top of page

ปากเจ่อ เกิดจากอะไร ปากบวมแบบไหนอันตราย วิธีแยกและการรักษา

29 ส.ค.
ยาว 3 นาที



ตื่นเช้ามาส่องกระจกแล้วเจอริมฝีปากบวมเป่งข้างเดียว ทั้งที่เมื่อคืนยังปกติดี ไม่ได้โดนอะไรกระแทก ไม่ได้กินอะไรแปลก คำถามแรกที่ผุดขึ้นมาคือ นี่มันเกิดจากอะไร และต้องรีบไปโรงพยาบาลไหม

อาการที่คนไทยเรียกกันว่า "ปากเจ่อ" ในทางการแพทย์ส่วนใหญ่คือภาวะที่เรียกว่า แองจีโออีดีมา (Angioedema) คือการบวมของผิวหนังชั้นลึกและชั้นใต้เยื่อบุ ต่างจากผื่นบวมทั่วไปตรงที่มันเกิดลึกกว่า จึงบวมเป็นก้อนหนา ๆ ไม่ค่อยคัน และมักไม่แดงจัด ริมฝีปากเป็นตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุดตำแหน่งหนึ่ง เพราะเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังบริเวณนี้หลวมและมีหลอดเลือดมาก น้ำจึงรั่วออกมาสะสมได้ง่าย

สิ่งที่บทความส่วนใหญ่บนอินเทอร์เน็ตไม่ได้บอกคือ ปากบวมไม่ได้มีสาเหตุเดียว และที่สำคัญกว่านั้น ปากบวมบางแบบตอบสนองต่อยาแก้แพ้ บางแบบไม่ตอบสนองเลย ถ้าแยกไม่ออกก็จะกินยาผิดกลุ่มไปเรื่อย ๆ โดยที่ต้นเหตุยังอยู่ บทความนี้เรียงตามที่แพทย์ใช้จริงในห้องตรวจ คือดูความเร่งด่วนก่อน แล้วค่อยไล่หาสาเหตุ

สัญญาณอันตรายที่ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที

ขอเริ่มด้วยข้อนี้ก่อน เพราะเป็นข้อเดียวที่รอไม่ได้

ริมฝีปากที่บวมอย่างเดียวมักไม่อันตราย แต่ถ้าการบวมลามเข้าไปถึงลิ้น เพดานอ่อน หรือกล่องเสียง ทางเดินหายใจจะแคบลงและอุดตันได้ภายในเวลาไม่กี่นาที ให้โทรเรียกรถพยาบาลหรือไปห้องฉุกเฉินทันที เมื่อมีข้อใดข้อหนึ่งต่อไปนี้

  • หายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอก หรือหายใจมีเสียงหวีด

  • เสียงแหบ พูดเปลี่ยนเสียง หรือรู้สึกมีอะไรจุกในคอ

  • กลืนลำบาก กลืนน้ำลายไม่ลง หรือน้ำลายไหล

  • ลิ้นบวม หรือรู้สึกลิ้นใหญ่จนเต็มปาก

  • หน้ามืด เป็นลม ใจสั่น หรือความดันตก

  • บวมลามเร็วมากภายในไม่กี่นาที ร่วมกับผื่นลมพิษทั้งตัว อาเจียน หรือปวดท้องรุนแรง

ชุดอาการสองข้อสุดท้ายคือภาวะแพ้รุนแรงเฉียบพลัน (anaphylaxis) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน การรอดูอาการที่บ้านหรือรอให้ยาแก้แพ้ออกฤทธิ์ในสถานการณ์นี้เป็นอันตราย ถ้าเคยได้รับการวินิจฉัยว่าแพ้รุนแรงและมีปากกาฉีดอะดรีนาลีนติดตัว ให้ใช้ตามที่แพทย์สอนแล้วไปโรงพยาบาลทุกครั้ง แม้อาการจะดูดีขึ้นแล้วก็ตาม เพราะอาการสามารถกลับมาซ้ำได้ในไม่กี่ชั่วโมง

ถ้าไม่มีข้อใดข้างต้น อาการมักรอประเมินแบบไม่ฉุกเฉินได้ และให้อ่านต่อเพื่อหาสาเหตุ

ปากเจ่อ คืออะไร ต่างจากปากบวมทั่วไปอย่างไร

คำว่าปากบวมครอบคลุมหลายอย่างที่ต่างกันมาก การแยกให้ออกตั้งแต่แรกช่วยประหยัดเวลาได้เยอะ

