top of page

เกลื้อน เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังแยกจากด่างขาว-กลาก และวิธีรักษาไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

16 ก.ค.
ยาว 5 นาที

อัปเดตเมื่อ 13 ก.ย.

เกลื้อน (Pityriasis versicolor หรือ Tinea versicolor) คือโรคติดเชื้อราชนิดตื้นที่ผิวหนังชั้นนอกสุด เกิดจากยีสต์กลุ่มมาลาสเซเซีย (Malassezia) ซึ่งอาศัยอยู่บนผิวหนังของคนปกติทุกคนอยู่แล้ว แต่เพิ่มจำนวนมากผิดปกติเมื่อผิวร้อน ชื้น และมีเหงื่อกับไขมันมาก จนเกิดเป็นดวงสีขาว สีน้ำตาลอ่อน หรือสีชมพู มีขุยละเอียดคล้ายผงแป้ง พบบ่อยที่หลัง หน้าอก คอ ไหล่ และต้นแขน

เกลื้อนไม่ใช่โรคของคนสกปรก ไม่ใช่โรคติดต่อจากคนสู่คน และไม่ใช่ด่างขาว การรักษาให้หายมีวิธีชัดเจน แต่คนจำนวนมากทายาไม่ครบ ใช้แชมพูยาผิดวิธี หรือหยุดยาเร็วเกินไปเพราะเห็นรอยขาวยังอยู่ บทความนี้แพทย์ผิวหนังจะอธิบายตั้งแต่กลไกการเกิด วิธีแยกจากโรคที่หน้าตาคล้ายกัน ตัวยาแต่ละกลุ่มพร้อมความเข้มข้นและระยะเวลาที่ใช้จริง วิธีใช้แชมพูยาให้ได้ผล และแผนป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

เกลื้อนคืออะไร เกิดจากอะไรจริง ๆ

เกลื้อนเกิดจากยีสต์สกุล Malassezia — ชนิดที่พบบ่อยที่สุดในคนไทยคือ Malassezia globosa และ Malassezia furfur ยีสต์กลุ่มนี้เป็นส่วนหนึ่งของจุลชีพประจำถิ่นบนผิวหนัง (normal skin flora) ของคนทุกคน จึงไม่ได้ติดมาจากที่ไหน

สิ่งที่เปลี่ยนจาก "ยีสต์ที่อยู่เฉย ๆ" เป็น "โรค" คือการที่ยีสต์เปลี่ยนรูปจากเซลล์กลม ๆ (yeast form) ไปเป็นเส้นใย (hyphal form) แล้วบุกเข้าไปในชั้นขี้ไคล (stratum corneum) ตัวกระตุ้นที่ชัดเจนคือ

  • อากาศร้อนชื้น — ในเขตร้อนอย่างประเทศไทยพบเกลื้อนได้สูงถึงราว 30–50% ของประชากรบางกลุ่ม เทียบกับเพียง 1–4% ในประเทศเขตหนาว

  • เหงื่อออกมาก — นักกีฬา ผู้ที่ทำงานกลางแจ้ง ผู้ที่ใส่ชุดรัดรูปหรือเสื้อไม่ระบายอากาศทั้งวัน

  • ผิวมันและต่อมไขมันทำงานมาก — Malassezia ต้องใช้ไขมันเป็นอาหาร จึงชอบบริเวณ หลัง อก คอ ไหล่ ซึ่งเป็นโซนที่ต่อมไขมันหนาแน่นที่สุด

  • ช่วงอายุ — พบบ่อยที่สุดในช่วงอายุ 15–24 ปี ซึ่งเป็นวัยที่ฮอร์โมนกระตุ้นต่อมไขมันสูงสุด

  • ภาวะของร่างกาย — ตั้งครรภ์ ใช้ยาคุมกำเนิด ใช้ยาสเตียรอยด์ เบาหวานที่คุมไม่ดี ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ ภาวะทุพโภชนาการ

  • พันธุกรรม — บางครอบครัวเป็นกันหลายคน ไม่ใช่เพราะติดกัน แต่เพราะลักษณะผิวและการหลั่งไขมันคล้ายกัน

เหตุผลที่ผิวเปลี่ยนสี ไม่ได้มาจากตัวเชื้อโดยตรง แต่มาจากสารที่เชื้อสร้างขึ้น: กรดไดคาร์บอกซิลิก (azelaic acid) ที่ Malassezia ผลิตจะยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสในเซลล์สร้างเม็ดสี ทำให้บริเวณนั้น "สร้างเม็ดสีไม่ได้" กลายเป็นดวงขาว ส่วนในบางคนเชื้อกระตุ้นการอักเสบเล็กน้อยและทำให้เม็ดสีเพิ่มขึ้นแทน จึงเห็นเป็นดวงสีน้ำตาล เรื่องนี้อธิบายว่าทำไมรอยขาวจึงอยู่ต่อได้อีกหลายเดือนแม้เชื้อตายไปแล้ว

เกลื้อนหน้าตาเป็นอย่างไร — ลักษณะผื่นที่ใช้แยกโรค

  • รูปร่าง — ดวงกลมหรือรีขนาด 0.5–2 เซนติเมตร ขอบค่อนข้างชัด มักมารวมกันเป็นปื้นใหญ่ที่มีขอบหยักเหมือนแผนที่

  • สี — ขาวกว่าผิวรอบข้าง น้ำตาลอ่อน ชมพู หรือน้ำตาลแดง ในคนคนเดียวกันอาจมีหลายสีพร้อมกัน ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า versicolor (หลายสี)

