top of page

ปากแห้งลอก ปากแห้งแตก เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังแยก 9 สาเหตุ ปากลอกแบบไหนอันตราย และควรทาอะไร

4 วันที่ผ่านมา
ยาว 4 นาที

ปากแห้งลอก (Cheilitis หรือ chapped lips) คือภาวะที่ผิวริมฝีปากแห้ง แตก ลอกเป็นขุยหรือเป็นแผ่น บางครั้งแสบหรือมีเลือดซึม ส่วนใหญ่เกิดจากอากาศแห้งร่วมกับนิสัยเลียปาก ซึ่งดีขึ้นภายใน 3–7 วันเมื่อทาปิโตรเลียมเจลลี่สม่ำเสมอ แต่ถ้าลอกซ้ำทุกวันนานเกิน 2 สัปดาห์ อาจเป็นการแพ้สารในลิปสติกหรือยาสีฟัน ผลข้างเคียงจากยารักษาสิว หรือในผู้สูงอายุที่ตากแดดมานาน อาจเป็นริมฝีปากอักเสบจากแสงแดด (Actinic cheilitis) ซึ่งเป็นภาวะก่อนมะเร็ง

ช่วงตุลาคมถึงมีนาคม คนไทยค้นหาเรื่องปากแห้งลอกมากกว่าช่วงหน้าฝนกว่าสองเท่า หน้าที่ขึ้นมาส่วนใหญ่บอกให้ดื่มน้ำและทาลิปบาล์ม แต่ไม่ได้แยกว่าปากแห้งแต่ละแบบต่างกันอย่างไร บทความนี้แยกปากแห้งลอกตามสาเหตุ บอกลักษณะที่ใช้สังเกต ตัวยาที่แพทย์ใช้ ความแรง และระยะเวลา รวมถึงสัญญาณที่บอกว่าไม่ควรรอดูเองอีกต่อไป

ทำไมริมฝีปากถึงแห้งและลอกง่ายกว่าผิวส่วนอื่น

ผิวริมฝีปากส่วนสีแดง (vermilion) บางกว่าผิวหน้าหลายเท่า ไม่มีต่อมไขมันและไม่มีต่อมเหงื่อ จึงไม่มีน้ำมันธรรมชาติเคลือบไว้ กันน้ำระเหยได้น้อย และไม่มีเม็ดสีมากพอจะกันแสงแดด

  • อากาศแห้งและเย็น: ความชื้นในอากาศต่ำ น้ำจากผิวปากระเหยเร็ว ผิวชั้นนอกจึงหดและแตก

  • ห้องแอร์และลมแรง: ทำให้ความชื้นรอบปากลดลงตลอดวัน โดยเฉพาะคนที่นั่งหน้าพัดลมหรือขับมอเตอร์ไซค์

  • น้ำลาย: ทำให้ปากชุ่มแค่ไม่กี่วินาที แต่เอนไซม์ในน้ำลายระคายผิว และเมื่อระเหยจะดึงความชื้นออกไปด้วย ยิ่งเลียยิ่งแห้ง

  • การหายใจทางปาก: คนที่คัดจมูกหรือนอนอ้าปาก ริมฝีปากจะแห้งมากที่สุดตอนตื่นนอน

ปากแห้งลอกจึงเป็นเรื่องที่ใครก็เป็นได้ แต่ถ้าดูแลถูกวิธีแล้วไม่ดีขึ้น แปลว่ามีสาเหตุอื่นซ้อนอยู่ ซึ่งแยกได้จากลักษณะในหัวข้อถัดไป

ปากแห้งลอกจากอากาศหนาวและอากาศแห้ง (Chapped lips)

  • ลักษณะ: ริมฝีปากทั้งบนและล่างแห้ง ตึง มีขุยบาง ๆ หรือรอยแตกเป็นเส้นตามแนวตั้ง ไม่บวม ไม่มีผื่นลามออกนอกขอบปาก

  • สาเหตุ: ความชื้นในอากาศต่ำ ลมแรง แอร์ และการดื่มน้ำน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย ดีขึ้นใน 3–7 วันเมื่อทาขี้ผึ้งเคลือบปากสม่ำเสมอ

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทาสม่ำเสมอเกิน 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น หรือเริ่มมีผื่นแดงลามรอบปาก

ปากแห้งแบบนี้มักแย่ลงพร้อมผิวแห้งส่วนอื่นในหน้าหนาว ถ้าผิวตามตัวแห้งคันร่วมด้วย อ่านเพิ่มได้ที่ ผิวแห้ง สาเหตุและวิธีดูแล

ปากแห้งเป็นวงแดงรอบปากจากการเลียปาก (Lip-licking dermatitis)

  • ลักษณะ: ผื่นแดง แห้ง ลอก เป็นวงรอบปาก ขอบชัดเท่ากับระยะที่ลิ้นเลียถึง กินออกนอกขอบริมฝีปากไปบนผิวหน้า พบบ่อยในเด็กวัยเรียนและในหน้าหนาว

  • สาเหตุ: น้ำลายระคายผิวซ้ำ ๆ เป็นการระคายเคืองจากการสัมผัส (irritant contact cheilitis) ไม่ใช่การติดเชื้อ ยิ่งแห้งยิ่งอยากเลีย กลายเป็นวงจร