แองจีโออีดีมา คือการบวมของชั้นลึก ลักษณะเด่นคือบวมเป็นก้อนหนา ขอบไม่ชัด กดแล้วไม่บุ๋ม มักเป็นข้างเดียวหรือไม่สมมาตร รู้สึกตึงหรือแสบมากกว่าคัน และมักเกิดขึ้นค่อนข้างเร็ว

ลมพิษ (urticaria) คือการบวมของชั้นตื้นกว่า เห็นเป็นผื่นนูนแดงขอบชัด คันมาก และแต่ละเม็ดยุบเองใน 24 ชั่วโมง ทั้งสองอย่างนี้เกิดร่วมกันได้บ่อย

ปากบวมจากการอักเสบของริมฝีปากโดยตรง (cheilitis) มักมีผิวลอก แตก เป็นสะเก็ด หรือแดงเป็นแนวชัดตามขอบริมฝีปาก

ปากบวมจากการบาดเจ็บหรือติดเชื้อ มักเจ็บชัดเจน กดเจ็บ อาจมีรอยช้ำ แผล หรือหนอง และมีประวัติที่อธิบายได้

หลักง่าย ๆ คือ ถ้าบวมหนาแน่น ไม่ค่อยคัน กดไม่บุ๋ม และไม่มีแผล ให้คิดถึงแองจีโออีดีมาไว้ก่อน

กลไกสองแบบที่ทำให้ปากบวม และเหตุผลที่ต้องรู้

นี่คือหัวใจของบทความ และเป็นเรื่องที่แทบไม่มีใครเขียนถึง

แองจีโออีดีมาเกิดได้จากสารสองตัวที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง

แบบที่หนึ่ง เกิดจากฮีสตามีน มาจากเซลล์มาสต์ที่ถูกกระตุ้น เช่น แพ้อาหาร แพ้ยาบางกลุ่ม แพ้แมลงต่อย มักมีลมพิษและอาการคันร่วมด้วย เกิดเร็วภายในไม่กี่นาทีถึงสองชั่วโมงหลังสัมผัสสิ่งกระตุ้น และ ตอบสนองต่อยาแก้แพ้และสเตียรอยด์

แบบที่สอง เกิดจากแบรดีไคนิน ไม่เกี่ยวกับภูมิแพ้เลย พบในผู้ที่ใช้ยาลดความดันกลุ่มยับยั้งเอซีอี และในโรคแองจีโออีดีมาทางพันธุกรรม ลักษณะเด่นคือ ไม่มีลมพิษ ไม่คัน ค่อย ๆ บวมขึ้นในหลายชั่วโมง อยู่นาน 2 ถึง 5 วัน และ ไม่ตอบสนองต่อยาแก้แพ้หรือสเตียรอยด์เลย

ความสำคัญคือ ถ้าเป็นแบบที่สองแล้วรักษาแบบที่หนึ่ง จะดูเหมือนยาไม่ได้ผลและอาการยืดเยื้อ ในขณะที่การรักษาที่ถูกต้องคือการหยุดสิ่งกระตุ้นและใช้ยาเฉพาะกลุ่ม ซึ่งต้องให้แพทย์เป็นผู้ประเมิน

สาเหตุที่ 1 แพ้อาหาร

เป็นสาเหตุที่คนนึกถึงเป็นอันดับแรก และก็พบบ่อยจริงในกลุ่มที่บวมแบบเฉียบพลัน

อาหารที่เป็นต้นเหตุบ่อยในคนไทยได้แก่ กุ้ง ปู หอย ปลาหมึก ถั่วลิสง ถั่วเปลือกแข็ง ไข่ นมวัว และแป้งสาลี ลักษณะที่ช่วยยืนยันคือ อาการเกิดภายในไม่กี่นาทีถึงสองชั่วโมงหลังกิน มักมีลมพิษ คันปาก คันคอ หรือคลื่นไส้ร่วมด้วย และเกิดซ้ำทุกครั้งที่กินอาหารตัวเดิม

มีอีกรูปแบบหนึ่งที่คนมักไม่ทราบ คือกลุ่มอาการแพ้ผลไม้และผักสดในคนที่แพ้เกสร ผู้ป่วยจะคันปากและปากบวมเล็กน้อยเมื่อกินผลไม้สดบางชนิด แต่กินแบบปรุงสุกแล้วไม่เป็น เพราะโปรตีนที่ก่อภูมิแพ้ถูกทำลายด้วยความร้อน