  • ขุย — ขุยละเอียดมากคล้ายผงแป้ง มองเผิน ๆ อาจไม่เห็น ใช้เล็บหรือสไลด์ขูดเบา ๆ แล้วจะเห็นขุยร่วงชัดขึ้น เรียกว่า evoked scale sign หรือ "coup d'ongle" — เป็นสัญญาณที่ช่วยแยกจากด่างขาวได้ดีที่สุดด้วยตาเปล่า

  • อาการคัน — คันเล็กน้อยหรือไม่คันเลยในคนส่วนใหญ่ จะคันมากขึ้นตอนเหงื่อออก

  • ตำแหน่ง — หลัง หน้าอก คอ ไหล่ ต้นแขน เป็นหลัก ในเด็กและวัยรุ่นอาจพบที่ใบหน้าและหน้าผากได้

เกลื้อนชนิดดวงขาว (Hypopigmented type) — ชนิดที่คนไทยเจอบ่อยที่สุด

ลักษณะ — ดวงสีขาวหรือขาวครีมกระจายบนหลังและหน้าอก ขอบชัดปานกลาง มีขุยละเอียดเมื่อขูด ผิวรอบข้างปกติ เห็นชัดที่สุดหลังออกแดดเพราะผิวรอบข้างคล้ำขึ้นแต่ดวงนั้นไม่คล้ำตาม

สาเหตุ — กรดไดคาร์บอกซิลิกจากเชื้อยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ทำให้เมลาโนไซต์บริเวณนั้นหยุดสร้างเม็ดสีชั่วคราว

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — ไม่อันตราย ไม่ลุกลามเข้าอวัยวะภายใน แต่เป็นชนิดที่ใช้เวลาฟื้นสีผิวนานที่สุดหลังรักษา คือประมาณ 1–6 เดือน

เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อดวงขาวนั้น ชาหรือรับความรู้สึกลดลง เมื่อขอบดวงนูนแข็ง หรือเมื่อทายาฆ่าเชื้อราครบ 4 สัปดาห์แล้วยังมีขุยและดวงใหม่เพิ่ม

เกลื้อนชนิดสีน้ำตาลหรือแดง (Hyperpigmented / erythematous type)

ลักษณะ — ดวงสีน้ำตาลอ่อน น้ำตาลเทา หรือชมพูแดง มักอยู่ที่คอ หน้าอก และสีข้าง คนไข้จำนวนมากคิดว่าเป็น "ผิวหมอง" หรือ "คราบเหงื่อ" แล้วขัดผิวแรง ๆ ซึ่งยิ่งทำให้ระคายเคือง

สาเหตุ — การอักเสบระดับต่ำจากตัวเชื้อกระตุ้นให้เมลาโนไซต์สร้างเม็ดสีเพิ่ม ร่วมกับเซลล์เม็ดสีที่ใหญ่ขึ้นในชั้นหนังกำพร้า

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — ไม่อันตราย และมักตอบสนองต่อยาทาได้ดี สีที่เข้มขึ้นจะจางลงหลังเชื้อหายภายในราว 1–3 เดือน ซึ่งเร็วกว่าชนิดดวงขาว

เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อแยกไม่ออกจากผื่นราน้ำนม (pityriasis rosea) หรือผื่นจากยา หรือเมื่อผื่นกระจายเร็วภายในไม่กี่วัน ซึ่งไม่ใช่พฤติกรรมของเกลื้อน

เกลื้อนแดด — ทำไมยิ่งออกแดดยิ่งเห็นชัด

ลักษณะ — คำว่า "เกลื้อนแดด" ที่คนไทยใช้กัน หมายถึงเกลื้อนชนิดดวงขาวที่เห็นชัดขึ้นมากหลังตากแดด ไม่ใช่โรคคนละชนิด

สาเหตุ — ผิวปกติรอบ ๆ สร้างเม็ดสีเพิ่มเมื่อโดนแดด แต่ผิวที่มีเชื้อสร้างเม็ดสีไม่ได้ ความต่างของสีจึงชัดขึ้น เหมือนภาพที่คอนทราสต์เพิ่มขึ้น ไม่ได้แปลว่าแดดทำให้เชื้อลาม

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — ไม่เร่งด่วน แต่เป็นเหตุผลที่หลายคนมาพบแพทย์ตอนต้นฤดูร้อนหรือหลังไปเที่ยวทะเล

เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อออกแดดแล้วดวงนั้น แดง แสบ พองเป็นตุ่มน้ำ ซึ่งบ่งชี้ถึงปฏิกิริยาแพ้แสงหรือผื่นแพ้สัมผัสจากแสง ไม่ใช่เกลื้อน

เกลื้อนที่ใบหน้าและในเด็ก

ลักษณะ — ในเด็กและวัยรุ่นตอนต้น เกลื้อนขึ้นที่หน้าผาก แก้ม และรอบขมับได้บ่อยกว่าผู้ใหญ่ เป็นดวงขาวจาง ๆ มีขุยละเอียด บางครั้งขึ้นที่รักแร้และขาหนีบในเด็กเล็ก

สาเหตุ — เด็กมีต่อมไขมันทำงานที่ใบหน้าและหนังศีรษะสูงกว่าลำตัว ประกอบกับเหงื่อและการเล่นกลางแจ้ง

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — ไม่อันตราย แต่ต้องแยกจาก กลากน้ำนม (pityriasis alba) ให้ได้ เพราะสองโรคนี้หน้าตาใกล้กันมากบนแก้มเด็ก แต่รักษาคนละทาง

เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีที่มีดวงขาวเป็นบริเวณกว้าง หรือดวงขาวที่ไม่มีขุยเลยและขอบชัดมาก ควรได้รับการตรวจเพื่อแยกจากด่างขาวและภาวะอื่น

รูขุมขนอักเสบจากมาลาสเซเซีย — ญาติของเกลื้อนที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิว

ลักษณะ — ตุ่มแดงหรือตุ่มหนองเล็ก ๆ ขนาดเท่า ๆ กันหมด (1–3 มิลลิเมตร) ขึ้นรอบรูขุมขนบริเวณหลัง หน้าอก ไหล่ ต้นแขน คันชัดเจน และไม่มีสิวหัวดำหัวขาวปนอยู่

สาเหตุ — Malassezia ชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดเกลื้อน แต่ลงไปอยู่ในรูขุมขนแทนที่จะอยู่บนผิวชั้นขี้ไคล จึงเรียกว่า Malassezia folliculitis

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — ไม่อันตราย แต่สำคัญตรงที่ ยาสิวและยาปฏิชีวนะไม่ช่วย และอาจทำให้แย่ลง คนไข้จำนวนมากจึงทายาสิวหลายเดือนโดยไม่ดีขึ้น

เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อ "สิวที่หลัง" คันมาก ตุ่มขนาดเท่ากันหมด และรักษาด้วยยาสิวมาแล้วเกิน 6–8 สัปดาห์โดยไม่ดีขึ้น

เกลื้อนต่างจากกลากอย่างไร

คนไทยพูดติดปากว่า "กลากเกลื้อน" จนหลายคนเข้าใจว่าเป็นโรคเดียวกัน แต่เป็นคนละเชื้อ คนละยา และคนละพฤติกรรม

  • ตัวเชื้อ — เกลื้อนเกิดจากยีสต์ Malassezia ที่อยู่บนผิวเราอยู่แล้ว ส่วนกลาก (Tinea corporis)เกิดจากเชื้อราสาย dermatophyte ที่รับมาจากภายนอก

  • หน้าตาของผื่น — เกลื้อนเป็นดวงหลายสี ขุยละเอียดคล้ายผงแป้ง ขอบไม่นูน ส่วนกลากเป็นวงแหวน ขอบนูนแดงชัด ตรงกลางจางลง

  • อาการคัน — เกลื้อนคันน้อยหรือไม่คัน กลากคันชัดเจน

  • ตำแหน่งที่ชอบขึ้น — เกลื้อนขึ้นที่หลัง อก คอ ไหล่ กลากขึ้นที่ขาหนีบ ลำตัว แขนขา และง่ามเท้า

  • การติดต่อ — เกลื้อนไม่ติดจากคนสู่คน กลากติดต่อได้ทั้งจากคน สัตว์ และของใช้ร่วมกัน

  • ยาที่ใช้ — เกลื้อนใช้ยากลุ่มเอโซลชนิดทา แชมพูยา และยากินกลุ่มเอโซล ส่วนกลากใช้ได้ทั้งกลุ่มเอโซลและเทอร์บินาฟีน

  • ยาเทอร์บินาฟีนชนิดรับประทาน — ได้ผลดีกับกลาก แต่ ไม่ได้ผลกับเกลื้อน

ข้อสุดท้ายเป็นสาเหตุของความล้มเหลวที่พบบ่อย: คนไข้ได้รับยากินเทอร์บินาฟีนมาเพราะถูกวินิจฉัยว่าเป็นกลาก แล้วผื่นไม่ดีขึ้นเลย เพราะยาตัวนี้กระจายออกสู่ผิวหนังในรูปแบบที่ฆ่า Malassezia ไม่ได้

ดวงขาวที่เห็น ใช่เกลื้อนหรือด่างขาวกันแน่

นี่คือคำถามที่ทำให้คนไข้กังวลที่สุด เพราะด่างขาว (vitiligo) เป็นโรคเรื้อรังที่รักษายากกว่ามาก จุดแยกที่ใช้ได้จริง

  • สีของดวง — เกลื้อนขาวกว่าผิวเพียงเล็กน้อย ยังเห็นเนื้อสีจาง ๆ อยู่ ส่วนด่างขาวจะขาวสนิทเหมือนชอล์ก ไม่มีเม็ดสีเหลือเลย

  • ขุย — เกลื้อนมีขุยละเอียดเมื่อขูดเบา ๆ ด่างขาวไม่มีขุย ผิวเรียบปกติ นี่คือจุดแยกที่ใช้ได้ดีที่สุดด้วยตาเปล่า

  • ขอบของรอย — เกลื้อนขอบไม่คมมาก ไล่สีกับผิวรอบข้าง ด่างขาวขอบคมชัด บางครั้งขอบเข้มกว่าผิวปกติ

  • ตำแหน่งเด่น — เกลื้อนขึ้นที่หลัง อก คอ ไหล่ ด่างขาวมักขึ้นรอบปาก รอบตา มือ เท้า ข้อศอก เข่า และจุดที่เสียดสี

  • สีของขนบริเวณนั้น — เกลื้อนขนสีปกติ ด่างขาวขนอาจกลายเป็นสีขาว

  • การตอบสนองต่อยาฆ่าเชื้อรา — เกลื้อนขุยหายภายใน 2–4 สัปดาห์ ด่างขาวไม่เปลี่ยนแปลงเลย

