หน้าลอกเป็นขุย เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังแยก 6 สาเหตุ และวิธีแก้ให้ถูกจุด
อัปเดตเมื่อ 6 วันที่ผ่านมา
หน้าลอกเป็นขุย (facial scaling / facial desquamation) คืออาการที่ผิวชั้นนอกสุดของใบหน้าหลุดออกเป็นแผ่นบาง ๆ หรือเป็นผงขาว เพราะเกราะป้องกันผิว (skin barrier) เสียสมดุล หน้าลอกไม่ใช่ชื่อโรค แต่เป็นอาการร่วมของหลายภาวะ ที่พบบ่อยที่สุดคือ ผิวหน้าแห้งจากอากาศ (xerosis), การระคายเคืองจากเรตินอยด์หรือกรดผลัดผิว (retinoid dermatitis), เซ็บเดิร์มที่หน้า (seborrheic dermatitis), ผื่นแพ้สัมผัส (contact dermatitis), ผื่นจากครีมสเตียรอยด์ และ เชื้อราที่หน้า (tinea faciei) ซึ่งแต่ละสาเหตุรักษาคนละแบบ
ช่วงตุลาคมถึงมกราคม คนค้นหาคำว่า "หน้าลอกเป็นขุย" มากกว่าช่วงหน้าฝนเกือบ 3 เท่า และ "หน้าแห้งลอก" มากกว่าเกือบ 4 เท่า ส่วนใหญ่ลองเปลี่ยนครีมมาแล้วหลายตัวแต่ยังลอก ปัญหาส่วนมากไม่ได้อยู่ที่ยี่ห้อครีม แต่อยู่ที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองลอกจากสาเหตุไหน บทความนี้จะช่วยแยกสาเหตุจากตำแหน่ง ลักษณะขุย และอาการร่วม แล้วบอกว่าแต่ละแบบแพทย์ผิวหนังใช้อะไรรักษา ใช้นานเท่าไร และเมื่อไรควรมาตรวจ
หน้าลอกเป็นขุย คืออะไร ต่างจากผิวแห้งธรรมดาตรงไหน
ผิวชั้นนอกสุด (stratum corneum) หนาประมาณ 10–20 ไมโครเมตร ทำงานเหมือนกำแพงอิฐ เซลล์ผิวเป็นก้อนอิฐ ส่วนไขมันระหว่างเซลล์ ได้แก่ เซราไมด์ (ceramide) คอเลสเตอรอล และกรดไขมัน เป็นปูนที่ยึดไว้ ปกติเซลล์ผิวจะหลุดออกทีละเซลล์จนมองไม่เห็น โดยใช้เวลาผลัดเซลล์ราว 28–40 วัน
เมื่อปูนระหว่างเซลล์ลดลง หรือผิวผลัดเซลล์เร็วกว่าปกติจากการอักเสบ เซลล์จะหลุดออกเป็นกลุ่มจนมองเห็นเป็นขุย ดังนั้นการแยกให้ได้ว่า "ผิวแค่ขาดไขมัน" หรือ "ผิวกำลังอักเสบ" จึงสำคัญที่สุด
ผิวแห้งธรรมดา: ขุยละเอียด สีขาว ผิวไม่แดงหรือแดงเล็กน้อย ทามอยส์เจอไรเซอร์ 1–2 วันแล้วดีขึ้นชัด
ผิวอักเสบ (ผื่น): มีผิวแดง แสบ คัน หรือขุยเหลืองมัน ขุยเป็นวงหรือเป็นปื้นขอบชัด ทามอยส์เจอไรเซอร์อย่างเดียวไม่หาย
ผิวขาดน้ำ (dehydrated skin): เป็นภาวะชั่วคราว ผิวมันก็เป็นได้ เช่น หลังนั่งห้องแอร์ทั้งวัน หรือหลังล้างหน้าด้วยน้ำร้อน มักตึงมากกว่าลอก
แยกสาเหตุหน้าลอกใน 30 วินาที: ดูตำแหน่ง ดูขุย ดูอาการร่วม
ก่อนเลือกครีม ให้ส่องกระจกแล้วตอบ 3 ข้อนี้ จะช่วยตัดสาเหตุได้มากกว่าครึ่ง