สิ่งที่ควรทำ จดบันทึกว่ากินอะไรก่อนเกิดอาการทุกครั้ง เพราะการหาความเชื่อมโยงจากหลายเหตุการณ์แม่นยำกว่าการเดาจากครั้งเดียว และการตรวจภูมิแพ้แบบเหวี่ยงแหโดยไม่มีประวัติรองรับมักได้ผลบวกลวงที่ทำให้ต้องงดอาหารโดยไม่จำเป็น

สาเหตุที่ 2 แพ้ยา โดยเฉพาะยาลดความดันและยาแก้ปวด

นี่คือสาเหตุที่ถูกมองข้ามมากที่สุด และเป็นเหตุผลที่หลายคนรักษาไม่หายสักที

ยากลุ่มยับยั้งเอซีอี ที่ใช้รักษาความดันโลหิตสูงอย่างแพร่หลาย เช่น อีนาลาพริล ลิซิโนพริล และแรมิพริล ทำให้เกิดปากบวมได้ผ่านกลไกแบรดีไคนิน จุดที่ทำให้คนไข้และแพทย์พลาดกันบ่อยคือ อาการอาจเริ่มหลังใช้ยามาแล้วหลายเดือนหรือเป็นปี ไม่ใช่เฉพาะตอนเพิ่งเริ่มยา คนไข้จึงมักตัดยาตัวนี้ออกจากความสงสัยเพราะ "กินมานานแล้วไม่เคยเป็น" ลักษณะเด่นคือบวมโดยไม่มีลมพิษ ไม่คัน และกินยาแก้แพ้แล้วไม่ดีขึ้น

ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด เช่น ไอบูโพรเฟน แอสไพริน และไดโคลฟีแนค เป็นอีกกลุ่มที่พบบ่อย มักทำให้ปากบวมร่วมกับลมพิษ และบางรายมีอาการหอบร่วมด้วย

ยาปฏิชีวนะ โดยเฉพาะกลุ่มเพนิซิลลินและซัลฟา ก็ทำให้เกิดได้เช่นกัน

ข้อควรระวังที่สำคัญมาก อย่าหยุดยาความดันหรือยาโรคประจำตัวเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ การหยุดยาความดันกะทันหันมีความเสี่ยงในตัวมันเอง สิ่งที่ควรทำคือจดชื่อยาทั้งหมดที่ใช้อยู่ แล้วรีบปรึกษาแพทย์ผู้สั่งยาเพื่อพิจารณาเปลี่ยนเป็นยากลุ่มอื่นที่ปลอดภัยกว่า

สาเหตุที่ 3 ลมพิษที่มาพร้อมกับปากบวม

ผู้ที่เป็นลมพิษประมาณครึ่งหนึ่งมีอาการบวมชั้นลึกร่วมด้วย และริมฝีปากกับเปลือกตาคือตำแหน่งที่พบบ่อยที่สุด

ถ้ามีผื่นนูนคันขึ้นตามตัวร่วมกับปากบวม ให้คิดถึงกลุ่มนี้ก่อน สาเหตุกระตุ้นที่พบบ่อยได้แก่ การติดเชื้อไวรัส ยา อาหาร ความร้อน ความเย็น แรงกด และความเครียด

ถ้าเป็นซ้ำ ๆ ต่อเนื่องเกิน 6 สัปดาห์ จะเรียกว่าลมพิษเรื้อรัง ซึ่งส่วนใหญ่หาสาเหตุกระตุ้นที่ชัดเจนไม่พบ และไม่ได้แปลว่าเป็นโรคร้ายแรง แต่ควรพบแพทย์เพื่อวางแผนการรักษาระยะยาว เพราะการควบคุมอาการทำได้ดีถ้าใช้ยาถูกวิธี

สาเหตุที่ 4 แพ้สัมผัสจากลิปสติก ยาสีฟัน และน้ำยาบ้วนปาก

กลุ่มนี้ต่างจากที่ผ่านมาตรงที่ต้นเหตุอยู่ที่ของที่ทาหรือสัมผัสริมฝีปากโดยตรง

เบาะแสที่ช่วยแยกคือ อาการจำกัดอยู่ที่ริมฝีปากและผิวรอบปากเป็นแนวค่อนข้างชัด มักมีผิวลอก แห้ง แตก หรือแสบร่วมด้วย และค่อย ๆ เป็นมากขึ้นเมื่อใช้ผลิตภัณฑ์นั้นต่อเนื่อง ไม่ใช่บวมพรึบทันที

