยุดยาเอง โดยเฉพาะยารักษามะเร็งและสเตียรอยด์ ซึ่งเกิดอันตรายถ้าหยุดกะทันหัน
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตุ่มรบกวนการใช้ชีวิตระหว่างรักษามะเร็ง หรือมีการติดเชื้อซ้อน ให้แจ้งแพทย์เจ้าของไข้ร่วมกับแพทย์ผิวหนัง เพื่อวางแผนร่วมกันแทนการหยุดยา
โรคที่หน้าตาคล้ายรูขุมขนอักเสบ
สิว (Acne vulgaris): มีหัวอุดตันและหลายระยะปนกัน
ขนคุด (Keratosis pilaris): ตุ่มแข็งสากเหมือนหนังไก่ที่ต้นแขนและต้นขา ไม่เป็นหนอง และแทบไม่อักเสบ
ผดร้อน (Miliaria): ตุ่มเล็กหลังเหงื่อออก ลดเร็วเมื่อเย็นลง ไม่ตรงรูขุมขน
เริม (Herpes): ตุ่มน้ำเป็นกลุ่ม แสบร้อนนำมาก่อน ต้องใช้ยาต้านไวรัส
ต่อมเหงื่ออักเสบเรื้อรัง (HS): ก้อนเจ็บซ้ำที่รักแร้ ขาหนีบ และใต้ราวนม มีอุโมงค์ใต้ผิว
เชื้อราในรูขุมขน (Majocchi granuloma): ก้อนตุ่มเป็นวงหลังทาสเตียรอยด์บนผื่นกลาก
แพทย์ตรวจอะไรเพื่อแยกชนิด
รายที่เป็นตุ่มตื้นชัดเจนและมีเหตุตรงไปตรงมา แพทย์มักวินิจฉัยได้จากการดูและซักประวัติ แต่ถ้าเรื้อรังหรือไม่ตอบสนองต่อยา การตรวจเหล่านี้ช่วยให้เลือกยาตรงกว่าการลองไปเรื่อย
ขูดผิวตรวจ KOH: ใช้เวลาไม่กี่นาที เห็นยีสต์กลมหรือเส้นใยรา ยืนยันเส้นทางยาต้านเชื้อรา
ย้อม Gram และเพาะเชื้อจากหนอง: ใช้เมื่อเป็นซ้ำ ใช้ยาแล้วไม่หาย หรือสงสัยเชื้อดื้อยา ผลมักออกใน 2–3 วัน
ตรวจดูไรขน: ขูดหรือดึงผิวดูใต้กล้องเมื่อสงสัย Demodex
ตัดชิ้นเนื้อ: ใช้กับรายที่ดื้อต่อการรักษาหรือสงสัยชนิดอีโอซิโนฟิล
ตรวจเลือด: น้ำตาลในเลือดเมื่อเป็นฝีซ้ำ และ HIV เมื่อมีความเสี่ยงหรือมีอาการเข้ากับชนิดอีโอซิโนฟิล
ยาที่ใช้เมื่อเป็นจากแบคทีเรีย
ตัวยาด้านล่างคือแนวทางมาตรฐานที่แพทย์มักเลือกใช้ การเลือกยา ขนาดยา และการสั่งจ่ายเป็นหน้าที่ของแพทย์ ซึ่งดูจากชนิดเชื้อ ความกว้างของผื่น ประวัติแพ้ยา และการตั้งครรภ์
เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide) 5% ชนิดล้าง: ฟอกบริเวณที่เป็น ทิ้งไว้ 2–3 นาทีแล้วล้างออก วันละ 1–2 ครั้ง ไม่ทำให้เชื้อดื้อยา จึงใช้เป็นพื้นฐานได้ยาวกว่ายาปฏิชีวนะ ควรระวังผิวแห้งและเสื้อผ้าซีด
คลินดามัยซิน (clindamycin) 1% ชนิดทา: วันละ 2 ครั้ง นาน 7–10 วัน เหมาะกับตุ่มไม่มาก
มิวพิโรซิน (mupirocin) 2% ชนิดทา: วันละ 2–3 ครั้ง นาน 7–10 วัน เหมาะกับตุ่มเฉพาะจุดและรอยแผล
เซฟาเลกซิน (cephalexin) ชนิดกิน: 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง นาน 7–10 วัน ใช้เมื่อตุ่มกว้าง ลึก หรือมีฝีเล็กร่วม
ไดคล็อกซาซิลลิน (dicloxacillin) ชนิดกิน: 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง นาน 7–10 วัน ใช้ในกรณีเดียวกัน ห้ามใช้ถ้าแพ้เพนิซิลลิน
ด็อกซีไซคลิน (doxycycline) ชนิดกิน: 100 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 7–10 วัน พิจารณาเมื่อแพ้ยาข้างต้นหรือสงสัยเชื้อดื้อยา MRSA ไม่ใช้ในหญิงตั้งครรภ์และเด็กเล็ก
