Allergic Contact Dermatitis (ผื่นแพ้สัมผัส): สารก่อภูมิแพ้ + Patch Test
- 18 มิ.ย.
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 16 ก.ค.
ผื่นแพ้สัมผัส (Allergic Contact Dermatitis หรือ ACD) เป็นผื่นผิวหนังที่เกิดจากปฏิกิริยาภูมิแพ้ชนิดล่าช้า (Type IV) เมื่อผิวสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ที่เคยแพ้มาก่อน ผื่นมักขึ้นภายใน 24-72 ชั่วโมงหลังสัมผัส ตรงตำแหน่งที่โดนสาร มีลักษณะแดง คัน และเป็นตุ่มน้ำในระยะเฉียบพลัน หรือผิวหนา แตกเป็นร่องในระยะเรื้อรัง หัวใจสำคัญของการรักษาคือ การหาสารก่อภูมิแพ้ให้เจอด้วยการทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (patch test) บทความนี้อธิบายสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย การทดสอบ และแนวทางการรักษาโดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง
ผื่นแพ้สัมผัสเกิดจากอะไร
ACD เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันชนิดที่อาศัยเซลล์ทีตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้ ครั้งแรกที่สัมผัสร่างกายจะสร้างความจำภูมิแพ้ (sensitization) เมื่อสัมผัสซ้ำในภายหลังจึงเกิดผื่นขึ้น ต่างจากผื่นระคายเคือง (irritant contact dermatitis) ที่เกิดได้ตั้งแต่ครั้งแรกโดยไม่ต้องแพ้มาก่อน
สารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย
นิกเกิล (Nickel): พบบ่อยที่สุด จากต่างหู สร้อย หัวเข็มขัด และซิปกางเกง ผื่นขึ้นตรงตำแหน่งที่สัมผัสชัดเจน
น้ำหอม (Fragrance): จากน้ำหอมและเครื่องสำอาง
สารกันเสีย: เช่น Methylisothiazolinone และสารปล่อยฟอร์มาลดีไฮด์ในเครื่องสำอางและแชมพู
สารเคมีในยาง: จากถุงมือยาง มักทำให้เกิดผื่นที่มือ พบในบุคลากรทางการแพทย์
PPD (สีย้อมผม): สีย้อมผมชนิดเข้ม ทำให้เกิดผื่นบวมที่หนังศีรษะได้รุนแรง
ยาทา: ยาปฏิชีวนะทาภายนอกบางชนิด เช่น Neomycin
ผื่นแพ้สัมผัสจากการทำงาน (Hand Dermatitis)
ผื่นที่มือในผู้ที่ทำงานบางอาชีพมักเป็นการผสมกันระหว่างผื่นแพ้สัมผัสและผื่นระคายเคือง การประเมินอาชีพร่วมกับผล patch test ช่วยหาตัวกระตุ้นที่แท้จริง กลุ่มที่พบบ่อย ได้แก่ บุคลากรทางการแพทย์ ช่างทำผม แม่บ้าน ช่างที่สัมผัสสารเคมี และผู้ที่ต้องล้างมือหรือสัมผัสน้ำบ่อย
การทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง (Patch Test)
Patch test เป็นวิธีมาตรฐานในการยืนยันสารก่อภูมิแพ้ โดยแพทย์จะติดแผ่นทดสอบที่บรรจุสารก่อภูมิแพ้มาตรฐานหลายชนิดไว้ที่แผ่นหลัง
วันแรก: ติดแผ่นทดสอบไว้ที่หลัง
ประมาณ 48 ชั่วโมง: ถอดแผ่นและอ่านผลครั้งที่หนึ่ง
ประมาณวันที่ 4: อ่านผลครั้งที่สองเพื่อยืนยัน เพราะบางปฏิกิริยาปรากฏช้า
ข้อควรรู้ก่อนทำ patch test คือ ควรหยุดยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานและยาทาบริเวณหลังตามคำแนะนำของแพทย์ก่อนการทดสอบ เพื่อไม่ให้บดบังผลการอ่าน
แนวทางการรักษา
หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้: หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่ตรวจพบ เป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการรักษา
ยาทาสเตียรอยด์: ยาสเตียรอยด์ทาช่วยลดการอักเสบในระยะเฉียบพลัน โดยแพทย์เลือกความแรงให้เหมาะกับตำแหน่งและความรุนแรง
ยากลุ่มอื่น: Tacrolimus หรือ Pimecrolimus เป็นทางเลือกสำหรับบริเวณผิวบาง เช่น เปลือกตา เพื่อลดผลข้างเคียงจากสเตียรอยด์
ดูแลผิวและลดคัน: ทามอยส์เจอไรเซอร์บ่อย ๆ และใช้ยาแก้แพ้ลดอาการคันตามคำแนะนำของแพทย์
ป้องกันที่มือ: ผู้ที่มีผื่นที่มือควรใช้ถุงมือป้องกันอย่างเหมาะสมเมื่อต้องสัมผัสสารกระตุ้น
คำถามที่พบบ่อย
ผื่นแพ้สัมผัสกับผื่นระคายเคืองต่างกันอย่างไร? ผื่นแพ้สัมผัส (ACD) ต้องเคยแพ้สารนั้นมาก่อน ส่วนผื่นระคายเคือง (ICD) เกิดได้ตั้งแต่ครั้งแรกจากสารที่ระคายผิว การทำ patch test ช่วยยืนยันว่าเป็น ACD
การทำ patch test เจ็บไหม? ไม่เจ็บ เป็นเพียงการติดแผ่นทดสอบไว้ที่หลัง แต่บางคนอาจรู้สึกคันตรงจุดที่แพ้
ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนทำ patch test? ควรหยุดยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทานและยาทาบริเวณหลังตามคำแนะนำของแพทย์ และหลีกเลี่ยงให้หลังเปียกหรือออกกำลังจนเหงื่อออกมากระหว่างติดแผ่น
ผื่นแพ้สัมผัสรักษาหายขาดไหม? หากหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ได้ ผื่นมักหายและไม่กลับมา แต่ถ้ายังต้องสัมผัสสารนั้นต่อเนื่องอาจกลายเป็นผื่นเรื้อรัง
การหาสารก่อภูมิแพ้ให้เจอคือกุญแจสำคัญของการรักษาผื่นแพ้สัมผัสให้หายอย่างยั่งยืน หากคุณมีผื่นคันเรื้อรังที่สงสัยว่าแพ้สัมผัส ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังและสอบถามเรื่อง patch test ที่ Siam Dermatology โทร 061-448-7000 หรือ LINE @siamderm
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 16 กรกฎาคม 2569




ความคิดเห็น