ลอกตรงไหน ลอกทั่วหน้าเท่า ๆ กัน มักเป็นผิวแห้งหรือการระคายเคือง ลอกเฉพาะข้างจมูก หัวคิ้ว ระหว่างคิ้ว ไรผม หลังหู มักเป็นเซ็บเดิร์ม ลอกรอบปากหรือรอบจมูกแต่เว้นขอบปากไว้ประมาณ 2–3 มม. ชวนนึกถึงผื่นรอบปาก (perioral dermatitis) ลอกเป็นวงเดียวที่ค่อย ๆ ขยาย ชวนนึกถึงเชื้อรา
ขุยเป็นแบบไหน ขุยขาวละเอียดแห้ง เป็นผิวแห้งหรือระคายเคือง ขุยเหลืองมันเกาะเป็นแผ่น เป็นเซ็บเดิร์ม ขุยหนาที่ขอบวงแต่ตรงกลางเรียบ เป็นเชื้อรา ขุยหยาบแข็งเป็นจุดเดิมนานหลายเดือน ต้องระวังรอยโรคจากแดด
มีอาการร่วมอะไร แสบร้อนเมื่อทาครีมหรือโดนน้ำ บอกว่าเกราะผิวเสียหายมาก คันมากหรือมีตุ่มน้ำใส ชวนนึกถึงผื่นแพ้สัมผัส มีตุ่มแดงเล็ก ๆ เหมือนสิวร่วมด้วย ชวนนึกถึงผื่นจากสเตียรอยด์หรือผื่นรอบปาก
หัวข้อถัดไปแยกเป็นทีละสาเหตุ แต่ละหัวข้อบอกลักษณะ สาเหตุ ความเร่งด่วน และเมื่อไรต้องพบแพทย์
หน้าแห้งลอกหน้าหนาว และหน้าลอกจากห้องแอร์ (Xerosis)
ลักษณะ: ผิวตึงหลังล้างหน้า ลอกเป็นขุยขาวละเอียดที่แก้ม คาง และรอบปาก แต่งหน้าแล้วรองพื้นเป็นคราบ แดงเล็กน้อยหรือไม่แดง คันเล็กน้อย
สาเหตุ: ความชื้นในอากาศต่ำกว่า 40% ในช่วงหน้าหนาวหรือในห้องแอร์ ล้างหน้าด้วยน้ำร้อน ล้างหน้าเกินวันละ 2 ครั้ง ใช้โฟมล้างหน้าที่เป็นด่าง (pH 9–10) หรือขัดหน้าบ่อย อายุมากกว่า 50 ปีผิวผลิตไขมันน้อยลง
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย ไม่ต้องรีบพบแพทย์ ปรับวิธีดูแล 1–2 สัปดาห์มักดีขึ้นชัด
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทามอยส์เจอไรเซอร์ถูกวิธีครบ 2 สัปดาห์แล้วยังลอก มีผื่นแดงคันเป็นปื้น หรือแห้งทั้งตัวร่วมกับขี้หนาว น้ำหนักขึ้น อ่อนเพลีย ซึ่งอาจเป็นไทรอยด์ทำงานต่ำ
วิธีแก้: ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นไม่ร้อน วันละไม่เกิน 2 ครั้ง ใช้คลีนเซอร์ที่มี pH ประมาณ 4.5–5.5 ซับหน้าให้หมาด แล้วทามอยส์เจอไรเซอร์ที่มีเซราไมด์ กลีเซอรีน (glycerin) หรือปิโตรลาทัม (petrolatum) ภายใน 3 นาที ถ้าผิวแห้งมาก ใช้แบบครีมหรือขี้ผึ้ง (ointment) แทนโลชั่น กลางคืนอาจทาปิโตรลาทัมบาง ๆ ทับอีกชั้นเฉพาะบริเวณที่ลอก ถ้านอนห้องแอร์ ให้ตั้งอุณหภูมิไม่ต่ำเกินไปหรือวางเครื่องเพิ่มความชื้นให้ความชื้นอยู่ราว 40–60% ยูเรีย (urea) ใช้กับหน้าได้ในความเข้มข้นต่ำ 2–5% เท่านั้น ความเข้มข้นสูงกว่านี้มักแสบเมื่อทาบนหน้า อ่านเรื่องผิวแห้งทั้งตัวต่อได้ที่ ผิวแห้ง ลอก คันตอนกลางคืน เกิดจากอะไร