สารที่พบเป็นต้นเหตุบ่อยได้แก่ น้ำหอมและสารแต่งกลิ่นในลิปมัน สารกันเสีย นิกเกิลในเครื่องสำอาง สารโซเดียมลอริลซัลเฟตและสารแต่งรสมินต์หรืออบเชยในยาสีฟันและน้ำยาบ้วนปาก รวมถึงยาทาริมฝีปากบางชนิด

วิธีตรวจสอบเบื้องต้น หยุดใช้ผลิตภัณฑ์ที่สงสัยทั้งหมด แล้วใช้เพียงวาสลีนหรือลิปบาล์มสูตรไม่มีน้ำหอมประมาณ 2 สัปดาห์ ถ้าดีขึ้นชัดเจนก็สนับสนุนกลุ่มนี้ ในรายที่เป็นซ้ำและหาต้นเหตุไม่ได้ แพทย์อาจพิจารณาทำการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังแบบแปะ

สาเหตุที่ 5 การติดเชื้อ เริม แบคทีเรีย และฝีที่ริมฝีปาก

ปากบวมจากการติดเชื้อมีลักษณะที่ต่างออกไปชัดเจน คือ เจ็บนำมาก่อนหรือเจ็บเด่นกว่าอาการบวม และมักไม่สมมาตร

เริมที่ปาก เริ่มด้วยอาการแสบ ๆ คัน ๆ นำมาก่อน 1 ถึง 2 วัน แล้วจึงขึ้นเป็นกลุ่มตุ่มน้ำใสเล็ก ๆ บนฐานแดง ก่อนแตกเป็นแผลตกสะเก็ด มักเป็นซ้ำที่ตำแหน่งเดิม

การติดเชื้อแบคทีเรียของผิวหนัง ทำให้บวมแดงร้อนกดเจ็บ ขอบไม่ชัด และอาจมีไข้ ถ้าเป็นบริเวณรอบจมูกและริมฝีปากบนต้องระวังเป็นพิเศษ เพราะเป็นบริเวณที่การติดเชื้อลามเข้าสู่หลอดเลือดในกะโหลกได้ ควรพบแพทย์ ไม่ควรบีบหรือแกะเอง

ฝีจากฟันหรือรากฟันอักเสบ ทำให้แก้มและริมฝีปากบวมได้ มักมีอาการปวดฟันนำมาก่อน กลุ่มนี้ต้องรักษาที่ต้นเหตุคือฟัน

สาเหตุที่ 6 การกระแทกและการบาดเจ็บ

กลุ่มนี้วินิจฉัยง่ายที่สุดเพราะมีประวัติชัดเจน เช่น ถูกกระแทก กัดริมฝีปากตัวเอง จัดฟันแล้วลวดบาด หรือทำหัตถการบริเวณช่องปาก

ลักษณะคือบวมเฉพาะจุดที่บาดเจ็บ อาจมีรอยช้ำหรือแผล เจ็บชัดเจน และดีขึ้นเรื่อย ๆ ในไม่กี่วัน การประคบเย็นใน 24 ชั่วโมงแรกช่วยลดบวมได้ดี ถ้าบวมมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังผ่านไปสองสามวัน มีหนอง หรือมีไข้ ให้คิดถึงการติดเชื้อแทรกซ้อนและควรพบแพทย์

สาเหตุที่ 7 ปากบวมเรื้อรังที่ไม่ยุบ

ถ้าริมฝีปากบวมต่อเนื่องเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนโดยไม่ยุบกลับมาเป็นปกติเลย นั่นไม่ใช่แองจีโออีดีมาแบบทั่วไป และต้องคิดถึงกลุ่มโรคอื่น

ภาวะริมฝีปากบวมเรื้อรังชนิดมีการอักเสบแบบแกรนูโลมา (granulomatous cheilitis) เป็นการบวมที่ค่อย ๆ เป็นมากขึ้น แข็งขึ้น กดไม่บุ๋ม และไม่ยุบเอง บางรายสัมพันธ์กับโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังหรือโรคซาร์คอยด์

ภาวะบวมน้ำเหลืองเรื้อรัง หลังการติดเชื้อซ้ำ ๆ หรือหลังการผ่าตัดบริเวณใบหน้า

กลุ่มนี้จำเป็นต้องได้รับการตรวจโดยแพทย์และมักต้องตัดชิ้นเนื้อเพื่อวินิจฉัย การรอดูอาการต่อไปเรื่อย ๆ ไม่ช่วยอะไร