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่หายยากถ้าไม่หยุดเลีย พบบ่อยในเด็กที่เป็นผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผื่นแดงมาก แสบ มีน้ำเหลืองหรือสะเก็ดเหลือง หรือเป็นนานเกิน 2 สัปดาห์

วิธีตัดวงจรคือทาปิโตรเลียมเจลลี่หนา ๆ คลุมทั้งริมฝีปากและวงผื่นรอบปาก วันละ 4–6 ครั้ง ชั้นขี้ผึ้งทำให้ลิ้นไม่สัมผัสผิวโดยตรง ถ้าอักเสบแดงมาก แพทย์อาจให้ hydrocortisone 1% ทาบาง ๆ ระยะสั้น ผื่นวงรอบปากที่มีตุ่มเล็ก ๆ และไม่ดีขึ้นเมื่อทาสเตียรอยด์ อาจเป็นโรคอื่น ดูเพิ่มที่ ผื่นรอบปาก ไม่ใช่สิว

ปากแห้งลอกจากแพ้ลิปสติก ลิปบาล์ม หรือยาสีฟัน (Allergic contact cheilitis)

  • ลักษณะ: ปากแห้ง ลอก คัน แสบ บางครั้งบวมเล็กน้อย เป็นทั้งริมฝีปาก เริ่มหลังเปลี่ยนลิปสติก ลิปบาล์ม ยาสีฟัน หรือน้ำยาบ้วนปาก ยิ่งทาลิปบาล์มตัวเดิมยิ่งแย่ลง

  • สาเหตุ: ภูมิแพ้ต่อสารที่สัมผัสปาก ที่พบบ่อยคือน้ำหอมและสารแต่งกลิ่นรส (เช่น กลิ่นเปปเปอร์มินต์ อบเชย วานิลลา) โพรโพลิส ลาโนลิน สารกันเสีย สารกันแดดบางตัว และสารแต่งกลิ่นในยาสีฟัน

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายต่อชีวิต แต่จะเป็นเรื้อรังตราบใดที่ยังใช้สารที่แพ้ เมื่อหยุดได้ถูกตัว อาการมักดีขึ้นภายใน 2–4 สัปดาห์

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: ปากลอกเรื้อรังเกิน 1 เดือน หรือเปลี่ยนผลิตภัณฑ์แล้วยังไม่ดีขึ้น เพื่อทำการทดสอบภูมิแพ้ผิวหนังแบบแปะ (patch test)

patch test คือการแปะสารทดสอบที่หลังไว้ 2 วัน แล้วอ่านผลวันที่ 2 และวันที่ 4 ช่วยบอกได้ว่าแพ้สารตัวไหน ซึ่งสำคัญกว่าการเลิกใช้ทุกอย่างแบบเดา เพราะสารเดียวกันอยู่ในหลายผลิตภัณฑ์ ระหว่างรอผล ให้ใช้แต่ปิโตรเลียมเจลลี่ล้วนที่ไม่มีกลิ่นและไม่มีรส และเปลี่ยนยาสีฟันเป็นชนิดไม่มีกลิ่นเปปเปอร์มินต์ อ่านหลักการแยกผื่นแพ้สัมผัสเพิ่มได้ที่ ผื่นแพ้สัมผัส อาการและการรักษา

ปากลอกเป็นแผ่นทุกวัน หรือลอกเป็นคราบขาว (Exfoliative cheilitis)

  • ลักษณะ: ผิวปากหนาตัวเป็นแผ่นหรือเป็นคราบสีขาวเหลือง ลอกออกแล้วไม่กี่วันก็ขึ้นใหม่ วนซ้ำเป็นเดือนหรือเป็นปี ผิวใต้แผ่นที่ลอกมักแดงและแสบ

  • สาเหตุ: มักสัมพันธ์กับนิสัยกัด ดึง หรือลอกหนังปากซ้ำ ๆ ความเครียด และบางรายมีเชื้อราแคนดิดา (Candida) หรือแพ้สารสัมผัสซ้อน แพทย์จะวินิจฉัยภาวะนี้หลังจากตัดสาเหตุอื่นออกแล้ว

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่เรื้อรังและกระทบความมั่นใจ

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: ลอกเป็นแผ่นซ้ำนานเกิน 1 เดือน เพื่อตรวจหาเชื้อรา ทำ patch test และแยกจากโรคอื่น

การรักษาเริ่มจากหยุดการลอกหรือกัดปาก ทาขี้ผึ้งเคลือบปากหนา ๆ เพื่อให้แผ่นหนังนิ่มและหลุดเอง ถ้าตรวจพบเชื้อรา แพทย์อาจให้ยาทาฆ่าเชื้อรา เช่น miconazole หรือ clotrimazole วันละ 2 ครั้ง 1–2 สัปดาห์ และถ้ามีการอักเสบ อาจใช้ยาทากลุ่ม calcineurin inhibitor แทนสเตียรอยด์เพื่อใช้ได้นานกว่า ในคนที่ลอกปากเพราะความเครียดหรือความเคยชิน การดูแลด้านพฤติกรรมช่วยได้มาก