หน้าลอกจากเรตินอล ยารักษาสิว และกรดผลัดผิว (Retinoid dermatitis)
ลักษณะ: ลอกเป็นแผ่นบาง ๆ แดง แสบเมื่อทาครีมหรือโดนน้ำ เริ่มหลังใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ 3–14 วัน มักเป็นมากที่มุมปาก ข้างจมูก และใต้ตาซึ่งผิวบางที่สุด
สาเหตุ: กลุ่มเรตินอยด์ (retinoids) เร่งการผลัดเซลล์ เช่น เทรทิโนอิน (tretinoin) 0.025–0.1%, อะดาพาลีน (adapalene) 0.1–0.3%, เรตินอล (retinol) รวมถึงเบนโซอิลเปอร์ออกไซด์ (benzoyl peroxide) 2.5–5% กรดกลุ่ม AHA เช่นไกลโคลิก (glycolic acid) และกรดกลุ่ม BHA หรือซาลิไซลิก (salicylic acid) ยิ่งใช้หลายตัวพร้อมกันยิ่งลอก
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่เป็นการปรับตัวของผิว (retinization) ซึ่งมักเป็นมากที่สุดในสัปดาห์ที่ 2–4 แล้วค่อย ๆ ดีขึ้นภายใน 4–6 สัปดาห์ ไม่ใช่การแพ้
เมื่อไรต้องพบแพทย์: หน้าบวม ตาบวม มีตุ่มน้ำ แสบจนนอนไม่หลับ หรือหยุดใช้ 7 วันแล้วยังลอกแดงไม่ดีขึ้น
วิธีแก้แบบที่แพทย์แนะนำ: ไม่ต้องเลิกใช้ถาวร ให้หยุดเรตินอยด์และกรดผลัดผิวทุกตัว 3–7 วันจนผิวหายแสบ ระหว่างนั้นทาแค่มอยส์เจอไรเซอร์และกันแดด แล้วเริ่มใหม่ทีละตัวแบบ "วันเว้น 2 วัน" ใช้ปริมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียวต่อทั้งหน้า ทามอยส์เจอไรเซอร์ก่อนและหลังเรตินอยด์ (sandwich method) เว้นมุมปาก ข้างจมูก และเปลือกตา 2–4 สัปดาห์ถ้าผิวทนได้จึงขยับเป็นวันเว้นวัน และอย่าใช้เรตินอยด์คืนเดียวกับกรด AHA/BHA หรือสครับ ถ้าแดงคันมาก แพทย์อาจให้ไฮโดรคอร์ติโซน (hydrocortisone) 1% ทาบาง ๆ วันละ 1–2 ครั้ง ไม่เกิน 5–7 วัน ดูวิธีเริ่มเรตินอลอย่างละเอียดได้ที่ เรตินอล คืออะไร วิธีใช้สำหรับผิวหน้า
หน้าลอกระหว่างกินยารักษาสิว Isotretinoin
ลักษณะ: ปากแห้งแตกเกือบทุกคน หน้าแห้งลอก ผิวบางแดงง่าย ตาแห้ง เริ่มภายใน 1–2 สัปดาห์หลังเริ่มยา
สาเหตุ: ยาไอโซเทรทิโนอิน (isotretinoin) ลดขนาดต่อมไขมันได้มาก ผิวจึงผลิตน้ำมันน้อยลงตลอดช่วงที่กินยา
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: เป็นผลข้างเคียงที่คาดได้ ไม่อันตราย และหายเองภายในไม่กี่สัปดาห์หลังหยุดยา