อ่านการแยกโรคดวงขาวทั้งกลุ่มแบบละเอียดได้ที่ ผิวเป็นด่างขาวเล็ก ๆ ไม่คัน เกิดจากอะไร

โรคอื่นที่หน้าตาคล้ายเกลื้อน และสัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์

  • กลากน้ำนม (Pityriasis alba) — ดวงขาวจาง ๆ ขอบไม่ชัด ขุยแห้งละเอียด พบที่แก้มเด็กที่มีผิวแพ้ง่าย ไม่ใช่เชื้อรา

  • ผื่นกุหลาบ (Pityriasis rosea) — เริ่มด้วยดวงใหญ่หนึ่งดวงแล้วตามด้วยผื่นเล็กเรียงตามแนวซี่โครง หายเองใน 6–8 สัปดาห์

  • รอยด่างขาวหลังการอักเสบ (Post-inflammatory hypopigmentation) — ตามหลังผื่น แผล หรือการรักษา มีประวัติชัดเจน

  • สะเก็ดเงินชนิดหยดน้ำ (Guttate psoriasis) — ขุยหนาสีเงิน ขูดแล้วมีจุดเลือดออกเล็ก ๆ

  • 🔴 โรคเรื้อนระยะแรก (Indeterminate leprosy) — ดวงจางที่ ชาหรือรับความรู้สึกลดลง เหงื่อไม่ออกบริเวณนั้น หรือคลำได้เส้นประสาทโตใกล้ ๆ นี่คือสัญญาณที่ต้องพบแพทย์ ไม่ใช่ซื้อยาทาเอง

สัญญาณที่ไม่ควรรอ ได้แก่ ดวงที่ชา ดวงที่มีแผลหรือเลือดออก ผื่นที่กระจายทั่วตัวภายในไม่กี่วัน มีไข้ร่วมด้วย หรือเกิดในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

แพทย์วินิจฉัยเกลื้อนอย่างไร

  • การตรวจร่างกายและขูดขุย — แพทย์ใช้สไลด์ขูดผิวเบา ๆ เพื่อดู evoked scale sign ซึ่งช่วยยืนยันได้ทันทีในหลายราย

  • การตรวจ KOH (Potassium hydroxide preparation) — นำขุยมาหยดสารละลาย KOH แล้วส่องกล้องจุลทรรศน์ จะเห็นเส้นใยสั้น ๆ ปนกับสปอร์กลมเป็นกลุ่ม ลักษณะที่ตำราเรียกว่า "spaghetti and meatballs" เป็นการตรวจที่ยืนยันโรคได้ภายในไม่กี่นาทีและราคาไม่แพง

  • การส่องไฟวูด (Wood's lamp) — บริเวณที่มีเชื้ออาจเรืองแสงสีเหลืองทอง แต่พบเพียงราว 1 ใน 3 ของผู้ป่วย จึงใช้ยืนยันได้ แต่ไม่ใช้ตัดโรคออก

  • การเพาะเชื้อ — ไม่จำเป็นในทางปฏิบัติ เพราะ Malassezia ต้องใช้อาหารเลี้ยงเชื้อที่มีไขมันเป็นพิเศษ

จุดสำคัญคือ ไม่ต้องตัดชิ้นเนื้อ ในกรณีทั่วไป การวินิจฉัยเกลื้อนใช้ตาและกล้องจุลทรรศน์ก็เพียงพอ

ยาทารักษาเกลื้อน — ตัวยา ความเข้มข้น และระยะเวลาที่ใช้จริง

ยาทาเป็นการรักษาหลักของเกลื้อนเกือบทุกราย และเพียงพอสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ ตัวยาที่มีหลักฐานรองรับและใช้กันจริงในประเทศไทยแบ่งเป็นสองแนวทาง

กลุ่มที่ 1 — ยาที่ออกฤทธิ์ลอกขี้ไคลและยับยั้งเชื้อ (non-specific)

  • สารละลายโซเดียมไทโอซัลเฟต 20% (20% Sodium thiosulfate solution) — เป็นยาน้ำทาที่ใช้กันมานานและยังเป็นสูตรมาตรฐานในโรงพยาบาลรัฐของไทย ทาบริเวณที่เป็นวันละ 2 ครั้ง ต่อเนื่อง 2–4 สัปดาห์ ข้อดีคือราคาถูกและใช้กับพื้นที่กว้างได้ ข้อเสียคือกลิ่นฉุนคล้ายกำมะถันและอาจระคายเคืองผิวบาง

  • ซีลีเนียมซัลไฟด์ 2.5% ชนิดโลชันหรือแชมพู (2.5% Selenium sulfide) — ทาทิ้งไว้ 10 นาทีแล้วล้างออก วันละครั้ง ติดต่อกัน 7–14 วัน

  • ซิงค์ไพริไทออน 1–2% (Zinc pyrithione) — ใช้เป็นตัวเสริมและใช้ป้องกันได้ดี

กลุ่มที่ 2 — ยาฆ่าเชื้อราชนิดเอโซล (azole antifungals)

  • คีโตโคนาโซล 2% ชนิดแชมพูหรือครีม (Ketoconazole 2%) — เป็นตัวที่มีหลักฐานสนับสนุนมากที่สุดสำหรับเกลื้อน ชนิดแชมพูใช้วันละครั้ง 5–7 วัน หรือใช้ครั้งเดียวแล้วซ้ำอีกครั้งในอีก 1 สัปดาห์ ชนิดครีมทาวันละ 1–2 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์

  • โคลไตรมาโซล 1% (Clotrimazole 1% cream) — ทาวันละ 2 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์ เหมาะกับรอยโรคเล็กและจำกัดบริเวณ