สิ่งที่ตัดสินว่ายาได้ผลคือตุ่มหนองแห้งลงภายใน 3–7 วัน และไม่มีตุ่มใหม่เพิ่ม ถ้าครบ 7–10 วันแล้วไม่เปลี่ยน ไม่ควรต่อยาหรือเปลี่ยนยาเอง ควรกลับมาตรวจแยกยีสต์หรือเพาะเชื้อ
ยาต้านเชื้อราเมื่อเป็นจากยีสต์ Malassezia
ถ้าผลตรวจ KOH หรือลักษณะอาการเข้ากับยีสต์ เส้นทางการรักษาเป็นคนละเส้นกับหัวข้อก่อน และควรหยุดยาปฏิชีวนะที่ไม่จำเป็น การเลือกระหว่างยาทากับยากินเป็นหน้าที่ของแพทย์ ซึ่งดูจากความกว้างของตุ่มและโรคประจำตัว
แชมพูหรือโลชั่นคีโตโคนาโซล (ketoconazole) 2%: ใช้ฟอกตอนผิวเปียก ทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วล้างออก วันละครั้งหรือวันเว้นวัน นาน 2–4 สัปดาห์
แชมพูหรือโลชั่นซีลีเนียมซัลไฟด์ (selenium sulfide) 2.5%: วิธีใช้คล้ายกัน ทิ้งไว้ 5–10 นาที อาจระคายเคืองผิวบาง ไม่ควรใช้บนแผล
ครีมคีโตโคนาโซล (ketoconazole) 2%: ทาบาง ๆ วันละ 1–2 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์ เหมาะกับจุดเล็ก เช่น หน้าผากและไรผม
อิทราโคนาโซล (itraconazole) ชนิดกิน: 200 มิลลิกรัม วันละครั้งหลังอาหาร นาน 7 วัน บางรายต่อถึง 2–3 สัปดาห์ ใช้เมื่อตุ่มกว้างหรือยาทาไม่พอ ยานี้ตีกับยาหลายตัว เช่น ยาลดไขมันกลุ่มสแตติน จึงต้องแจ้งยาที่ใช้ทุกตัว
ฟลูโคนาโซล (fluconazole) ชนิดกิน: 100–200 มิลลิกรัม วันละครั้ง นาน 1–3 สัปดาห์ เป็นทางเลือกแทนอิทราโคนาโซล ยาต้านเชื้อราชนิดกินไม่เหมาะในหญิงตั้งครรภ์ หากตั้งครรภ์ควรแจ้งแพทย์
สิ่งที่ตัดสินผลคือความคันที่ลดลงใน 1–2 สัปดาห์ ตามด้วยตุ่มที่ค่อย ๆ ยุบ ส่วนรอยดำที่เหลือจะจางช้ากว่ามาก ยีสต์ชนิดนี้เป็นเชื้อประจำผิว จึงกลับซ้ำได้แม้รักษาถูก แพทย์มักให้ฟอกแชมพูยาต่อสัปดาห์ละ 1–2 ครั้งเพื่อคุมอาการ อ่านรายละเอียดตัวยาเพิ่มได้ที่ สิวยีสต์ ยาทา ยากิน และการกลับซ้ำ
ทำไมทายาแล้วไม่หาย หรือหายแล้วกลับมาใหม่
ยาคนละเชื้อ: ใช้ยาปฏิชีวนะกับยีสต์ หรือใช้ยาต้านเชื้อรากับแบคทีเรีย
ครีมผสมสเตียรอยด์: ตุ่มยุบช่วงแรก แต่เชื้อราลามลึก และตุ่มกลับมารุนแรงขึ้นเมื่อหยุดยา
ใช้ยาไม่ครบ: หยุดเมื่อเริ่มดีขึ้น 3–4 วัน ทำให้เชื้อยังเหลือในรูขุมขน
ปัจจัยเดิมไม่ได้ปรับ: ยังโกนแบบเดิม ใส่เสื้อเปียกเหงื่อนาน หรือใช้ผ้าเช็ดตัวและมีดโกนเดิม
เชื้อในจมูกหรือเชื้อดื้อยา: ยังไม่ได้เพาะเชื้อหรือลดพาหะ
โรคร่วม: เบาหวานที่คุมไม่ดีและภูมิคุ้มกันต่ำทำให้ตอบสนองต่อยาช้าลง
ป้องกันไม่ให้เป็นซ้ำ ทำอะไรได้บ้าง
การป้องกันช่วยลดความถี่ได้มาก แต่ไม่มีวิธีใดรับรองได้ว่าจะไม่เป็นอีกเลย โดยเฉพาะชนิดจากยีสต์
อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าโดยเร็วหลังเหงื่อออก เลี่ยงการนั่งในชุดออกกำลังกายที่เปียก
เลือกเสื้อผ้าระบายอากาศ ไม่รัดบริเวณที่เคยเป็น