ปากแห้งแตกจากยารักษาสิว isotretinoin และยากลุ่มเรตินอยด์ (Retinoid cheilitis)

  • ลักษณะ: ริมฝีปากแห้ง ลอก แตกทั้งปาก เริ่มภายใน 1–2 สัปดาห์หลังเริ่มยา มักมีผิวหน้าแห้งและตาแห้งร่วมด้วย

  • สาเหตุ: ยา isotretinoin (ยากินรักษาสิว) และ acitretin (ยารักษาสะเก็ดเงิน) ลดการทำงานของต่อมไขมันและทำให้ผิวชั้นนอกบางลง ปากแห้งพบในผู้ใช้ isotretinoin เกือบทุกราย และมากขึ้นตามขนาดยา วิตามินเอขนาดสูงก็ทำให้เกิดได้เช่นกัน

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: เป็นผลข้างเคียงที่คาดไว้ ไม่ได้แปลว่าต้องหยุดยา และดีขึ้นหลังหยุดยาภายในไม่กี่สัปดาห์

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: ปากแตกจนเลือดออกทุกวัน มีสะเก็ดเหลือง ปวด หรือกินอาหารลำบาก ให้แจ้งแพทย์ที่สั่งยา อย่าหยุดหรือลดยาเอง

ระหว่างใช้ยา ให้ทาปิโตรเลียมเจลลี่หรือขี้ผึ้งเคลือบปากตั้งแต่วันแรก อย่างน้อยวันละ 4–6 ครั้ง และหนา ๆ ก่อนนอน พกติดตัวและทาซ้ำหลังกินอาหารหรือดื่มน้ำทุกครั้ง หลีกเลี่ยงลิปบาล์มที่มีกลิ่นหรือมีเมนทอล ถ้าปากแตกมาก แพทย์อาจปรับขนาดยา หรือให้ยาทาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น mupirocin 2% วันละ 2–3 ครั้ง 5–7 วัน เมื่อมีสะเก็ดเหลืองจากเชื้อแทรกซ้อน

ปากแห้งเป็นขุยขาวในผู้สูงอายุที่ตากแดด (Actinic cheilitis)

  • ลักษณะ: มักเป็นที่ริมฝีปากล่าง ผิวหยาบ แห้ง เป็นขุยหรือคราบสีขาวเทาที่ไม่หลุด ขอบริมฝีปากกับผิวหน้าที่เคยคมชัดดูเลือนลง อาจมีจุดแตกเป็นแผลตื้นที่หายแล้วกลับมาที่เดิม

  • สาเหตุ: แสงแดดสะสมนานหลายปี พบในคนอายุเกิน 40–50 ปี ผิวขาว ทำงานกลางแจ้ง เช่น เกษตรกร ชาวประมง คนงานก่อสร้าง และการสูบบุหรี่เพิ่มความเสี่ยง

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: เป็นภาวะก่อนมะเร็ง ส่วนหนึ่งเปลี่ยนเป็นมะเร็งผิวหนังชนิด squamous cell carcinoma ที่ริมฝีปาก ซึ่งลุกลามได้เร็วกว่ามะเร็งผิวหนังที่ตำแหน่งอื่น

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทุกรายที่มีลักษณะนี้ ควรพบแพทย์ผิวหนังโดยไม่ต้องรอดูอาการ และรีบมากขึ้นถ้ามีก้อนแข็ง แผลไม่หายเกิน 3–4 สัปดาห์ หรือเลือดออกง่าย

แพทย์จะตรวจด้วยกล้องขยายและอาจตัดชิ้นเนื้อตรวจ ถ้ายังไม่เป็นมะเร็ง การรักษามีทั้งยาทา 5-fluorouracil 5% วันละ 1–2 ครั้งราว 2–4 สัปดาห์ ยาทา imiquimod การจี้เย็นด้วยไนโตรเจนเหลว การฉายแสงร่วมกับยาทา (photodynamic therapy) หรือเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ลอกผิวปากชั้นบนตามที่แพทย์ประเมิน ยาทากลุ่มนี้ทำให้ปากแดงอักเสบมากในช่วงรักษา ซึ่งเป็นปฏิกิริยาที่คาดไว้และต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ ภาวะเดียวกันที่เกิดบนผิวหน้าและหลังมือเรียกว่า ผื่นสะเก็ดก่อนมะเร็ง Actinic keratosis

มุมปากแห้งลอก แตกเป็นแผล (Angular cheilitis หรือปากนกกระจอก)

  • ลักษณะ: แห้ง แดง แตกเป็นร่องที่มุมปากข้างเดียวหรือสองข้าง เจ็บเวลาอ้าปาก ส่วนกลางริมฝีปากมักปกติ

  • สาเหตุ: น้ำลายขังที่ซอกมุมปาก ทำให้เชื้อราแคนดิดาและแบคทีเรีย Staphylococcus aureus เจริญ พบบ่อยในผู้สูงอายุที่ใส่ฟันปลอม คนที่ซอกมุมปากลึก และคนที่ขาดธาตุเหล็กหรือวิตามินบี

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่เป็นซ้ำบ่อยถ้าไม่แก้ที่สาเหตุ