ปากเจ่อจากกรรมพันธุ์ พบได้ไหม

พบได้ แต่ไม่บ่อย โรคแองจีโออีดีมาทางพันธุกรรมเกิดจากความผิดปกติของโปรตีนที่ควบคุมระบบแบรดีไคนิน

ลักษณะที่ควรทำให้นึกถึงคือ

  • เริ่มมีอาการตั้งแต่วัยเด็กหรือวัยรุ่น และเป็นซ้ำ ๆ ตลอดชีวิต

  • ไม่มีลมพิษและไม่คันเลย

  • ยาแก้แพ้และสเตียรอยด์ไม่ได้ผล

  • มีอาการปวดท้องรุนแรงเป็นพัก ๆ โดยหาสาเหตุไม่พบ ซึ่งเกิดจากผนังลำไส้บวม

  • มีคนในครอบครัวมีอาการคล้ายกัน

  • มักถูกกระตุ้นด้วยการทำฟัน การผ่าตัด หรือการบาดเจ็บ

ถ้ามีลักษณะเหล่านี้ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเลือดดูระดับและการทำงานของโปรตีนดังกล่าว เพราะการวินิจฉัยที่ถูกต้องเปลี่ยนแนวทางการรักษาทั้งหมด และมีความสำคัญมากในการวางแผนก่อนทำหัตถการ

ตารางแยกโรค ปากเจ่อแต่ละแบบดูอย่างไร

อ่านเทียบทีละบรรทัดโดยดูที่ความเร็วในการเกิด อาการคัน และการตอบสนองต่อยา

  • แพ้อาหารหรือแพ้ยาแบบเฉียบพลัน เกิดในไม่กี่นาทีถึง 2 ชั่วโมง มีลมพิษและคัน ยุบใน 1 ถึง 3 วัน ยาแก้แพ้ได้ผล

  • ยาลดความดันกลุ่มยับยั้งเอซีอี ค่อย ๆ บวมในหลายชั่วโมง ไม่มีลมพิษ ไม่คัน อยู่ 2 ถึง 5 วัน ยาแก้แพ้ไม่ได้ผล

  • ลมพิษเรื้อรัง เป็น ๆ หาย ๆ มีผื่นนูนคันร่วม แต่ละเม็ดยุบใน 24 ชั่วโมง ยาแก้แพ้มักได้ผล

  • แพ้สัมผัส ค่อยเป็นค่อยไป จำกัดที่ริมฝีปาก มีลอกแตกแสบ ดีขึ้นเมื่อหยุดผลิตภัณฑ์

  • ติดเชื้อ เจ็บเด่น อาจมีตุ่มน้ำ หนอง หรือไข้ ไม่สมมาตร ต้องรักษาการติดเชื้อ

  • บาดเจ็บ มีประวัติชัด บวมเฉพาะจุด ดีขึ้นเองในไม่กี่วัน

  • บวมเรื้อรังไม่ยุบ เป็นสัปดาห์ถึงเดือน แข็ง กดไม่บุ๋ม ต้องตรวจเพิ่มและมักต้องตัดชิ้นเนื้อ

  • กรรมพันธุ์ เป็นตั้งแต่เด็ก ไม่คัน ไม่มีลมพิษ ยาแก้แพ้ไม่ได้ผล มีปวดท้องเป็นพัก ๆ และมีประวัติครอบครัว

ปากเจ่อกี่วันหาย และแบบไหนที่ไม่ควรรอ

  • ภายในไม่กี่ชั่วโมงถึง 1 ถึง 3 วัน เป็นระยะเวลาปกติของกลุ่มที่เกิดจากฮีสตามีน เช่น แพ้อาหารและลมพิษ

  • 2 ถึง 5 วัน เป็นระยะเวลาปกติของกลุ่มแบรดีไคนิน เช่น จากยาลดความดัน ซึ่งจะค่อย ๆ ยุบเองแม้ไม่ได้ยาแก้แพ้

  • เกิน 1 สัปดาห์และยังไม่ยุบเลย ไม่ควรรอต่อ ให้พบแพทย์เพื่อหาสาเหตุกลุ่มเรื้อรัง

  • เป็นซ้ำมากกว่า 2 ถึง 3 ครั้ง ควรพบแพทย์แม้แต่ละครั้งจะหายเอง เพราะการหาสิ่งกระตุ้นให้เจอคือสิ่งที่ป้องกันครั้งต่อไปได้

