
การรักษาด้วยแสง LED (LED Light Therapy) ฟื้นฟูผิวและรักษาสิวอักเสบอย่างอ่อนโยน
- 18 มิ.ย.
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 17 ก.ค.
การรักษาด้วยแสง LED (Light Emitting Diode) เป็นการฟื้นฟูและรักษาผิวหนังด้วยแสงความยาวคลื่นเฉพาะ โดยไม่ใช้ความร้อนสูงและไม่มีรังสียูวี จึงจัดเป็นหัตถการที่อ่อนโยนและปลอดภัยสำหรับผิวแทบทุกสภาพ แสง LED แต่ละสีมีความยาวคลื่นและคุณสมบัติต่างกัน จึงเลือกใช้รักษาปัญหาผิวได้หลายชนิด ตั้งแต่สิวอักเสบ ไปจนถึงการฟื้นฟูผิวและลดการอักเสบหลังทำหัตถการอื่น ที่ Siam Dermatology เราใช้แสง LED ระดับคลินิกภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนัง เพื่อเสริมผลการรักษาให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
แสง LED รักษาผิวได้อย่างไร
แสง LED ทำงานผ่านหลักการโฟโตไบโอมอดูเลชัน (Photobiomodulation) โดยแสงจะถูกดูดซึมโดยไมโตคอนเดรียภายในเซลล์ผิวหนัง โดยเฉพาะเอนไซม์ไซโตโครมซีออกซิเดส (Cytochrome C Oxidase) การกระตุ้นนี้ทำให้เซลล์ผลิตพลังงาน ATP เพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานหลักของเซลล์ ส่งผลให้กระบวนการซ่อมแซมเซลล์เร็วขึ้น การสร้างคอลลาเจนเพิ่มขึ้น และการอักเสบลดลง
แสง LED แต่ละสีใช้รักษาอะไร
แสงสีแดง (Red LED, 630–660 nm): กระตุ้นคอลลาเจน ช่วยลดริ้วรอยและฟื้นฟูผิวให้ดูสดใสขึ้น
แสงอินฟราเรดใกล้ (Near-Infrared, 830 nm): ช่วยลดการอักเสบและเร่งการสมานแผล เหมาะเสริมหลังทำหัตถการ
แสงสีน้ำเงิน (Blue LED, 415 nm): ทำลายเชื้อแบคทีเรียก่อสิว Cutibacterium acnes (P. acnes) โดยกระตุ้นสารพอร์ฟีรินในแบคทีเรียให้สร้างอนุมูลอิสระทำลายเชื้อ
แสงสีเหลือง (Yellow LED, 590 nm): ช่วยลดรอยแดงและการอักเสบของผิวหนัง
มีงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Photomedicine and Laser Surgery ยืนยันประสิทธิภาพของแสง LED ในการช่วยรักษาสิวอักเสบและฟื้นฟูสภาพผิว
ขั้นตอนการรักษาด้วยแสง LED
การรักษาด้วยแสง LED เป็นขั้นตอนที่เรียบง่ายและสบาย แพทย์จะทำความสะอาดผิวหน้า ให้ผู้ป่วยนอนหลับตาในท่าที่ผ่อนคลาย จากนั้นเลือกสีแสงที่เหมาะกับปัญหาผิวและวางแผง LED เหนือใบหน้าในระยะที่เหมาะสม
ระยะเวลา: ประมาณ 15–30 นาที ต่อครั้ง
ความรู้สึกขณะทำ: ไม่เจ็บปวด อาจรู้สึกอุ่นสบายเท่านั้น
จำนวนครั้ง: แนะนำ 8–12 ครั้ง สัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
ข้อดีของการรักษาด้วยแสง LED
ไม่เจ็บปวด: จึงเหมาะกับผู้ที่กลัวความเจ็บหรือทนความเจ็บได้ไม่ดี
ไม่มีระยะพักฟื้น: ทำกิจกรรมต่อได้ทันทีหลังทำ
เหมาะทุกสีผิว: ปลอดภัยแม้กับผิวสีเข้ม
ใช้ร่วมกับการรักษาอื่นได้: เช่น ใช้เสริมหลังเลเซอร์เพื่อช่วยเร่งการฟื้นตัวของผิว
การดูแลตัวเองหลังรับการรักษา
แสง LED ไม่ทำลายผิวหนังและไม่ทำให้เกิดแผล จึงไม่ต้องดูแลเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม ควรทาครีมบำรุงผิวและครีมกันแดดเป็นประจำทุกวัน ดื่มน้ำให้เพียงพอ และหากทำร่วมกับหัตถการอื่น ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมรุนแรงบนผิวหนังในช่วง 24 ชั่วโมงแรก
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแสง LED
แสง LED รักษาสิวได้จริงไหม? แสง LED สีน้ำเงินความยาวคลื่น 415 นาโนเมตรช่วยทำลายเชื้อแบคทีเรียที่ก่อสิวอักเสบได้ โดยเฉพาะสิวอักเสบระดับเล็กถึงปานกลาง แต่ไม่สามารถทดแทนยารักษาสิวได้ทั้งหมด แพทย์มักใช้เสริมร่วมกับการรักษาหลัก
ต้องทำกี่ครั้งจึงเห็นผล? สำหรับการรักษาสิวอาจเริ่มเห็นผลตั้งแต่ 4–6 ครั้งแรก แต่แนะนำให้ทำครบ 8–12 ครั้งเพื่อผลที่ดี ส่วนการฟื้นฟูผิวอาจเห็นผลเร็วกว่าภายใน 3–4 ครั้ง
แสง LED ที่คลินิกกับเครื่องใช้ที่บ้านต่างกันอย่างไร? เครื่องระดับคลินิกมีพลังงานสูงและความยาวคลื่นแม่นยำกว่า จึงให้ผลการรักษาที่ดีกว่า เครื่องใช้ที่บ้านอาจช่วยบำรุงผิวได้บ้าง แต่ไม่สามารถรักษาโรคผิวหนังได้เท่าเครื่องระดับคลินิก
ใครควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำแสง LED? ผู้ที่ใช้ยาที่ทำให้ผิวไวต่อแสง ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ตัวเอง เช่น โรคลูปัส (SLE) ที่ผิวไวต่อแสง และหญิงตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเข้ารับการรักษาเสมอ
หากคุณสนใจการรักษาด้วยแสง LED เพื่อฟื้นฟูผิว รักษาสิว หรือเสริมการรักษาอื่น ๆ สามารถปรึกษาแพทย์ผิวหนังเฉพาะทางที่ Siam Dermatology เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะกับสภาพผิวของคุณ โทร 061-448-7000 หรือ LINE @siamderm
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 16 กรกฎาคม 2569




ความคิดเห็น