top of page

หิด (Scabies) โรคผิวหนังจากตัวไร สาเหตุ อาการ และวิธีรักษาให้หายขาด

  • 18 มิ.ย.
  • ยาว 1 นาที

อัปเดตเมื่อ 16 ก.ค.

หิด หรือ Scabies เป็นโรคผิวหนังที่เกิดจากตัวไรหิด (Sarcoptes scabiei) ซึ่งเป็นตัวไรขนาดเล็กมากที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ตัวไรตัวเมียจะไชชอนเข้าไปในชั้นผิวหนังเพื่อวางไข่และขับถ่าย ทำให้เกิดอาการคันอย่างรุนแรงโดยเฉพาะในเวลากลางคืน โรคหิดเป็นโรคติดต่อที่แพร่ได้ง่ายผ่านการสัมผัสใกล้ชิดหรือการใช้ของร่วมกัน แต่สามารถรักษาให้หายขาดได้หากรักษาถูกวิธี

สาเหตุและการติดต่อของโรคหิด

โรคหิดเกิดจากตัวไรหิด Sarcoptes scabiei var. hominis โดยตัวเมียจะขุดโพรงเข้าไปในชั้นผิวหนังเพื่อวางไข่ ประเด็นสำคัญเรื่องการติดต่อ ได้แก่

  • การสัมผัสใกล้ชิด — การสัมผัสผิวหนังโดยตรงกับผู้ที่เป็นโรคเป็นเวลานาน

  • การใช้ของร่วมกัน — การใช้เสื้อผ้า ผ้าห่ม หรือเครื่องนอนร่วมกับผู้ป่วย

  • สถานที่แออัด — พบบ่อยในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันหนาแน่น เช่น หอพัก ค่ายทหาร สถานดูแลเด็ก หรือครอบครัวที่อยู่ใกล้ชิดกัน

อาการของโรคหิดที่ควรสังเกต

อาการเด่นของโรคหิดที่ช่วยให้สงสัยและมาพบแพทย์ ได้แก่

  • คันตอนกลางคืน — คันมากโดยเฉพาะในเวลากลางคืน เนื่องจากร่างกายอุ่นขึ้นและตัวไรเคลื่อนไหวมากขึ้น

  • ตำแหน่งผื่น — มักพบที่ซอกนิ้วมือ ระหว่างนิ้วมือ ข้อพับข้อมือ รอบเอว รอบสะดือ บริเวณอวัยวะเพศ และท้องน้อย

  • ลักษณะผื่น — ผื่นเป็นตุ่มเล็กแดง หรือเห็นเป็นรอยเส้นขดซึ่งเป็นโพรงที่ตัวไรขุดไว้ใต้ผิวหนัง

  • ระยะฟักตัว — ในผู้ที่ติดเชื้อครั้งแรก อาการมักเริ่มแสดงหลังติดเชื้อประมาณ 2-6 สัปดาห์

การวินิจฉัยโรคหิด

แพทย์ผิวหนังวินิจฉัยโรคหิดจากการตรวจลักษณะผื่นและตำแหน่งที่เกิด ร่วมกับการขูดผิวหนังไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์เพื่อหาตัวไรหิดหรือไข่ นอกจากนี้อาจใช้เครื่อง Dermatoscope ส่องดูโพรงที่ตัวไรขุดไว้ใต้ผิวหนัง ซึ่งเห็นเป็นลักษณะคล้ายรูปสามเหลี่ยม (delta sign)

วิธีรักษาโรคหิด

หลักการสำคัญคือต้องรักษาทั้งผู้ป่วยและคนใกล้ชิดพร้อมกัน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อกลับ แนวทางที่ใช้ ได้แก่

  • ยาทาเพอร์เมทริน — ยาทาที่ใช้บ่อยที่สุดคือครีมเพอร์เมทริน (Permethrin) 5% ทาทั่วร่างกายตั้งแต่คอลงไปจนถึงปลายเท้า ทิ้งไว้ 8-14 ชั่วโมงแล้วล้างออก และทำซ้ำอีกครั้งหลัง 1 สัปดาห์