  • ไม่ต้องรอเลย ถ้ามีอาการทางเดินหายใจหรือกลืนลำบากตามหัวข้อแรก

วิธีดูแลตัวเองที่บ้านอย่างปลอดภัย

สิ่งที่ช่วยได้

  • ประคบเย็นบริเวณริมฝีปากครั้งละ 10 ถึง 15 นาที ช่วยลดบวมและบรรเทาอาการแสบ

  • หยุดสิ่งที่สงสัยว่าเป็นตัวกระตุ้นทันที ทั้งอาหาร เครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ในช่องปาก

  • ถ่ายรูปอาการไว้ทุกครั้งพร้อมบันทึกวันเวลา สิ่งที่กินและใช้ก่อนหน้า ข้อมูลชุดนี้มีค่ามากในห้องตรวจ เพราะเวลาไปพบแพทย์อาการมักยุบไปแล้ว

  • ทาวาสลีนบาง ๆ เพื่อลดการแห้งแตกระหว่างที่ผิวกำลังฟื้น

  • ถ้ามีปากกาฉีดอะดรีนาลีนที่แพทย์สั่งไว้ ให้พกติดตัวเสมอและตรวจวันหมดอายุ

สิ่งที่ไม่ควรทำ

  • ไม่ควรหยุดยาโรคประจำตัวเอง โดยเฉพาะยาความดัน ให้ปรึกษาแพทย์ผู้สั่งยาก่อนเสมอ

  • ไม่ควรเจาะ บีบ หรือแกะบริเวณที่บวม เพราะเสี่ยงติดเชื้อและเกิดแผลเป็น

  • ไม่ควรใช้ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานที่เหลือจากครั้งก่อนเอง เพราะถ้าเป็นกลุ่มแบรดีไคนินจะไม่ได้ผล และทำให้เข้าใจผิดว่าควบคุมโรคได้แล้ว

  • ไม่ควรงดอาหารหลายชนิดพร้อมกันเองโดยไม่มีหลักฐาน เสี่ยงขาดสารอาหารโดยไม่จำเป็น

  • ไม่ควรทาสมุนไพร ยาหม่อง หรือสารที่ระคายเคืองบนริมฝีปากที่กำลังอักเสบ

แพทย์ผิวหนังตรวจและรักษาปากเจ่ออย่างไร

การวินิจฉัยเริ่มจากการซักประวัติที่ละเอียด ได้แก่ ความเร็วในการเกิด ระยะเวลาที่บวมอยู่ มีลมพิษหรือคันร่วมหรือไม่ ยาทั้งหมดที่ใช้อยู่รวมถึงยาที่ใช้มานานแล้ว อาหารและผลิตภัณฑ์ที่สัมผัส ประวัติครอบครัว และการตอบสนองต่อยาที่เคยได้รับ ซึ่งข้อสุดท้ายนี้เป็นเบาะแสที่มีน้ำหนักมากในการแยกสองกลไก

การตรวจเพิ่มเติมเลือกตามข้อสงสัย เช่น การตรวจเลือดดูระดับและการทำงานของโปรตีนควบคุมระบบแบรดีไคนินเมื่อสงสัยกลุ่มพันธุกรรม การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังหรือการตรวจเลือดหาแอนติบอดีจำเพาะเมื่อมีประวัติชี้ชัด การทดสอบแบบแปะเมื่อสงสัยแพ้สัมผัส และการตัดชิ้นเนื้อในรายที่บวมเรื้อรังไม่ยุบ

การรักษาต่างกันตามกลไกอย่างสิ้นเชิง กลุ่มฮีสตามีนใช้ยาต้านฮีสตามีนเป็นหลักและปรับขนาดตามการตอบสนอง ร่วมกับการหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น ส่วนกลุ่มแบรดีไคนินต้องหยุดยาที่เป็นต้นเหตุภายใต้การดูแลของแพทย์และเปลี่ยนเป็นยากลุ่มอื่น และในรายที่เป็นโรคทางพันธุกรรมมียาเฉพาะสำหรับภาวะนี้โดยตรง ส่วนรายที่แพ้รุนแรง แพทย์จะพิจารณาสั่งปากกาฉีดอะดรีนาลีนให้พกติดตัวพร้อมสอนวิธีใช้