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ปากแตกเป็นแผลมีน้ำเหลือง มีผื่นแดงคันเป็นปื้น ตาแดงตาแห้งมาก หรือเลือดกำเดาไหลบ่อย ห้ามหยุดยาหรือลดยาเอง ให้แจ้งแพทย์ที่สั่งยา
วิธีดูแล: ทาลิปบาล์มหรือปิโตรลาทัมที่ริมฝีปากอย่างน้อยวันละ 4–6 ครั้ง ทามอยส์เจอไรเซอร์เนื้อครีมเช้าเย็น งดเรตินอยด์ทาและกรดผลัดผิวทุกชนิดระหว่างกินยา งดแว็กซ์และเลเซอร์ผิวตามที่แพทย์กำหนด ทากันแดดทุกวันเพราะผิวไวแสงขึ้น รายละเอียดเรื่องยา อ่านต่อได้ที่ Isotretinoin ผลข้างเคียงและการติดตาม
เซ็บเดิร์มที่หน้า: ลอกข้างจมูก หัวคิ้ว ไรผม (Seborrheic dermatitis)
ลักษณะ: ปื้นแดงจาง ๆ มีขุยสีขาวอมเหลืองค่อนข้างมัน อยู่ที่ร่องข้างจมูก หัวคิ้ว ระหว่างคิ้ว ไรผม หลังหู และมักมีรังแคร่วมด้วย คันเล็กน้อย เป็น ๆ หาย ๆ เป็นมากเมื่อเครียด นอนน้อย หรืออากาศเย็นแห้ง
สาเหตุ: ผิวตอบสนองต่อยีสต์ประจำถิ่นบนผิวชื่อมาลาสซีเซีย (Malassezia) มากผิดปกติ ร่วมกับบริเวณนั้นมีต่อมไขมันมาก ไม่ใช่เพราะสกปรก และไม่ติดต่อ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่เป็นโรคเรื้อรัง คุมได้ดีแต่มักกลับมาเมื่อหยุดยาเร็วเกินไป
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทามอยส์เจอไรเซอร์แล้วไม่หาย ลามเป็นปื้นใหญ่ หรือเป็นซ้ำทุก 2–4 สัปดาห์ จุดสังเกตคือ "ทาครีมบำรุงหนา ๆ แล้วแย่ลง" เพราะน้ำมันบางชนิดเป็นอาหารของยีสต์
ยาที่แพทย์มักใช้: ครีมคีโตโคนาโซล (ketoconazole) 2% ทาวันละ 1–2 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์ แล้วลดเหลือสัปดาห์ละ 1–2 ครั้งเพื่อกันกลับ หรือใช้แชมพูคีโตโคนาโซล 2% ฟอกบริเวณที่เป็นบนหน้า ทิ้งไว้ 3–5 นาทีแล้วล้างออก สัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง ช่วงที่แดงมาก อาจใช้ไฮโดรคอร์ติโซน 1% ระยะสั้น 3–7 วัน ส่วนบริเวณรอบตาหรือคนที่เป็นบ่อย แพทย์อาจใช้ยากลุ่มยับยั้งแคลซินิวริน คือ ทาโครลิมัส (tacrolimus) 0.03–0.1% หรือพิเมโครลิมัส (pimecrolimus) 1% วันละ 2 ครั้ง ซึ่งใช้ระยะยาวได้โดยไม่ทำให้ผิวบาง ช่วงสัปดาห์แรกอาจแสบร้อนเล็กน้อย อ่านเพิ่มที่ เซ็บเดิร์ม เกิดจากอะไร วิธีรักษาให้สงบระยะยาว
ผื่นแพ้หรือระคายเคืองจากเครื่องสำอาง (Contact dermatitis)
ลักษณะ: หน้าแดง คัน แสบ ลอก เริ่มหลังใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ไม่กี่ชั่วโมงถึง 2–3 วัน ถ้าเป็นการแพ้อาจมีตุ่มน้ำเล็ก ๆ เปลือกตาบวม และผื่นมักขึ้นตรงตำแหน่งที่ทา เช่น แพ้ยาย้อมผมจะเป็นที่หน้าผาก ไรผม และหลังหู