  • ไมโคนาโซล 2% (Miconazole 2% cream) — ขนาดและระยะเวลาใกล้เคียงกับโคลไตรมาโซล

  • เทอร์บินาฟีน 1% ชนิดทา (Topical terbinafine) — ใช้ได้ผลในรูปแบบทา แต่ต้องย้ำว่า ชนิดรับประทานไม่ได้ผลกับเกลื้อน

หลักการใช้ยาทาที่ทำให้ต่างกันระหว่างหายกับไม่หาย

  1. ทาให้กว้างกว่ารอยที่เห็น อย่างน้อย 2 เซนติเมตรโดยรอบ เพราะเชื้อกระจายเกินขอบที่ตามองเห็นเสมอ

  2. ทาต่อให้ครบระยะ แม้ขุยจะหายในสัปดาห์แรก การหยุดยาที่สัปดาห์ที่ 1 คือสาเหตุการกลับเป็นซ้ำที่พบบ่อยที่สุด

  3. อย่าใช้ยาทาผสมสเตียรอยด์ ที่หาซื้อได้ทั่วไป สเตียรอยด์จะกดการอักเสบให้ดูดีขึ้นชั่วคราวแต่ทำให้เชื้อโตขึ้นและผื่นกลับมาแรงกว่าเดิม

รายละเอียดการเลือกยาทาเชื้อราแต่ละกลุ่มตามตำแหน่งของร่างกาย อ่านเพิ่มได้ที่ ยาทาเชื้อรา เลือกตัวยาไหน ทากี่สัปดาห์ถึงจะหายจริง

วิธีใช้แชมพูยาให้ได้ผลจริง — ขั้นตอนที่คนทำผิดกันมากที่สุด

แชมพูยาเป็นรูปแบบที่เหมาะที่สุดกับเกลื้อน เพราะเกลื้อนมักเป็นบริเวณกว้างจนทาครีมไม่ไหว แต่คนส่วนใหญ่ใช้เหมือนสบู่ คือฟอกแล้วล้างทันที ซึ่งทำให้ตัวยาแทบไม่ได้สัมผัสผิวนานพอ

  1. ทำผิวให้เปียกก่อน ด้วยน้ำอุ่นเล็กน้อย ไม่ต้องฟอกสบู่มาก่อน

  2. เทแชมพูยาลงบนฝ่ามือ แล้วทาลงบนผิวบริเวณที่เป็นโดยตรง — ไม่ใช่สระผมแล้วปล่อยให้ฟองไหลผ่านตัว

  3. ทาให้ครอบคลุมทั้งหลัง หน้าอก คอ ไหล่ ต้นแขน แม้จุดนั้นจะยังไม่เห็นผื่น เพราะเชื้ออยู่ทั่วโซนมัน

  4. ทิ้งไว้ 5 นาที สำหรับคีโตโคนาโซล 2% หรือ 10 นาที สำหรับซีลีเนียมซัลไฟด์ 2.5% จับเวลาจริง ไม่ใช่กะเอา

  5. ล้างออกให้สะอาด แล้วซับผิวให้แห้งสนิท โดยเฉพาะใต้ราวนมและซอกพับ

  6. ทำซ้ำตามที่แพทย์สั่ง โดยทั่วไปวันละครั้ง 5–7 วันในช่วงรักษา แล้วลดเหลือสัปดาห์ละ 1 ครั้งในช่วงป้องกัน

ข้อ 4 คือขั้นตอนที่ชี้ขาดระหว่าง "ใช้แล้วหาย" กับ "ใช้แล้วไม่เห็นผล" เพราะยากลุ่มนี้ต้องใช้เวลาสัมผัสผิวจึงจะซึมเข้าชั้นขี้ไคลได้

ยารับประทาน — ใช้เมื่อไร ขนาดเท่าไร และตัวไหนที่ใช้ไม่ได้

ยากินไม่ใช่ทางเลือกแรก แพทย์จะพิจารณาเมื่อเข้าเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง คือ เป็นบริเวณกว้างมากจนทายาไม่ทั่ว ทายาครบตามแผนแล้วไม่ดีขึ้น กลับเป็นซ้ำบ่อยหลายรอบต่อปี หรือผู้ป่วยมีข้อจำกัดที่ทำให้ทายาเองไม่ได้

  • ไอทราโคนาโซล (Itraconazole) — ขนาดที่ใช้บ่อยคือ 200 มิลลิกรัมต่อวัน นาน 5–7 วัน รับประทานพร้อมอาหารเพื่อให้ดูดซึมดีขึ้น

  • ฟลูโคนาโซล (Fluconazole) — ขนาดที่ใช้บ่อยคือ 300 มิลลิกรัม สัปดาห์ละครั้ง รวม 2 สัปดาห์

ตัวที่ต้องรู้ว่าใช้ไม่ได้

  • คีโตโคนาโซลชนิดรับประทาน — ไม่ใช้กับเกลื้อนอีกต่อไป เพราะความเสี่ยงต่อตับอักเสบรุนแรงมากกว่าประโยชน์ที่ได้ ขณะที่ชนิดทาและชนิดแชมพูยังปลอดภัยและใช้เป็นหลัก

  • เทอร์บินาฟีนชนิดรับประทาน — ไม่ได้ผลกับเกลื้อน แม้จะได้ผลดีมากกับกลากและเชื้อราที่เล็บ