โกนหลังอาบน้ำอุ่น ใช้เจลโกน โกนตามแนวขน ไม่ดึงผิวตึง และเปลี่ยนใบมีดเมื่อเริ่มฝืด
ไม่ใช้มีดโกน ผ้าเช็ดตัว และฟองน้ำขัดตัวร่วมกับผู้อื่น ซักผ้าเช็ดตัวบ่อยและตากให้แห้ง
อ่างน้ำร้อนต้องดูแลค่าคลอรีนอิสระให้ได้อย่างน้อย 3 ppm อาบน้ำฟอกสบู่ทันทีหลังแช่ และถอดชุดว่ายน้ำไปซัก
เลี่ยงการทาน้ำมันหรือโลชั่นเนื้อหนักทับบริเวณที่เคยเป็น
คุมน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์ถ้าเป็นเบาหวาน
รูขุมขนอักเสบ เป็นกี่วันหาย และเหลือรอยไหม
ตุ่มตื้นจาก S. aureus และการระคายเคือง ส่วนใหญ่ยุบใน 7–14 วัน ชนิดจาก Pseudomonas หายใน 7–10 วัน ส่วนชนิดยีสต์ต้องใช้ยาอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ และชนิดอีโอซิโนฟิลเป็นเรื้อรังกว่านั้น รูขุมขนอักเสบตื้นมักไม่ทิ้งแผลเป็น แต่ผิวไทยมักเหลือรอยดำจากการอักเสบนาน 3–6 เดือน ซึ่งการเลี่ยงแดด ทาครีมกันแดด และไม่แกะตุ่มจะช่วยให้จางเร็วขึ้น ส่วนฝีลึกและการบีบซ้ำ ๆ คือสาเหตุหลักของแผลเป็นถาวร
สรุปสั้น ๆ
รูขุมขนอักเสบ (folliculitis) ต่างจากสิวตรงไม่มีหัวอุดตัน และตุ่มมักหน้าตาเหมือนกันหมด
สาเหตุที่เปลี่ยนการรักษาคือ แบคทีเรีย ยีสต์ อ่างน้ำร้อน การโกน และโรคกลุ่มภูมิคุ้มกัน
จากแบคทีเรียใช้ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย จากยีสต์ต้องใช้ยาต้านเชื้อรา ถ้าสลับกันมักไม่ดีขึ้น
ตุ่มตื้นส่วนใหญ่ยุบใน 7–14 วัน ถ้าไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ ควรให้แพทย์ตรวจแยกชนิด
กลับซ้ำบ่อย ควรเพาะเชื้อและตรวจเชื้อในจมูก ไม่ควรวนกินยาปฏิชีวนะเอง
มีไข้ เจ็บเป็นก้อน ผิวแดงร้อนลาม หรือเป็นเบาหวาน ควรพบแพทย์โดยเร็ว
คำถามที่พบบ่อยเรื่องรูขุมขนอักเสบ
รูขุมขนอักเสบ ใช้ยาอะไร
ขึ้นกับเชื้อ ถ้าเป็นจากแบคทีเรียที่ตุ่มไม่มาก แพทย์มักให้เบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide) 5% ชนิดล้าง ร่วมกับคลินดามัยซิน (clindamycin) 1% หรือมิวพิโรซิน (mupirocin) 2% ทานาน 7–10 วัน ถ้าตุ่มกว้างหรือลึกอาจให้เซฟาเลกซิน (cephalexin) กิน 7–10 วัน ส่วนชนิดจากยีสต์ต้องใช้ยาต้านเชื้อรา เช่น แชมพูคีโตโคนาโซล (ketoconazole) 2% ฟอกทิ้งไว้ 5 นาที นาน 2–4 สัปดาห์ หรือยากินอิทราโคนาโซล (itraconazole) ตามที่แพทย์สั่ง การเลือกยาเป็นหน้าที่ของแพทย์หลังตรวจแยกชนิดแล้ว
รูขุมขนอักเสบ ใช้อะไรดี ถ้ายังไม่ได้ไปหาหมอ
ถ้าตุ่มไม่มาก ไม่มีไข้ เริ่มจากล้างบริเวณที่เป็นด้วยเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide) 5% ทิ้งไว้ 2–3 นาทีแล้วล้างออก วันละครั้ง งดโกนหรือแว็กซ์ เปลี่ยนเสื้อผ้าหลังเหงื่อออก และเลี่ยงการบีบตุ่ม ถ้าตุ่มคันมากที่หลังและอก อาจเป็นยีสต์ ซึ่งใช้แชมพูคีโตโคนาโซล 2% ฟอกทิ้งไว้ 5 นาทีได้ สิ่งที่ไม่ควรใช้เองคือครีมผสมสเตียรอยด์ เพราะทำให้เชื้อราลาม และยาปฏิชีวนะชนิดกิน ถ้าดูแลแบบนี้ 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น ควรมาตรวจ