สาเหตุ: แบ่งเป็น 2 แบบ แบบระคายเคือง (irritant) เกิดจากสารที่ทำลายผิวโดยตรง เช่น แอลกอฮอล์ในโทนเนอร์ สครับ กรดเข้มข้น ใครใช้มากพอก็เป็น ส่วนแบบแพ้ (allergic) เกิดเฉพาะคนที่ภูมิไวต่อสาร เช่น น้ำหอม สารกันเสีย พาราฟีนิลีนไดอะมีน (PPD) ในยาย้อมผม หรือนิกเกิลจากโทรศัพท์และแว่นตา
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ถ้าหน้าบวม ตาบวมจนลืมตาลำบาก หรือมีน้ำเหลืองไหล ควรพบแพทย์ภายใน 24–48 ชั่วโมง
เมื่อไรต้องพบแพทย์: หยุดผลิตภัณฑ์ทุกตัวแล้ว 1 สัปดาห์ยังไม่ดีขึ้น เป็นซ้ำแม้เปลี่ยนแบรนด์ หรืออยากรู้ว่าแพ้สารอะไร ซึ่งต้องทดสอบด้วยการแปะสาร (patch test) ที่อ่านผลที่ 48 และ 96 ชั่วโมง
วิธีแก้: หยุดทุกอย่างที่ไม่จำเป็น เหลือแค่คลีนเซอร์อ่อนโยน มอยส์เจอไรเซอร์ไม่มีน้ำหอม และกันแดดแบบแร่ (mineral sunscreen) ถ้าคันอักเสบ แพทย์อาจให้ไฮโดรคอร์ติโซน 1% หรือเดโซไนด์ (desonide) 0.05% ทาวันละ 1–2 ครั้ง 5–7 วัน ร่วมกับยาแก้แพ้ เช่น เซทิริซีน (cetirizine) 10 มก. วันละ 1 ครั้ง เพื่อลดคัน ไม่ควรใช้สเตียรอยด์ชนิดแรงบนหน้าเอง ดูเรื่องการแพ้สัมผัสเพิ่มได้ที่ ผื่นภูมิแพ้สัมผัส อาการ สาเหตุ และการรักษา
หน้าลอกจากครีมสเตียรอยด์ และครีมหน้าขาวไม่มีทะเบียน
ลักษณะ: ช่วงแรกที่ใช้ครีมหน้าใสเร็ว ผิวเนียน แต่พอหยุดไม่กี่วัน หน้าแดงจัด ร้อน แสบ ลอก มีตุ่มแดงเล็ก ๆ คล้ายสิวโดยไม่มีหัวสิว เห็นเส้นเลือดฝอยชัด หรือมีตุ่มเล็ก ๆ รอบปากและข้างจมูก (perioral dermatitis)
สาเหตุ: ทาสเตียรอยด์บนหน้านานเกิน 2–4 สัปดาห์ โดยเฉพาะครีมผสมเองหรือครีมที่ไม่มีเลขจดแจ้ง ซึ่งมักแอบผสมสเตียรอยด์ชนิดแรง เช่น โคลเบทาซอล (clobetasol) ผิวจึงบางลงและติดยา
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตรายถึงชีวิต แต่ถ้าหยุดเองทันที ผิวมักกำเริบหนัก (rebound) นาน 1–3 สัปดาห์ และถ้ายังทาต่อ ผิวจะบางถาวรได้
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ควรพบแพทย์ทุกราย เพื่อวางแผนลดยาและคุมอาการช่วงหยุดยา
