
ตุ่มน้ำพอง (Bullous Pemphigoid): สาเหตุ อาการ และวิธีรักษา
- 18 มิ.ย.
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 17 ก.ค.
ตุ่มน้ำพอง (Bullous Pemphigoid) เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง พบบ่อยในผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ลักษณะเด่นคือตุ่มน้ำพองใสขนาดใหญ่บนผิวหนังร่วมกับอาการคันอย่างรุนแรง แม้จะเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องดูแลต่อเนื่อง แต่หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถควบคุมอาการได้ดี บทความนี้อธิบายสาเหตุ อาการ วิธีรักษา และการดูแลตัวเองอย่างเป็นระบบ
ตุ่มน้ำพองเกิดจากอะไร
ตุ่มน้ำพองเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันสร้างสารภูมิต้านทาน (Autoantibodies) ไปโจมตีโปรตีน BP180 และ BP230 ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อระหว่างชั้นหนังกำพร้าและชั้นหนังแท้ เมื่อโปรตีนเหล่านี้ถูกทำลาย ชั้นผิวหนังจึงแยกออกจากกันและเกิดตุ่มน้ำพองขึ้น
กลไกหลัก — ภูมิคุ้มกันทำลายโปรตีน BP180 และ BP230 ที่รอยต่อของชั้นผิวหนัง
ปัจจัยกระตุ้น — ยาบางชนิด การบาดเจ็บที่ผิวหนัง รังสี UV และโรคเรื้อรังบางอย่าง
ข้อควรทราบ — สาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้ภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติยังไม่ทราบแน่ชัด
อาการของตุ่มน้ำพอง
อาการนำ — มักเป็นผื่นแดงหรือลมพิษที่คันมากเป็นเวลาหลายสัปดาห์ก่อนเกิดตุ่มน้ำ
ลักษณะตุ่มน้ำ — ตุ่มน้ำพองใสขนาดใหญ่ (1–3 เซนติเมตร) ที่แน่นตึงและไม่แตกง่าย มักพบที่ลำตัว แขน ขา และข้อพับ
เมื่อตุ่มแตก — ภายในตุ่มมีน้ำใสหรืออาจมีเลือดปน เมื่อแตกจะเกิดแผลตื้นที่หายได้ช้า
เยื่อบุ — ผู้ป่วยบางรายอาจมีตุ่มน้ำในช่องปากร่วมด้วย
วิธีรักษาตุ่มน้ำพอง
การรักษาหลักคือยากลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ โดยเลือกรูปแบบตามความรุนแรง และมักต้องใช้เวลาต่อเนื่องหลายเดือนถึงหลายปี
ยาทา — กรณีไม่รุนแรงอาจใช้ยาทา Clobetasol Propionate ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง
ยากิน — กรณีรุนแรงใช้ยาสเตียรอยด์รับประทาน เช่น Prednisolone
ยาเสริม — อาจใช้ยากดภูมิคุ้มกัน เช่น Dapsone, Mycophenolate Mofetil หรือ Azathioprine เพื่อลดผลข้างเคียงจากสเตียรอยด์
กรณีดื้อยา — ยา Rituximab อาจพิจารณาใช้ในกรณีที่ดื้อต่อยาอื่น
การดูแลตัวเอง
ดูแลแผล — ดูแลแผลให้สะอาดด้วยน้ำเกลือ และทายาตามแพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ
ลดการระคายเคือง — หลีกเลี่ยงการเกาหรือแกะตุ่มน้ำ และสวมเสื้อผ้าหลวมสบาย
เฝ้าระวังติดเชื้อ — ระวังการติดเชื้อ หากแผลมีกลิ่นเหม็นหรือมีหนองควรรีบพบแพทย์
โภชนาการและติดตาม — รับประทานอาหารที่มีโปรตีนและวิตามินซีเพื่อช่วยสมานแผล และติดตามอาการตามนัดสม่ำเสมอ
คำถามที่พบบ่อย
ตุ่มน้ำพองอันตรายหรือไม่? โรคนี้ไม่เป็นมะเร็งและไม่ติดต่อ แต่หากไม่รักษาอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อที่แผล โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ จึงควรได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง
ตุ่มน้ำพองรักษาหายขาดได้หรือไม่? ผู้ป่วยหลายรายสามารถหายจากโรคได้หลังรักษาเป็นเวลา 1–5 ปี แต่บางรายอาจกลับมาเป็นซ้ำ จึงจำเป็นต้องติดตามอาการกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
ตุ่มน้ำพองต่างจากโรคเพมฟิกัส (Pemphigus) อย่างไร? ตุ่มน้ำพองเกิดที่รอยต่อระหว่างหนังกำพร้ากับหนังแท้ ส่วนเพมฟิกัสเกิดภายในชั้นหนังกำพร้า ตุ่มน้ำในเพมฟิกัสจึงแตกง่ายกว่า
ควรพบแพทย์เมื่อไร? ควรพบแพทย์เมื่อมีตุ่มน้ำพองหรือผื่นคันเรื้อรังที่ไม่ทราบสาเหตุ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ เพื่อรับการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
หากคุณหรือคนในครอบครัวมีอาการตุ่มน้ำพองหรือผื่นคันเรื้อรัง สามารถปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังที่ Siam Dermatology โทร 061-448-7000 หรือ LINE @siamderm เพื่อรับการดูแลอย่างเหมาะสม
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 16 กรกฎาคม 2569




ความคิดเห็น