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทาเองแล้วไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ เป็นซ้ำหลายครั้งต่อปี หรือมีแผลในปากและลิ้นเลี่ยนร่วมด้วย

การรักษามาตรฐานคือยาทาฆ่าเชื้อรา เช่น miconazole 2% หรือ clotrimazole 1% วันละ 2 ครั้ง 1–2 สัปดาห์ บางรายแพทย์ใช้ร่วมกับ hydrocortisone 1% ช่วงสั้น ๆ ถ้ามีสะเก็ดเหลืองอาจเพิ่มยาทาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ถ้าเป็นซ้ำบ่อย ควรตรวจเลือดหาภาวะขาดเหล็ก วิตามินบี 12 และน้ำตาลในเลือด รายละเอียดการแยกจากเริมอยู่ที่ ปากนกกระจอก เกิดจากอะไร

ปากแห้งลอกจากขาดวิตามิน พบได้จริงแต่น้อยกว่าที่คิด

  • ลักษณะ: ปากแห้ง แตกที่มุมปาก ลิ้นแดงเลี่ยนหรือเจ็บลิ้น มักมีอาการอื่นร่วม เช่น อ่อนเพลีย ซีด ชาปลายมือปลายเท้า

  • สาเหตุ: ขาดวิตามินบี 2 (riboflavin) บี 3 บี 6 บี 12 โฟเลต ธาตุเหล็ก หรือสังกะสี พบในคนที่กินอาหารจำกัดมาก ดื่มแอลกอฮอล์ประจำ ผ่าตัดกระเพาะ มีโรคลำไส้ดูดซึมผิดปกติ หรือกินมังสวิรัติเคร่งครัดโดยไม่เสริมบี 12

  • ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ขึ้นกับโรคต้นเหตุ ภาวะซีดจากขาดเหล็กหรือบี 12 ต้องหาสาเหตุเสมอ

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์: ปากแตกร่วมกับลิ้นเลี่ยน ซีด เหนื่อยง่าย หรือน้ำหนักลด

คนที่กินอาหารครบหมู่และปากแห้งเฉพาะช่วงหน้าหนาว แทบทั้งหมดไม่ได้ขาดวิตามิน การกินวิตามินรวมจึงไม่ช่วยให้ปากหายแห้ง และการกินวิตามินเอเกินขนาดกลับทำให้ปากแห้งลอกมากขึ้น ถ้าสงสัยว่าขาดจริง ควรตรวจเลือดก่อนเสริม

ปากแห้งจากร่างกายขาดน้ำหรือโรคทั่วร่างกาย

ปากแห้งบางแบบไม่ได้เริ่มที่ผิวริมฝีปาก แต่เป็นสัญญาณจากร่างกาย

  • ขาดน้ำ: ท้องเสีย อาเจียน ไข้สูง หรือออกกำลังกลางแดด ปากแห้งร่วมกับปัสสาวะน้อยและสีเข้ม

  • เบาหวานที่ยังคุมไม่ได้: กระหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย น้ำหนักลด

  • ปากแห้งในช่องปาก (Xerostomia): น้ำลายน้อย กลืนอาหารแห้งลำบาก ฟันผุง่าย พบจากยาแก้แพ้ ยาขับปัสสาวะ ยาต้านเศร้า การฉายรังสีบริเวณศีรษะและคอ หรือโรคโจเกรน (Sjögren's syndrome) ที่มีตาแห้งร่วมด้วย

  • ยาเคมีบำบัด: ทำให้เยื่อบุปากและริมฝีปากอักเสบ ควรดูแลตามคำแนะนำของทีมรักษามะเร็ง

ภาวะเหล่านี้ทาลิปบาล์มอย่างเดียวไม่พอ ต้องแก้ที่ต้นเหตุ

ปากแห้งลอกร่วมกับปากบวมหรือมีตุ่มน้ำ แยกจากเริมและปากเจ่อ

ปากแห้งธรรมดาไม่บวมและไม่มีตุ่มน้ำ ถ้ามีอาการเหล่านี้ร่วมด้วยให้นึกถึงโรคอื่น

  • ตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่มที่ขอบปาก แสบร้อนนำมาก่อน 1 วัน แล้วแตกเป็นสะเก็ด: เริม ซึ่งรักษาด้วยยาต้านไวรัส อ่าน เริมที่ปาก กี่วันหาย ใช้ยาอะไร

  • ปากบวมขึ้นเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง: อาจเป็นลมพิษชนิดบวมลึก ถ้าลิ้นหรือคอบวม หายใจลำบาก ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที อ่าน ปากเจ่อ ปากบวมแบบไหนอันตราย

  • ปากเป็นแผลถลอกทั้งปาก ร่วมกับไข้ ตาแดง และผื่นตามตัวหลังเริ่มยาใหม่: อาจเป็นผื่นแพ้ยารุนแรง ต้องพบแพทย์ทันที

  • ปากคล้ำลงร่วมกับแห้ง: มักเป็นรอยดำหลังการอักเสบซ้ำ ๆ อ่าน ริมฝีปากดำ เกิดจากอะไร