ยาที่แพทย์มักใช้: หยุดหรือค่อย ๆ ลดสเตียรอยด์ตามแผนของแพทย์ ทาเมโทรนิดาโซล (metronidazole) เจล 0.75–1% วันละ 1–2 ครั้ง หรือกรดอะซีลาอิก (azelaic acid) 15–20% ถ้ามีตุ่มอักเสบมาก แพทย์อาจให้ยาด็อกซีไซคลิน (doxycycline) ขนาดต่ำ 40–100 มก. ต่อวัน นาน 6–8 สัปดาห์ ยานี้ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์และเด็กอายุต่ำกว่า 8 ปี อ่านเพิ่มที่ ผื่นรอบปากที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิว
เชื้อราที่หน้า: ลอกเป็นวง ขอบชัด (Tinea faciei)
ลักษณะ: ผื่นแดงเป็นวงหรือรูปไม่แน่นอน ขอบนูนแดงมีขุยหนากว่าตรงกลาง วงค่อย ๆ ขยายออก มักเป็นข้างเดียว คันเมื่อเหงื่อออก
สาเหตุ: ติดเชื้อราในกลุ่มกลาก (dermatophyte) จากสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะลูกแมวและลูกสุนัข หรือลามมาจากกลากที่ขาหนีบและเท้าของตัวเอง
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่ถูกวินิจฉัยผิดบ่อยมาก ถ้าทาครีมสเตียรอยด์ ผื่นจะดูจางลงก่อนแล้วลามกว้างขึ้น ขอบไม่ชัดเหมือนเดิม (tinea incognito) ทำให้วินิจฉัยยากขึ้นอีก
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผื่นเป็นวงที่ขยาย มีคนในบ้านหรือสัตว์เลี้ยงเป็นผื่นคล้ายกัน หรือทายาแก้ผื่นแล้วลาม แพทย์จะขูดขุยไปส่องกล้องหาเชื้อ (KOH) ได้ผลภายในไม่กี่นาที
ยาที่แพทย์มักใช้: ยาทาฆ่าเชื้อรา เช่น โคลไตรมาโซล (clotrimazole) 1%, คีโตโคนาโซล 2% หรือเทอร์บินาฟีน (terbinafine) 1% ทาเลยขอบผื่นออกไป 2 ซม. วันละ 1–2 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์ และทาต่ออีก 1–2 สัปดาห์หลังผื่นหาย ถ้าผื่นกว้าง หลายตำแหน่ง หรือเคยทาสเตียรอยด์มาก่อน แพทย์อาจให้ยากินเทอร์บินาฟีน 250 มก. วันละ 1 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์ หรือไอทราโคนาโซล (itraconazole) ตามดุลยพินิจ เปรียบเทียบยาทาเชื้อราแต่ละตัวได้ที่ ยาทาเชื้อรา เลือกตัวยาไหน ทากี่สัปดาห์
ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่หน้าและรอบตา (Atopic dermatitis)
ลักษณะ: ผิวหน้าแห้ง ลอก คันมาก ผิวรอบตาและเปลือกตาหนาขึ้นจากการขยี้ มักมีประวัติภูมิแพ้ จมูกอักเสบ หอบหืด หรือเป็นผื่นข้อพับตั้งแต่เด็ก
สาเหตุ: เกราะผิวบกพร่องโดยกำเนิด ร่วมกับภูมิคุ้มกันไวเกิน ผิวจึงเสียน้ำง่ายและอักเสบง่าย อากาศแห้ง ฝุ่น และเหงื่อทำให้กำเริบ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: เรื้อรัง ไม่อันตราย แต่ถ้ามีน้ำเหลืองหรือสะเก็ดสีน้ำผึ้งแปลว่าอาจติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ ควรพบแพทย์เร็ว