สิ่งที่ต้องระวังเมื่อใช้ยากิน คือปฏิกิริยาระหว่างยา ยากลุ่มเอโซลรบกวนเอนไซม์ตับหลายชนิด จึงมีข้อควรระวังกับยาลดไขมันบางตัว ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ยาโรคหัวใจบางกลุ่ม และห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์ ด้วยเหตุนี้ การเลือกยากิน ขนาด และระยะเวลา จึงต้องเป็นการตัดสินใจของแพทย์หลังซักประวัติยาและโรคประจำตัวทั้งหมด ไม่ใช่สิ่งที่ซื้อมารับประทานเอง

อะไรบอกว่าการรักษาได้ผล และอะไรบอกว่าไม่ได้ผล

นี่คือจุดที่เข้าใจผิดกันมากที่สุด เพราะคนไข้ใช้ "สีผิว" เป็นตัวชี้วัด ทั้งที่ควรใช้ "ขุย"

สัญญาณว่าได้ผล

  • ขุยหายไปภายใน 2–3 สัปดาห์ ขูดแล้วไม่มีขุยร่วง

  • ไม่มีดวงใหม่เกิดเพิ่มหลังสัปดาห์ที่ 2

  • อาการคันลดลงจนหายไป

  • ผลตรวจ KOH ซ้ำไม่พบเชื้อ

สัญญาณว่ายังไม่ได้ผล — ควรกลับไปพบแพทย์

  • ยังขูดได้ขุยหลังทายาครบ 4 สัปดาห์

  • มีดวงใหม่เกิดขึ้นระหว่างการรักษา

  • ผื่นแดง แสบ คันมากขึ้นหลังทายา ซึ่งอาจเป็นผื่นแพ้สัมผัสจากตัวยา

  • เป็นซ้ำภายใน 1 เดือนหลังหยุดยา

สิ่งที่ไม่ใช่สัญญาณของความล้มเหลว คือรอยขาวหรือรอยน้ำตาลที่ยังอยู่ นั่นเป็นเรื่องของเม็ดสี ไม่ใช่เรื่องของเชื้อ

ทำไมรักษาแล้วดวงขาวยังไม่หายสักที

เพราะยาฆ่าเชื้อรา ฆ่าเชื้อได้ แต่ไม่ได้เติมเม็ดสีกลับ เมื่อเชื้อตาย เซลล์สร้างเม็ดสีต้องใช้เวลาฟื้นตัวและสร้างเม็ดสีใหม่ขึ้นมาทดแทน ระยะเวลาที่พบโดยทั่วไปคือ

  • ชนิดสีน้ำตาลหรือแดง จางลงเป็นปกติภายในราว 1–3 เดือน

  • ชนิดดวงขาว ใช้เวลานานกว่า ราว 1–6 เดือน และในบางรายที่เป็นมานานหลายปีอาจถึง 12 เดือน

สิ่งที่ช่วยให้สีกลับมาเร็วขึ้นคือการให้ผิวได้รับแสงแดดอ่อน ๆ ในช่วงเช้าอย่างสม่ำเสมอและปลอดภัย ร่วมกับการดูแลผิวไม่ให้แห้ง สิ่งที่ ไม่ช่วย และมักถูกซื้อมาใช้เองคือครีมผลัดเซลล์แรง ๆ ครีมที่โฆษณาว่าปรับสีผิว และการขัดถูบริเวณนั้น ซึ่งทำให้ระคายเคืองและทิ้งรอยไว้นานกว่าเดิม

หากพ้น 6 เดือนแล้วรอยขาวยังไม่จางเลยและขูดไม่มีขุยแล้ว ควรพบแพทย์เพื่อทบทวนการวินิจฉัยอีกครั้ง

ทำไมเกลื้อนกลับมาเป็นซ้ำ และแผนป้องกันตลอดปี

เกลื้อนกลับเป็นซ้ำได้สูงมาก — ข้อมูลจากการติดตามผู้ป่วยพบอัตราการเป็นซ้ำราว 60–80% ภายใน 2 ปีหากไม่มีการป้องกันต่อเนื่อง เหตุผลตรงไปตรงมาคือ เชื้อตัวนี้อยู่บนผิวเราตลอดชีวิต การรักษาเป็นการลดจำนวนลงให้กลับสู่สมดุล ไม่ใช่การกำจัดให้หมดไป

  • ระหว่างรักษา สัปดาห์ที่ 1–4 — ใช้ยาทาหรือแชมพูยาตามแผนจนครบ ไม่หยุดเมื่อขุยหาย

  • หลังหาย เดือนที่ 1–6 — ใช้แชมพูยาคีโตโคนาโซล 2% หรือซีลีเนียมซัลไฟด์ 2.5% สัปดาห์ละ 1 ครั้ง

  • ช่วงหน้าร้อนและหน้าฝนของทุกปี — เพิ่มเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้งในเดือนที่เหงื่อออกมาก

  • ทุกวัน — อาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อทันทีหลังเหงื่อออก ซับผิวให้แห้งสนิท เลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศ

  • สิ่งที่ควรเลี่ยง — ครีมและออยล์เนื้อหนักบนหลังและหน้าอก เพราะไขมันคืออาหารของเชื้อโดยตรง

สำหรับผู้ที่เป็นซ้ำมากกว่า 2–3 ครั้งต่อปี แพทย์อาจพิจารณาแผนป้องกันด้วยยาเฉพาะราย ซึ่งต้องชั่งน้ำหนักกับผลข้างเคียงและโรคประจำตัวเป็นรายบุคคล