วิธีป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ

  • หาตัวกระตุ้นให้เจอ โดยจดบันทึกอย่างเป็นระบบ นี่คือสิ่งที่ได้ผลที่สุดในระยะยาว

  • พกบัตรหรือบันทึกในโทรศัพท์ ระบุยาและสิ่งที่แพ้ เพื่อแจ้งบุคลากรทางการแพทย์ได้ทันทีในกรณีฉุกเฉิน

  • แจ้งทันตแพทย์และศัลยแพทย์ทุกครั้ง ก่อนทำฟันหรือผ่าตัด โดยเฉพาะถ้าเคยมีประวัติบวมโดยไม่มีลมพิษ

  • เลือกผลิตภัณฑ์ริมฝีปากสูตรเรียบง่าย ไม่มีน้ำหอมและสารแต่งกลิ่น ถ้าเคยมีประวัติแพ้สัมผัส

  • ทดสอบผลิตภัณฑ์ใหม่ก่อน โดยทาบริเวณเล็ก ๆ ที่ท้องแขนแล้วรอดูอาการสองสามวัน

  • อย่าหยุดหรือเปลี่ยนยาความดันเอง แต่ให้เล่าอาการนี้กับแพทย์ผู้ดูแลทุกครั้ง

คำถามที่พบบ่อย

ปากเจ่อ อยู่ดี ๆ ปากบวม เกิดจากอะไรได้บ้าง

ส่วนใหญ่คือภาวะแองจีโออีดีมา ซึ่งเกิดได้จากสองกลไก กลุ่มแรกเกี่ยวกับภูมิแพ้ เช่น แพ้อาหาร แพ้ยา หรือลมพิษ มักเกิดเร็วและมีอาการคันร่วมด้วย กลุ่มที่สองไม่เกี่ยวกับภูมิแพ้ พบในผู้ใช้ยาลดความดันบางกลุ่มและในโรคทางพันธุกรรม มักไม่คันและไม่มีลมพิษ นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่นอีก เช่น แพ้สัมผัสจากลิปสติกหรือยาสีฟัน การติดเชื้อ และการกระแทก

ปากบวมกี่วันหาย ถ้าไม่ยุบภายในกี่วันต้องพบแพทย์

กลุ่มที่เกิดจากภูมิแพ้มักยุบภายในไม่กี่ชั่วโมงถึง 3 วัน ส่วนกลุ่มที่เกิดจากยาลดความดันมักใช้เวลา 2 ถึง 5 วัน ถ้าเกินหนึ่งสัปดาห์แล้วยังไม่ยุบเลย หรือเป็นซ้ำมากกว่าสองถึงสามครั้ง ควรพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ และถ้ามีอาการหายใจลำบาก เสียงแหบ หรือกลืนลำบาก ต้องไปห้องฉุกเฉินทันทีโดยไม่ต้องรอ

ปากเจ่อกินยาแก้แพ้แล้วไม่ดีขึ้น เกิดจากอะไร

เป็นเบาะแสสำคัญที่บอกว่าอาจไม่ใช่กลุ่มที่เกิดจากฮีสตามีน แต่เป็นกลุ่มแบรดีไคนิน ซึ่งพบในผู้ที่ใช้ยาลดความดันกลุ่มยับยั้งเอซีอี และในโรคแองจีโออีดีมาทางพันธุกรรม ทั้งสองกลุ่มนี้ไม่ตอบสนองต่อยาแก้แพ้และสเตียรอยด์ ควรพบแพทย์เพื่อทบทวนรายการยาทั้งหมดที่ใช้อยู่และตรวจเพิ่มเติม ไม่ควรเพิ่มขนาดยาแก้แพ้เอง

ปากบวมแบบไหนที่เป็นสัญญาณแพ้รุนแรง ต้องไปโรงพยาบาลทันที

เมื่อมีอาการทางเดินหายใจหรือระบบไหลเวียนร่วมด้วย ได้แก่ หายใจไม่สะดวก แน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด เสียงแหบ รู้สึกจุกในคอ กลืนลำบาก ลิ้นบวม หน้ามืด เป็นลม หรือบวมลามเร็วมากพร้อมลมพิษทั้งตัว อาเจียน และปวดท้องรุนแรง ภาวะนี้คือการแพ้รุนแรงเฉียบพลันซึ่งเป็นเหตุฉุกเฉิน ไม่ควรรอดูอาการที่บ้าน