ปากแห้งแบบไหนอันตราย สัญญาณที่ไม่ควรรอ

ส่วนใหญ่ปากแห้งลอกเป็นเรื่องผิวชั้นนอก แต่สัญญาณต่อไปนี้ต้องพบแพทย์

  1. แผลหรือจุดแตกที่เดิมไม่หายเกิน 3–4 สัปดาห์ โดยเฉพาะที่ริมฝีปากล่าง

  2. คลำเจอก้อนแข็ง ใต้ผิวปาก หรือผิวปากหนาขึ้นเป็นปื้นขาวที่ขูดไม่ออก

  3. ขอบริมฝีปากเลือนหายไป ในผู้สูงอายุที่ตากแดดหรือสูบบุหรี่

  4. ลิ้นหรือคอบวม หายใจลำบาก เสียงแหบ ไปห้องฉุกเฉินทันที

  5. ปากเป็นแผลทั้งปาก มีไข้ ตาแดง ผื่นตามตัว โดยเฉพาะหลังเริ่มยาใหม่ภายใน 1–8 สัปดาห์

  6. ปากแห้งร่วมกับตาแห้ง กระหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย หรือน้ำหนักลด ต้องหาโรคทั่วร่างกาย

  7. ดูแลถูกวิธีเกิน 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น แปลว่าน่าจะมีสาเหตุอื่นซ้อน

ปากแห้งลอก ใช้อะไรดี: หลักการเลือกลิปบาล์ม

สิ่งที่ช่วยปากแห้งได้จริงคือสารที่เคลือบกันน้ำระเหย (occlusive) ไม่ใช่สารแต่งกลิ่นหรือสารที่ทำให้รู้สึกเย็น

  • ปิโตรเลียมเจลลี่ (petrolatum หรือ white soft paraffin): มีหลักฐานมากและแพ้น้อยมาก ใช้ได้ตั้งแต่เด็กเล็กถึงผู้สูงอายุ เป็นตัวเลือกแรกของปากแห้งทุกแบบ

  • dimethicone, ceramide, squalane, shea butter: ช่วยเคลือบและเติมไขมันให้ผิว ใช้ได้ถ้าไม่แพ้

  • ลาโนลิน (lanolin): ให้ความชุ่มชื้นดี แต่เป็นสารที่แพ้ได้ คนที่ปากลอกเรื้อรังไม่ควรใช้จนกว่าจะรู้ผล patch test

  • ลิปบาล์มกันแดด SPF 30 ขึ้นไป: จำเป็นสำหรับคนที่อยู่กลางแจ้ง ทาซ้ำทุก 2 ชั่วโมง และหลังกินหรือดื่ม คนที่แพ้ง่ายควรเลือกชนิดที่ใช้ zinc oxide หรือ titanium dioxide

ลักษณะที่ดีคือเนื้อขี้ผึ้งหรือเนื้อแท่ง ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส และไม่มีสี ราคาไม่ได้บอกว่าช่วยได้มากกว่า สิ่งที่บอกคือรายการส่วนผสมด้านหลัง

ส่วนผสมในลิปบาล์มที่ควรเลี่ยงตอนปากแห้งลอก

ลิปบาล์มบางชนิดทำให้รู้สึกเย็นหรือซ่าชั่วคราว แต่ระคายผิวที่แตกอยู่แล้วและทำให้อยากทาซ้ำจนแห้งกว่าเดิม

  • เมนทอล การบูร (camphor) ฟีนอล ยูคาลิปตัส: ให้ความรู้สึกเย็นแต่ระคายผิวปาก

  • น้ำหอมและสารแต่งกลิ่นรส: เปปเปอร์มินต์ อบเชย ซิตรัส วานิลลา เป็นสาเหตุแพ้ที่พบบ่อยที่สุดของปากลอกเรื้อรัง

  • กรดซาลิไซลิกและสารผลัดเซลล์: ทำให้ผิวที่บางอยู่แล้วบางลงอีก

  • ลิปสติกเนื้อแมตต์ติดทนนาน: มักดึงความชุ่มชื้นออกจากปาก ถ้าต้องใช้ ให้ทาขี้ผึ้งรองก่อน และล้างออกด้วยน้ำมันหรือคลีนเซอร์อ่อนโยนก่อนนอน

  • ยาสีฟันที่มีโซเดียมลอริลซัลเฟต (SLS) หรือกลิ่นมินต์แรง: ถ้าปากลอกต่อเนื่อง ลองเปลี่ยนเป็นชนิดอ่อนโยนไม่มีกลิ่นแรง 4 สัปดาห์

ยาที่แพทย์ผิวหนังใช้รักษาปากแห้งลอก

ยาแต่ละตัวใช้กับปากแห้งคนละแบบ การเลือกยาและระยะเวลาขึ้นกับการตรวจของแพทย์

  • hydrocortisone 1% ครีมหรือขี้ผึ้ง: สเตียรอยด์อ่อน ใช้เมื่อปากอักเสบแดง คัน ทาบาง ๆ วันละ 1–2 ครั้ง ไม่เกิน 5–7 วัน ห้ามใช้สเตียรอยด์แรงที่ปากเอง เพราะผิวปากบางและเกิดผลข้างเคียงง่าย