  • ยารับประทาน — ในกรณีที่รุนแรงหรือเป็นชนิดหิดที่มีสะเก็ดหนา (Norwegian scabies) แพทย์อาจพิจารณาให้ยารับประทานอิเวอร์เม็กติน (Ivermectin) ร่วมด้วย

การเลือกยาและวิธีใช้ควรอยู่ในคำแนะนำของแพทย์ เพื่อให้ได้ผลและปลอดภัย โดยเฉพาะในเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีอาการรุนแรง

การดูแลสิ่งแวดล้อมและการป้องกัน

นอกจากการทายาแล้ว การจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อซ้ำ

  • ทำความสะอาดเครื่องใช้ — ซักเสื้อผ้า ผ้าปูที่นอน และเครื่องนอนด้วยน้ำร้อนอุณหภูมิไม่ต่ำกว่า 60 องศาเซลเซียส แล้วตากแดดให้แห้ง หรือใช้เครื่องอบผ้าอุณหภูมิสูง

  • ป้องกันการแพร่เชื้อ — หลีกเลี่ยงการใช้เสื้อผ้าหรือผ้าห่มร่วมกับผู้อื่น และไม่สัมผัสผิวหนังโดยตรงกับผู้ที่ยังไม่ได้รับการรักษา

คำถามที่พบบ่อย

โรคหิดหายขาดได้ไหม โรคหิดสามารถรักษาให้หายขาดได้หากได้รับการรักษาที่ถูกต้องและครบถ้วน สิ่งสำคัญคือต้องรักษาทั้งผู้ป่วยและคนใกล้ชิดพร้อมกัน ร่วมกับการดูแลเสื้อผ้าและเครื่องนอน เพื่อป้องกันการติดเชื้อซ้ำและการแพร่เชื้อ

หลังทายาแล้วยังคันอยู่ ผิดปกติหรือไม่ หลังการรักษา อาการคันอาจยังคงอยู่ต่ออีก 2-4 สัปดาห์ เนื่องจากเป็นปฏิกิริยาภูมิแพ้ต่อสารของตัวไร ไม่ได้แปลว่ายาไม่ได้ผล แต่หากคันไม่ดีขึ้นหลังใช้ยาครบ 2 สัปดาห์ หรือมีผื่นใหม่เกิดขึ้น ควรกลับไปพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจเพิ่มเติม

โรคหิดติดต่อได้อย่างไร โรคหิดติดต่อจากการสัมผัสผิวหนังโดยตรงกับผู้ที่เป็นโรคเป็นเวลานาน หรือจากการใช้เสื้อผ้า ผ้าห่ม และเครื่องนอนร่วมกัน จึงพบได้บ่อยในสถานที่ที่มีคนอยู่รวมกันหนาแน่น เช่น หอพัก ค่ายทหาร สถานดูแลเด็ก หรือครอบครัวที่อยู่ใกล้ชิดกัน

ทำไมต้องรักษาคนในบ้านพร้อมกันด้วย เพราะตัวไรหิดแพร่จากคนสู่คนได้ง่ายผ่านการสัมผัสใกล้ชิด แม้คนใกล้ชิดยังไม่มีอาการก็อาจได้รับเชื้อแล้ว หากรักษาเฉพาะผู้ที่มีอาการ เชื้ออาจแพร่กลับมาซ้ำ การรักษาพร้อมกันทั้งบ้านจึงเป็นหัวใจของการกำจัดโรคหิดให้หายขาด

หากคุณมีอาการคันตามตัวอย่างรุนแรง โดยเฉพาะตอนกลางคืน หรือสงสัยว่าเป็นโรคหิด อย่ารอช้า ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังที่ Siam Dermatology เพื่อวินิจฉัยและรักษาอย่างครบวงจร โทร 061-448-7000 หรือ LINE @siamderm

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 16 กรกฎาคม 2569

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