เกลื้อนติดต่อไหม เกี่ยวกับความสะอาดหรือเปล่า

ไม่ติดต่อจากคนสู่คนในทางปฏิบัติ เพราะเชื้อที่ก่อโรคเป็นเชื้อประจำถิ่นที่อยู่บนผิวของทุกคนอยู่แล้ว การนอนเตียงเดียวกัน ใช้ห้องน้ำร่วมกัน ว่ายน้ำสระเดียวกัน หรือกอดกัน ไม่ทำให้เกิดเกลื้อน สิ่งที่ทำให้คนในบ้านเป็นพร้อมกันคือการอยู่ในสภาพอากาศเดียวกันและมีลักษณะผิวคล้ายกัน

และไม่เกี่ยวกับการไม่รักษาความสะอาด คนที่อาบน้ำวันละสามครั้งก็เป็นเกลื้อนได้ ถ้าเหงื่อออกมากและผิวมัน ในทางกลับกัน การขัดถูผิวแรง ๆ เพื่อ "ทำความสะอาด" กลับทำให้ผิวอักเสบและรอยอยู่นานขึ้น

การซักเสื้อผ้าและผ้าเช็ดตัวด้วยน้ำร้อนและตากแดดเป็นเรื่องที่ควรทำเพื่อสุขอนามัยทั่วไปและลดความอับชื้น แต่ไม่ใช่การรักษา และไม่ใช่การป้องกันการติดต่อ เพราะไม่มีการติดต่อให้ป้องกัน

ควรพบแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเมื่อไร

  • ซื้อยาทาใช้เองครบ 4 สัปดาห์แล้วยังมีขุยและดวงใหม่

  • แยกไม่ออกว่าเป็นเกลื้อนหรือด่างขาว โดยเฉพาะเมื่อดวงขาวสนิทและไม่มีขุย

  • 🔴 ดวงที่ผิวหนัง ชาหรือรับความรู้สึกลดลง

  • เป็นซ้ำมากกว่า 2–3 ครั้งต่อปี จนรบกวนคุณภาพชีวิต

  • เป็นบริเวณกว้างมาก หรือขึ้นที่ใบหน้าและกังวลเรื่องรอย

  • มีโรคประจำตัวที่ทำให้ภูมิคุ้มกันต่ำ เบาหวานที่คุมไม่ดี หรือกำลังใช้ยากดภูมิคุ้มกัน

  • ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องยาที่ใช้ได้

  • เป็นในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี

อ่านภาพรวมของโรคติดเชื้อราและโรคติดเชื้อทางผิวหนังทั้งกลุ่มได้ที่ เชื้อราและโรคติดเชื้อทางผิวหนัง และดูหัวข้อโรคผิวหนังทั้งหมดได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง

สรุปสั้น ๆ

  • เกลื้อนไม่ใช่เชื้อจากภายนอกและไม่ติดต่อ เป็นยีสต์ Malassezia ที่อยู่บนผิวเราอยู่แล้ว แล้วเพิ่มจำนวนเมื่อร้อน ชื้น และมัน

  • จุดแยกจากด่างขาวที่ใช้ได้ด้วยตาเปล่าคือขุย ขูดเบา ๆ แล้วมีขุยละเอียดร่วง คือเกลื้อน ถ้าขาวสนิทและผิวเรียบไม่มีขุย ต้องให้แพทย์ตรวจ

  • ยาหลักคือยาทาและแชมพูยา โซเดียมไทโอซัลเฟต 20% วันละ 2 ครั้ง 2–4 สัปดาห์ หรือคีโตโคนาโซล 2% โดยแชมพูต้อง ทิ้งไว้ 5 นาทีก่อนล้าง ไม่ใช่ฟอกแล้วล้างทันที

  • ยากินใช้เฉพาะรายที่เป็นกว้างหรือเป็นซ้ำ และเป็นการตัดสินใจของแพทย์ ส่วนเทอร์บินาฟีนชนิดกินกับคีโตโคนาโซลชนิดกิน ใช้ไม่ได้กับโรคนี้

  • รอยขาวที่ค้างอยู่ไม่ใช่เชื้อที่ยังไม่หาย ใช้เวลาฟื้นสี 1–6 เดือน ตัวชี้วัดความสำเร็จคือขุยหาย ไม่ใช่สีกลับ

  • สิ่งที่ต้องทำหลังหายคือป้องกัน ใช้แชมพูยาสัปดาห์ละครั้ง เพราะโอกาสเป็นซ้ำสูงถึง 60–80% ใน 2 ปีถ้าไม่ป้องกัน

  • สัญญาณที่ต้องพบแพทย์ทันทีคือดวงที่ชา เพราะนั่นไม่ใช่เกลื้อน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับเกลื้อน

เกลื้อนหายเองได้ไหม ถ้าไม่ทายา

โดยทั่วไปไม่หายเองครับ เพราะปัจจัยที่ทำให้เชื้อโตคืออากาศร้อนชื้น เหงื่อ และความมันของผิว ซึ่งยังอยู่ตลอดเวลาในบ้านเรา ผื่นอาจดูจางลงในช่วงอากาศเย็นหรือช่วงที่เหงื่อออกน้อย แล้วกลับมาชัดอีกครั้งเมื่อเข้าหน้าร้อน ที่สำคัญคือปล่อยไว้นานจะทำให้พื้นที่ที่เม็ดสีเสียหายกว้างขึ้น และใช้เวลาฟื้นสีผิวนานขึ้นตามไปด้วย การรักษาด้วยยาทาหรือแชมพูยาใช้เวลาเพียง 2–4 สัปดาห์และราคาไม่แพง จึงไม่มีเหตุผลที่จะรอให้หายเอง