  • tacrolimus 0.1% ขี้ผึ้ง หรือ pimecrolimus 1% ครีม: ยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ แพทย์ใช้กับปากอักเสบเรื้อรังหรือผื่นรอบปากที่ต้องใช้นานเกิน 1–2 สัปดาห์ ช่วงแรกอาจแสบร้อนเล็กน้อย

  • miconazole 2% หรือ clotrimazole 1%: ยาทาฆ่าเชื้อรา ใช้เมื่อมีเชื้อแคนดิดา โดยเฉพาะที่มุมปาก วันละ 2 ครั้ง 1–2 สัปดาห์

  • mupirocin 2% หรือ fusidic acid 2%: ยาทาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ใช้เมื่อมีสะเก็ดเหลืองหรือน้ำเหลือง วันละ 2–3 ครั้ง 5–7 วัน

  • 5-fluorouracil 5% หรือ imiquimod: ใช้กับริมฝีปากอักเสบจากแสงแดดภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น

สิ่งที่บอกว่าการรักษาได้ผลคือผิวปากเรียบขึ้น ลอกน้อยลง และไม่กลับมาแตกที่จุดเดิมภายใน 1–2 สัปดาห์ ถ้าไม่ดีขึ้นในระยะนี้ แพทย์จะทบทวนการวินิจฉัยใหม่ เช่น ทำ patch test ขูดตรวจเชื้อรา หรือตัดชิ้นเนื้อ

ทำไมไม่ควรลอกหนังปากหรือขัดปากแรง ๆ

แผ่นหนังที่ยกขึ้นยังยึดกับผิวด้านล่าง การดึงออกจะพาผิวที่ยังไม่พร้อมหลุดออกไปด้วย ทำให้เป็นแผลเลือดซึม เจ็บ เสี่ยงติดเชื้อ และผิวที่ซ่อมใหม่จะแห้งลอกซ้ำในไม่กี่วัน การลอกปากซ้ำ ๆ ยังเป็นกลไกสำคัญของปากลอกเป็นแผ่นเรื้อรัง

ให้ทาขี้ผึ้งหนา ๆ ทิ้งไว้ แผ่นหนังจะนิ่มและหลุดเองภายใน 2–3 วัน ถ้ารำคาญมาก ใช้กรรไกรเล็กที่สะอาดตัดเฉพาะส่วนที่ลอยอยู่ สครับปากไม่จำเป็นในช่วงที่ปากแตก และควรงดไปจนกว่าผิวจะหายดี

วิธีดูแลปากแห้งลอกที่บ้าน ทำตามลำดับนี้

  1. หยุดเลียปาก กัดปาก และลอกหนังปาก เป็นขั้นที่สำคัญที่สุด

  2. ทาปิโตรเลียมเจลลี่วันละ 4–6 ครั้ง และทาซ้ำหลังกินอาหาร ดื่มน้ำ หรือล้างหน้า

  3. ก่อนนอนทาหนา ๆ ให้เห็นเป็นชั้นมัน เพราะตอนหลับปากแห้งที่สุด

  4. ลดสิ่งระคาย เปลี่ยนเป็นลิปบาล์มและยาสีฟันชนิดไม่มีกลิ่น งดลิปสติกแมตต์ชั่วคราว

  5. กลางวันใช้ลิปบาล์ม SPF 30 เมื่อต้องออกแดด

  6. เพิ่มความชื้นในห้อง ห้องแอร์ที่แห้งมาก เครื่องเพิ่มความชื้นให้อยู่ราว 40–60% ช่วยได้ และแก้อาการคัดจมูกถ้านอนอ้าปาก

  7. ดื่มน้ำให้พอ สังเกตจากปัสสาวะสีเหลืองอ่อน

  8. ประเมินที่ 2 สัปดาห์ ถ้าไม่ดีขึ้นชัดเจน ให้พบแพทย์ผิวหนัง

กินอะไรให้หายปากแห้ง

ไม่มีอาหารชนิดเดียวที่ทำให้หายปากแห้ง เพราะปากแห้งส่วนใหญ่เกิดจากสิ่งแวดล้อมและการสัมผัส ไม่ใช่การขาดสารอาหาร สิ่งที่ช่วยได้คือ

  • ดื่มน้ำให้พอ เพราะการขาดน้ำทำให้ปากแห้งจริง แต่การดื่มเกินความต้องการไม่ได้ทำให้ปากชุ่มขึ้น

  • กินอาหารครบหมู่ ให้มีแหล่งวิตามินบี 2 (นม ไข่ ผักใบเขียว) บี 12 (เนื้อสัตว์ ไข่ นม) ธาตุเหล็ก (เนื้อแดง ตับ) และสังกะสี (อาหารทะเล ถั่ว)

  • ลดอาหารรสจัดและเปรี้ยวจัดช่วงที่ปากแตก เพราะแสบและระคายแผล รวมถึงผลไม้ที่ยางระคายปาก เช่น มะม่วงดิบและสับปะรด

  • ลดแอลกอฮอล์และงดสูบบุหรี่ ทั้งสองอย่างทำให้ปากแห้ง และบุหรี่เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งริมฝีปาก