รูขุมขนอักเสบ หายเองได้ไหม
ได้ในบางชนิด ตุ่มตื้นจากการโกนหรือการเสียดสีมักยุบเองใน 1–2 สัปดาห์เมื่อเลี่ยงตัวกระตุ้น ชนิดจากอ่างน้ำร้อนหายเองใน 7–10 วันในคนสุขภาพดี แต่ชนิดจากยีสต์ไม่ค่อยหายเอง และชนิดอีโอซิโนฟิลเป็นเรื้อรัง ฝีลึกก็มักต้องกรีดระบาย ไม่ควรรอถ้ามีไข้ ก้อนเจ็บ ผิวแดงลาม เป็นเบาหวาน หรือผ่าน 2 สัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น เพราะมักแปลว่าเป็นชนิดที่ต้องใช้ยาตรงเชื้อ หรือมีปัจจัยที่ยังไม่ได้แก้
รูขุมขนอักเสบ HIV เกี่ยวกันไหม
รูขุมขนอักเสบส่วนใหญ่ไม่เกี่ยวกับ HIV เพราะพบได้ในคนทั่วไปจากแบคทีเรีย ยีสต์ หรือการโกน แต่มีชนิดหนึ่งเรียกว่า eosinophilic folliculitis ที่พบมากขึ้นในผู้ติดเชื้อ HIV ระยะที่ CD4 ต่ำกว่า 250–300 เซลล์ต่อไมโครลิตร ลักษณะเป็นตุ่มคันมากที่หน้า คอ และลำตัวส่วนบน นานหลายสัปดาห์ และยาปฏิชีวนะไม่ช่วย ถ้ามีอาการแบบนี้หรือเคยมีความเสี่ยง ควรตรวจเลือด HIV เพราะเมื่อรู้ผลและเริ่มยาต้านไวรัส ทั้งผื่นและสุขภาพโดยรวมจะดูแลได้ตรงจุด
รูขุมขนอักเสบ ขาหนีบ เกิดจากอะไร เป็นโรคติดต่อไหม
ส่วนใหญ่เกิดจากการโกนหรือแว็กซ์ขนร่วมกับความอับชื้น ทำให้รูขุมขนระคายเคืองและติดเชื้อ S. aureus ซ้อน ไม่ใช่โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่บริเวณนี้มีโรคคล้ายกันหลายโรค เช่น เริมอวัยวะเพศ หูดข้าวสุก เชื้อราสังคังในรูขุมขน และต่อมเหงื่ออักเสบเรื้อรัง จึงควรให้แพทย์ตรวจถ้ามีตุ่มน้ำ แผล ก้อนเจ็บซ้ำ หรือมีเพศสัมพันธ์เสี่ยงมาก่อน ระหว่างนี้ควรงดโกน ใส่กางเกงในระบายอากาศ และไม่ทาครีมผสมสเตียรอยด์เอง เพราะอาจทำให้เชื้อราลงลึก
รูขุมขนอักเสบ เป็นหนอง บีบได้ไหม
ไม่ควรบีบ เพราะแรงบีบดันเชื้อลงลึกกว่าเดิม ทำให้ตุ่มตื้นกลายเป็นฝี เชื้อลาม และเหลือแผลเป็นหรือรอยดำ โดยเฉพาะตุ่มที่กลางหน้าและจมูก ตุ่มหนองเล็กมักแห้งเองใน 3–7 วันเมื่อล้างด้วยเบนโซอิลเพอร์ออกไซด์ 5% และทายาตามที่แพทย์แนะนำ ถ้าเป็นก้อนเจ็บ ให้ประคบอุ่น 10–20 นาที วันละ 3–4 ครั้ง และถ้าก้อนนิ่ง โตเกินราว 1 เซนติเมตร มีไข้ หรือมีรอยแดงลาม ควรให้แพทย์กรีดระบายด้วยอุปกรณ์ปลอดเชื้อแทนการบีบเอง
อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง: สิวยีสต์ · สิวที่ก้น · ฝีและก้อนหนองใต้ผิว · ขนคุด · โรคผิวหนังทั้งหมด
ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือคำสั่งการรักษาเฉพาะบุคคล การเลือกยา ขนาดยา และระยะเวลาใช้ยาต้องอยู่ในดุลยพินิจของแพทย์ หากตั้งครรภ์ ให้นมบุตร หรือมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาทุกชนิด
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 4 พฤศจิกายน 2569


ความคิดเห็น