ปากบวมเป็น ๆ หาย ๆ ไม่มีสาเหตุ ควรตรวจอะไรบ้าง

ควรพบแพทย์เพื่อซักประวัติอย่างละเอียดก่อน โดยเฉพาะรายการยาทั้งหมดรวมถึงยาที่ใช้มานานแล้ว ประวัติครอบครัว และการตอบสนองต่อยาที่เคยได้รับ จากนั้นแพทย์จะเลือกการตรวจตามข้อสงสัย เช่น การตรวจเลือดดูโปรตีนควบคุมระบบแบรดีไคนินเมื่อสงสัยโรคทางพันธุกรรม หรือการทดสอบภูมิแพ้เมื่อมีประวัติชี้ชัด การตรวจภูมิแพ้แบบเหวี่ยงแหโดยไม่มีประวัติรองรับมักไม่ได้ประโยชน์

ปากเจ่อจากแพ้ลิปสติกหรือยาสีฟัน สังเกตยังไง

อาการมักจำกัดอยู่ที่ริมฝีปากและผิวรอบปากเป็นแนวค่อนข้างชัดตามบริเวณที่สัมผัส มีผิวลอก แห้ง แตก หรือแสบร่วมด้วย และค่อย ๆ เป็นมากขึ้นเมื่อใช้ต่อเนื่อง ไม่ใช่บวมพรึบทันทีแบบแพ้อาหาร วิธีตรวจสอบเบื้องต้นคือหยุดผลิตภัณฑ์ที่สงสัยทั้งหมดแล้วใช้เพียงวาสลีนประมาณสองสัปดาห์ ถ้าดีขึ้นชัดเจนก็สนับสนุนสาเหตุนี้ ในรายที่เป็นซ้ำแพทย์อาจพิจารณาทำการทดสอบภูมิแพ้แบบแปะ

สรุป

ปากเจ่อส่วนใหญ่คือภาวะแองจีโออีดีมา และคำถามที่ต้องตอบให้ได้มีสามข้อ คือ มีอาการทางเดินหายใจร่วมด้วยไหม มีลมพิษและคันหรือไม่ และกินยาแก้แพ้แล้วดีขึ้นหรือเปล่า

ข้อแรกตัดสินว่าต้องไปห้องฉุกเฉินหรือไม่ ส่วนสองข้อหลังแยกกลไกสองแบบที่รักษาต่างกันโดยสิ้นเชิง ถ้าบวมโดยไม่คัน ไม่มีลมพิษ และยาแก้แพ้ไม่ได้ผล ให้ทบทวนรายการยาที่ใช้อยู่เป็นอันดับแรก โดยเฉพาะยาลดความดัน และปรึกษาแพทย์ผู้สั่งยา อย่าหยุดยาเอง

อาการนี้ส่วนใหญ่ควบคุมได้ดีเมื่อหาต้นเหตุเจอ สิ่งที่ช่วยได้มากที่สุดคือการจดบันทึกและถ่ายรูปไว้ทุกครั้งที่เป็น เพราะตอนไปพบแพทย์อาการมักยุบไปแล้ว และข้อมูลชุดนั้นคือสิ่งที่นำไปสู่การวินิจฉัยที่ถูกต้อง

เอกสารอ้างอิง

  • Maurer M, et al. The international EAACI/GA²LEN/EuroGuiDerm guideline for the definition, classification, diagnosis and management of urticaria and angioedema. Allergy.

  • Busse PJ, Christiansen SC. Hereditary Angioedema. New England Journal of Medicine.

  • Bernstein JA, Moellman J. Emerging concepts in the diagnosis and treatment of patients with undifferentiated angioedema. International Journal of Emergency Medicine.

  • Bolognia JL, Schaffer JV, Cerroni L. Dermatology. Elsevier. บทว่าด้วย Urticaria and Angioedema และ Cheilitis.

  • Cardoso JA, et al. Granulomatous cheilitis: diagnosis and management. Oral Diseases.

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 29 สิงหาคม 2569

ข้อมูลในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้ทดแทนการวินิจฉัยและการรักษาโดยแพทย์ได้ หากมีอาการผิดปกติ ควรเข้ารับการตรวจประเมินจากแพทย์

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
ไขมันที่เปลือกตา (Xanthelasma) คืออะไร อันตรายไหม และรักษาอย่างไร

ไขมันที่เปลือกตา Xanthelasma คืออะไร เกี่ยวกับไขมันในเลือดไหม แยกจากสิวข้าวสารและสิวหิน พร้อมเปรียบเทียบวิธีรักษา ความเสี่ยง และการกลับเป็นซ้ำ

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page