บริการรักษาผื่นภูมิแพ้และลมพิษ — Siam Dermatology สมุทรปราการ
- 18 มิ.ย.
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 17 ก.ค.
ลมพิษ (Urticaria) และผื่นภูมิแพ้ผิวหนังเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยมากในทุกช่วงวัย มักแสดงออกด้วยผื่นนูนแดง คัน และบางครั้งมีอาการบวมร่วมด้วย แม้ส่วนใหญ่จะไม่อันตรายและหายได้เอง แต่บางกรณีอาจเป็นสัญญาณของการแพ้รุนแรงที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน บทความนี้อธิบายสาเหตุ ลักษณะอาการ ความแตกต่างระหว่างลมพิษเฉียบพลันกับเรื้อรัง สัญญาณอันตราย และแนวทางการรักษาตามหลักการแพทย์ เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจและดูแลตนเองได้อย่างถูกต้อง
ลมพิษและผื่นภูมิแพ้เกิดจากอะไร
ลมพิษเกิดจากการที่เซลล์ในผิวหนังหลั่งสารฮิสตามีน (histamine) ออกมา ทำให้หลอดเลือดขยายตัวและมีน้ำซึมออกมาที่ผิวหนัง จนเกิดผื่นนูนบวมและคัน สิ่งกระตุ้นที่พบบ่อยได้แก่:
อาหาร: อาหารบางชนิด เช่น อาหารทะเล ถั่ว นม ไข่ หรือสารกันบูด/สารแต่งสีในอาหาร
ยา: ยาบางกลุ่ม เช่น ยาปฏิชีวนะ (กลุ่มเพนิซิลลิน) ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs และแอสไพริน
แมลงกัดต่อย: พิษจากผึ้ง ต่อ มด หรือแมลงอื่น ๆ ที่กระตุ้นให้เกิดผื่นและบวมเฉพาะที่หรือทั่วตัว
อากาศและสิ่งแวดล้อม: การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ ความร้อน ความเย็นจัด แสงแดด หรือการเสียดสีของผิวหนัง
ความเครียด: ความเครียดและความวิตกกังวลสามารถกระตุ้นหรือทำให้ลมพิษกำเริบได้
การติดเชื้อ: การติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย เช่น หวัด หรือการติดเชื้อในระบบต่าง ๆ ของร่างกาย
ในผู้ป่วยลมพิษเรื้อรังจำนวนหนึ่ง อาจตรวจไม่พบสิ่งกระตุ้นที่ชัดเจน ซึ่งเป็นเรื่องที่พบได้และไม่ได้หมายความว่าเป็นโรคร้ายแรงเสมอไป
อาการและลักษณะผื่น
ผื่นนูนแดง: มีลักษณะเป็นปื้นหรือตุ่มนูนสีแดงหรือสีชมพู ขอบเขตชัดเจน ขนาดแตกต่างกันได้
อาการคัน: มักมีอาการคันมาก โดยเฉพาะช่วงกลางคืน และคันมากขึ้นเมื่อเกา
ผื่นย้ายที่: ผื่นลมพิษแต่ละจุดมักหายได้เองภายใน 24 ชั่วโมงโดยไม่ทิ้งรอย แต่จะขึ้นใหม่ที่ตำแหน่งอื่น ทำให้ดูเหมือนผื่นย้ายที่
อาการบวม (angioedema): บางรายมีอาการบวมของชั้นผิวหนังที่ลึกกว่า มักบวมบริเวณเปลือกตา ริมฝีปาก หรือมือเท้า เรียกว่า angioedema
ลมพิษเฉียบพลันกับลมพิษเรื้อรังต่างกันอย่างไร
แพทย์แบ่งลมพิษตามระยะเวลาของอาการ ลมพิษเฉียบพลัน (acute urticaria) คือลมพิษที่เป็นต่อเนื่องน้อยกว่า 6 สัปดาห์ มักหาสาเหตุกระตุ้นได้ เช่น อาหาร ยา หรือการติดเชื้อ และมักหายได้เอง ส่วนลมพิษเรื้อรัง (chronic urticaria) คือลมพิษที่เป็น ๆ หาย ๆ ต่อเนื่องนานเกิน 6 สัปดาห์ ซึ่งมักต้องอาศัยการดูแลต่อเนื่องและการปรับยาโดยแพทย์เฉพาะทาง
สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ทันที
ในบางกรณี ลมพิษอาจเป็นส่วนหนึ่งของการแพ้รุนแรงชนิดเฉียบพลัน (anaphylaxis) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน หากมีอาการต่อไปนี้ ควรไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที:
หายใจลำบาก หายใจมีเสียงหวีด หรือหายใจไม่ทัน
บวมบริเวณปาก ลิ้น ลำคอ หรือกลืนลำบาก
แน่นหน้าอก ใจสั่น หรือความดันโลหิตต่ำ
หน้ามืด วิงเวียน จะเป็นลม หรือหมดสติ
วิธีรักษา
หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น: ขั้นแรกคือการค้นหาและหลีกเลี่ยงอาหาร ยา หรือสิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวกระตุ้น หากสงสัยการแพ้สัมผัส แพทย์อาจพิจารณาทำ patch test
ยาแก้แพ้ (antihistamine): ยาต้านฮิสตามีน เช่น Loratadine, Cetirizine หรือ Fexofenadine เป็นยาหลักในการควบคุมอาการคันและลดผื่น โดยควรใช้ตามที่แพทย์สั่ง
ยาทาเฉพาะที่: ในกรณีที่มีผื่นภูมิแพ้ผิวหนังร่วมด้วย แพทย์อาจสั่งยาทาสเตียรอยด์ หรือยากลุ่ม calcineurin inhibitor เช่น Tacrolimus หรือ Pimecrolimus
กรณีรุนแรง: สำหรับผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis) ระยะรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาการฉายแสง NB-UVB, ยา Cyclosporine หรือยาชีวภาพ Dupilumab ตามความเหมาะสม
การเลือกยาและขนาดยาที่เหมาะสมควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะขึ้นอยู่กับชนิดของผื่น ความรุนแรง และโรคประจำตัวของแต่ละบุคคล
คำถามที่พบบ่อย
ลมพิษหายเองได้ไหม ลมพิษเฉียบพลันจำนวนมากหายได้เองภายในไม่กี่วันถึงสัปดาห์เมื่อหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้น แต่หากเป็นต่อเนื่องเกิน 6 สัปดาห์หรือมีอาการบวมและหายใจลำบากร่วมด้วย ควรพบแพทย์
ลมพิษเรื้อรังคือเป็นนานแค่ไหน ลมพิษเรื้อรังหมายถึงลมพิษที่เป็น ๆ หาย ๆ ต่อเนื่องนานเกิน 6 สัปดาห์ ซึ่งควรได้รับการดูแลและปรับยาต่อเนื่องโดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง
ผื่นลมพิษกับผื่นภูมิแพ้ผิวหนังต่างกันอย่างไร ผื่นลมพิษมักเป็นตุ่มนูนแดงที่ขึ้นเร็วและหายเองใน 24 ชั่วโมงแล้วย้ายที่ ส่วนผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (eczema/atopic dermatitis) มักเป็นผื่นแดงแห้งลอกเรื้อรังบริเวณข้อพับและคันมาก
เมื่อไรที่ลมพิษถือว่าอันตราย หากมีอาการหายใจลำบาก บวมที่ปากลิ้นหรือลำคอ แน่นหน้าอก หรือหน้ามืดจะเป็นลม ถือเป็นสัญญาณของการแพ้รุนแรง (anaphylaxis) ต้องไปโรงพยาบาลทันที
หากคุณมีผื่นภูมิแพ้หรือลมพิษที่เป็นซ้ำ ๆ เรื้อรัง หรือรักษาแล้วไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังที่ Siam Dermatology โทร 061-448-7000 หรือ LINE @siamderm เพื่อรับการวินิจฉัยหาสาเหตุและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 16 กรกฎาคม 2569




ความคิดเห็น