วิธีรักษาเกลื้อน หายเร็วที่สุด ทำยังไง

วิธีที่เร็วที่สุดในทางปฏิบัติคือใช้แชมพูยาคีโตโคนาโซล 2% ทาบนผิวที่เปียกให้ทั่วทั้งหลัง หน้าอก คอ และไหล่ ทิ้งไว้ 5 นาทีแล้วล้างออก ทำวันละครั้งติดต่อกัน 5–7 วัน ร่วมกับทายาฆ่าเชื้อราชนิดครีมเฉพาะจุดที่เป็นหนา ๆ สิ่งที่ทำให้ช้าไม่ใช่ตัวยา แต่คือการทาแคบเกินรอยที่เห็น การล้างออกเร็ว และการหยุดยาทันทีที่ขุยหาย ส่วนยากินแม้จะใช้เวลาสั้นกว่า แต่ไม่ได้ทำให้ "สีผิวกลับเร็วขึ้น" และมีข้อควรระวังเรื่องตับกับปฏิกิริยาระหว่างยา จึงต้องให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน

เกลื้อนติดต่อไหม นอนเตียงเดียวกันติดกันหรือเปล่า

ไม่ติดครับ เชื้อที่ทำให้เกิดเกลื้อนเป็นยีสต์ที่อาศัยอยู่บนผิวหนังของคนปกติทุกคนอยู่แล้ว ไม่ใช่เชื้อที่รับมาจากคนอื่น การนอนเตียงเดียวกัน ใช้ผ้าเช็ดตัวร่วมกัน ว่ายน้ำสระเดียวกัน หรือสัมผัสกันโดยตรง จึงไม่ทำให้เป็นเกลื้อน เหตุผลที่คนในบ้านเดียวกันเป็นพร้อมกันบ่อย ๆ คือทุกคนอยู่ในอากาศร้อนชื้นเหมือนกัน และมักมีลักษณะผิวมันคล้ายกันตามพันธุกรรม ไม่ต้องแยกของใช้และไม่ต้องกังวลว่าจะแพร่ให้ลูกหรือคู่ครอง

รักษาหายแล้ว ทำไมยังเป็นดวงขาวอยู่ กี่เดือนถึงหาย

เพราะยาฆ่าเชื้อราทำหน้าที่กำจัดเชื้อ ไม่ได้เติมเม็ดสีกลับคืน เมื่อเชื้อตายแล้ว เซลล์สร้างเม็ดสีที่ถูกกดการทำงานไว้ต้องใช้เวลาฟื้นตัว โดยทั่วไปดวงสีน้ำตาลจะจางเป็นปกติใน 1–3 เดือน ส่วนดวงขาวใช้เวลาราว 1–6 เดือน และรายที่เป็นมานานหลายปีอาจถึงหนึ่งปี ตัวชี้วัดว่าโรคหายแล้วคือขูดผิวไม่มีขุยและไม่มีดวงใหม่เพิ่ม ไม่ใช่สีผิวที่เท่ากัน ระหว่างรอ ควรเลี่ยงการขัดถูและครีมผลัดผิวแรง ๆ เพราะทำให้ระคายเคืองและรอยอยู่นานขึ้น

เกลื้อนกับกลาก ต่างกันยังไง ดูเองได้ไหม

ดูเองได้พอสมควรครับ กลากจะเป็นวงแหวนที่ขอบนูนแดงชัด ตรงกลางจางลง คันชัดเจน และชอบขึ้นที่ขาหนีบ ลำตัว หรือง่ามเท้า ส่วนเกลื้อนจะเป็นดวงหลายสีขอบไม่นูน มีขุยละเอียดคล้ายผงแป้ง คันน้อยหรือไม่คัน และชอบขึ้นที่หลัง อก คอ ไหล่ ความต่างที่สำคัญกว่าหน้าตาคือยาที่ใช้ โดยเฉพาะยาเทอร์บินาฟีนชนิดรับประทานซึ่งได้ผลดีกับกลากแต่ไม่ได้ผลกับเกลื้อนเลย หากทายามาแล้ว 3–4 สัปดาห์โดยไม่ดีขึ้น ควรให้แพทย์ขูดตรวจ KOH เพื่อยืนยันว่าเป็นเชื้อชนิดใด

เกลื้อนแดด คืออะไร ทำไมยิ่งออกแดดยิ่งเห็นชัด

"เกลื้อนแดด" ไม่ใช่โรคคนละชนิดกับเกลื้อน แต่เป็นคำที่คนไทยใช้เรียกเกลื้อนชนิดดวงขาวที่เห็นชัดขึ้นหลังตากแดด สาเหตุคือผิวปกติรอบ ๆ สร้างเม็ดสีเพิ่มขึ้นเมื่อโดนแสงแดด ส่วนผิวที่มีเชื้ออยู่ถูกยับยั้งไม่ให้สร้างเม็ดสี ความต่างของสีจึงเด่นขึ้น ไม่ได้แปลว่าแดดทำให้เชื้อลุกลาม การรักษาเหมือนเกลื้อนทั่วไป และหลังเชื้อหายแล้ว การโดนแสงแดดอ่อน ๆ อย่างสม่ำเสมอกลับช่วยให้เม็ดสีฟื้นกลับเร็วขึ้น ส่วนการตากแดดจัดเป็นเวลานานไม่ช่วยและเพิ่มความเสี่ยงอื่นแทน

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 13 กันยายน 2569

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