ปากแห้งลอกในเด็ก

เด็กปากแห้งลอกบ่อยกว่าผู้ใหญ่ เพราะเลียปากเป็นนิสัย ดูดนิ้ว และหลายคนมีผื่นภูมิแพ้ผิวหนังอยู่เดิม ลักษณะที่พบบ่อยคือวงแดงรอบปากจากการเลีย ให้ทาปิโตรเลียมเจลลี่หนา ๆ ทั้งปากและวงรอบปากก่อนไปโรงเรียน หลังกินข้าว และก่อนนอน อธิบายให้เด็กเข้าใจว่าการเลียทำให้แสบมากขึ้น

ไม่ควรใช้ลิปบาล์มที่มีสีหรือรสหวานในเด็ก เพราะทำให้อยากเลีย และไม่ควรใช้ยาสเตียรอยด์ที่เหลือจากผู้ใหญ่ ถ้ามีสะเก็ดเหลืองรอบปาก อาจเป็นผื่นติดเชื้อแบคทีเรียซึ่งติดต่อได้ ควรพบแพทย์

สรุปสั้น ๆ

  • ปากแห้งลอกส่วนใหญ่มาจากอากาศแห้งร่วมกับการเลียปาก ทาปิโตรเลียมเจลลี่วันละ 4–6 ครั้งแล้วควรดีขึ้นใน 3–7 วัน

  • วงแดงรอบปากในเด็กคือผื่นจากการเลียปาก ต้องเคลือบปากและหยุดเลีย

  • ปากลอกเรื้อรังที่แย่ลงเมื่อทาลิปบาล์ม ให้สงสัยแพ้สารแต่งกลิ่น ลาโนลิน หรือยาสีฟัน และทำ patch test

  • ใช้ isotretinoin แล้วปากแตกเป็นเรื่องปกติของยา ทาขี้ผึ้งตั้งแต่วันแรกและแจ้งแพทย์ถ้ารุนแรง ไม่ต้องหยุดยาเอง

  • ผู้สูงอายุที่ปากล่างเป็นขุยขาวและขอบปากเลือน อาจเป็นภาวะก่อนมะเร็ง ต้องพบแพทย์ผิวหนัง

  • ดูแลถูกวิธีเกิน 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น หรือมีแผลไม่หายเกิน 3–4 สัปดาห์ ให้พบแพทย์

คำถามที่พบบ่อยเรื่องปากแห้งลอก

ทําไมปากถึงแห้งและลอก?

ผิวริมฝีปากบางและไม่มีต่อมไขมัน จึงเสียน้ำง่ายกว่าผิวส่วนอื่น สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคืออากาศแห้งหรือห้องแอร์ร่วมกับการเลียปาก ซึ่งน้ำลายจะระคายผิวและทำให้แห้งกว่าเดิม รองลงมาคือการแพ้สารในลิปสติก ลิปบาล์ม หรือยาสีฟัน ผลข้างเคียงจากยารักษาสิว isotretinoin การหายใจทางปาก และในผู้สูงอายุที่ตากแดดนาน อาจเป็นริมฝีปากอักเสบจากแสงแดด ถ้าทาปิโตรเลียมเจลลี่สม่ำเสมอแล้วไม่ดีขึ้นใน 2 สัปดาห์ ควรให้แพทย์หาสาเหตุ

ปากแห้งแบบไหนอันตราย

ปากแห้งที่ต้องพบแพทย์คือ มีแผลหรือรอยแตกที่เดิมไม่หายเกิน 3–4 สัปดาห์ คลำเจอก้อนแข็ง มีปื้นขาวที่ขูดไม่ออก หรือขอบริมฝีปากล่างเลือนหายในผู้สูงอายุที่ตากแดดหรือสูบบุหรี่ ซึ่งอาจเป็นภาวะก่อนมะเร็ง ส่วนปากบวมร่วมกับลิ้นหรือคอบวมและหายใจลำบาก หรือปากเป็นแผลทั้งปากพร้อมไข้ ตาแดง และผื่นหลังเริ่มยาใหม่ ต้องไปห้องฉุกเฉินทันที ปากแห้งร่วมกับกระหายน้ำมาก ปัสสาวะบ่อย หรือตาแห้ง ควรตรวจหาโรคทั่วร่างกาย

ปากแห้งลอก ใช้อะไรดี

ตัวเลือกแรกคือปิโตรเลียมเจลลี่ชนิดไม่มีกลิ่น ไม่มีสี ไม่มีรส ทาวันละ 4–6 ครั้งและหนา ๆ ก่อนนอน ทาซ้ำหลังกินหรือดื่ม ถ้าต้องออกแดดให้ใช้ลิปบาล์ม SPF 30 ขึ้นไป หลีกเลี่ยงลิปบาล์มที่มีเมนทอล การบูร น้ำหอม หรือกรดซาลิไซลิก ถ้าปากอักเสบแดงคัน แพทย์อาจให้ hydrocortisone 1% ทาบาง ๆ ไม่เกิน 5–7 วัน ส่วนแผลที่มุมปากมักต้องใช้ยาทาฆ่าเชื้อรา เช่น miconazole 2% วันละ 2 ครั้ง 1–2 สัปดาห์ การเลือกยาควรผ่านการตรวจของแพทย์

กินอะไรให้หายปากแห้ง

ไม่มีอาหารชนิดใดที่ทำให้หายปากแห้งได้เอง เพราะปากแห้งส่วนใหญ่เกิดจากอากาศและการเลียปาก สิ่งที่ช่วยคือดื่มน้ำให้พอจนปัสสาวะสีเหลืองอ่อน กินอาหารครบหมู่ที่มีวิตามินบี 2 จากนม ไข่ ผักใบเขียว วิตามินบี 12 จากเนื้อสัตว์ ธาตุเหล็ก และสังกะสี ช่วงที่ปากแตกควรเลี่ยงอาหารรสจัดหรือเปรี้ยวจัดที่ทำให้แสบ ลดแอลกอฮอล์และงดบุหรี่ การกินวิตามินรวมโดยไม่ได้ขาดจริงไม่ช่วย และวิตามินเอขนาดสูงกลับทำให้ปากแห้งมากขึ้น

ขอบปากแห้งลอก เกิดจากอะไร และมีวิธีแก้ไขอย่างไร?

ถ้าแห้งลอกเป็นวงแดงกินออกนอกขอบปาก มักเป็นผื่นจากการเลียปาก ซึ่งพบบ่อยในเด็กและหน้าหนาว แก้โดยหยุดเลียและทาปิโตรเลียมเจลลี่หนา ๆ คลุมทั้งวงผื่นวันละ 4–6 ครั้ง ถ้าเป็นที่มุมปากและแตกเป็นแผล มักเป็นปากนกกระจอกจากเชื้อราและแบคทีเรีย ต้องใช้ยาทาฆ่าเชื้อรา ถ้าขอบปากเลือนและเป็นขุยขาวในผู้สูงอายุ อาจเป็นริมฝีปากอักเสบจากแสงแดดที่ต้องให้แพทย์ตรวจ ถ้าเป็นหลังเปลี่ยนลิปสติกหรือยาสีฟัน ให้หยุดใช้ตัวนั้นและพิจารณาทำ patch test

ปากแห้ง ลอก ขาดวิตามินอะไร

วิตามินที่เกี่ยวกับปากแตกคือวิตามินบี 2 (riboflavin) บี 3 บี 6 บี 12 โฟเลต รวมถึงธาตุเหล็กและสังกะสี มักทำให้มุมปากแตกร่วมกับลิ้นแดงเลี่ยนหรือเจ็บลิ้น อ่อนเพลีย หรือซีด แต่พบไม่บ่อยในคนที่กินอาหารครบหมู่ กลุ่มที่เสี่ยงคือคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ประจำ กินมังสวิรัติเคร่งครัดโดยไม่เสริมบี 12 ผ่าตัดกระเพาะ หรือมีโรคลำไส้ ถ้าปากแห้งเฉพาะหน้าหนาวและไม่มีอาการอื่น มักไม่ได้ขาดวิตามิน ถ้าสงสัยควรตรวจเลือดก่อนกินเสริม

อ่านบทความโรคผิวหนังเรื่องอื่น ๆ ได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 11 ตุลาคม 2026

ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการสั่งยาเฉพาะบุคคล การเลือกยา ขนาด และระยะเวลาการรักษา ควรได้รับการประเมินจากแพทย์

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
ครีมทาผิวแห้ง เลือกยังไง แพทย์ผิวหนังอธิบายส่วนผสม urea ceramide ปิโตรเลียมเจลลี ตัวไหนเหมาะกับผิวแบบไหน

ครีมทาผิวแห้ง หรือมอยส์เจอไรเซอร์ (moisturizer, emollient) คือผลิตภัณฑ์ที่เติมน้ำและไขมันกลับเข้าสู่ชั้นผิวนอกสุด แล้วเคลือบไว้ไม่ให้น้ำระเหยออก ใช้รักษาและป้องกันภาวะผิวแห้ง (xerosis) การเลือกครีมให้

 
 
 
แชมพูลดผมร่วง ช่วยได้จริงไหม แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีเลือกตัวยาให้ตรงสาเหตุ ketoconazole caffeine และเมื่อไรต้องใช้ minoxidil

แชมพูลดผมร่วง (Anti-hair-loss shampoo) ช่วยได้จริงเฉพาะเมื่อผมร่วงมาจากหนังศีรษะอักเสบ เช่น รังแคหรือเซ็บเดิร์ม (Seborrheic dermatitis) และช่วยเสริมได้บ้างในผมบางจากกรรมพันธุ์ (Androgenetic alopecia)

 
 
 
หนังศีรษะแห้ง ลอกเป็นขุย เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกจากรังแค สะเก็ดเงิน แพ้สีย้อมผม และวิธีเลือกแชมพูตามตัวยา

หนังศีรษะแห้ง (Dry scalp หรือ Scalp xerosis) คือภาวะที่ผิวหนังบนศีรษะเสียไขมันและน้ำไปมากกว่าที่สร้างทดแทนได้ จึงตึง คัน และลอกเป็นขุยสีขาวเล็กละเอียดแห้ง ๆ ซึ่งต่างจากรังแค (Dandruff) ที่เป็นขุยแผ่นใ

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