เมื่อไรต้องพบแพทย์: คันจนนอนไม่หลับ เป็นซ้ำทุกเดือน หรือเป็นที่เปลือกตาซึ่งไม่ควรใช้สเตียรอยด์เองนาน
ยาที่แพทย์มักใช้: มอยส์เจอไรเซอร์วันละ 2 ครั้งเป็นพื้นฐาน ช่วงกำเริบใช้สเตียรอยด์อ่อน เช่น ไฮโดรคอร์ติโซน 1% หรือเดโซไนด์ 0.05% ไม่เกิน 1–2 สัปดาห์ บริเวณรอบตาและคนที่เป็นบ่อย ใช้ทาโครลิมัส 0.03% (เด็ก 2–15 ปี) หรือ 0.1% (ผู้ใหญ่) วันละ 2 ครั้ง แล้วลดเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้งเพื่อกันกลับ อ่านเพิ่มที่ ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง เกิดจากอะไร
หน้าลอกหลังโดนแดด หรือหลังทำเลเซอร์และลอกผิวด้วยสารเคมี
ลักษณะ: หน้าแดงร้อนหลังโดนแดด แล้วลอกเป็นแผ่นใน 3–7 วัน หรือลอกเป็นขุยสีน้ำตาลเล็ก ๆ หลังทำเลเซอร์หรือทำทรีตเมนต์ลอกผิว (chemical peel) 2–7 วัน
สาเหตุ: ผิวชั้นนอกที่ได้รับความเสียหายหลุดออกเพื่อให้ผิวใหม่ขึ้นมาแทน เป็นการซ่อมแซมตามปกติ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ถ้าแดดเผาจนพุพอง มีไข้ หนาวสั่น หรือหลังหัตถการมีหนอง ปวดมากขึ้น ต้องพบแพทย์
เมื่อไรต้องพบแพทย์: แผลพุพองกว้าง มีหนองหรือสะเก็ดเหลือง ลอกนานเกิน 2 สัปดาห์ หรือมีรอยดำเกิดขึ้นหลังลอก
วิธีดูแล: ห้ามแกะหรือดึงขุยเพราะเพิ่มโอกาสเกิดรอยดำ (post-inflammatory hyperpigmentation) ประคบเย็น 10–15 นาที ทามอยส์เจอไรเซอร์หรือปิโตรลาทัมให้ผิวชุ่มตลอด งดเรตินอยด์และกรดผลัดผิว 5–7 วัน ทากันแดด SPF 30 ขึ้นไปทุกวัน หลังหัตถการให้ทำตามคำแนะนำของแพทย์ที่ทำเป็นหลัก
ขุยแข็งเป็นจุดเดิม ไม่หายหลายเดือน: ต้องตรวจเสมอ
ลักษณะ: ขุยหยาบแข็ง ลูบแล้วสากเหมือนกระดาษทราย ขนาด 3–10 มม. อยู่ที่หน้าผาก แก้ม จมูก หลังมือ แกะออกแล้วกลับมาที่เดิม บางครั้งมีเลือดซึม
สาเหตุ: ผิวที่โดนแดดสะสมหลายสิบปี อาจเป็นรอยโรคผิวหนังจากแสงแดด (actinic keratosis) ซึ่งเป็นภาวะก่อนมะเร็ง หรือมะเร็งผิวหนังระยะแรก เช่น มะเร็งชนิดเบซัลเซลล์ (basal cell carcinoma)
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ใช่เรื่องฉุกเฉิน แต่ไม่ควรรอ ควรตรวจภายใน 2–4 สัปดาห์ โดยเฉพาะคนอายุมากกว่า 50 ปีที่ทำงานกลางแจ้ง
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทุกครั้งที่ขุยเป็นจุดเดียวเดิม ๆ นานเกิน 4 สัปดาห์ แตกเป็นแผล หรือโตขึ้น ขุยแบบนี้ทามอยส์เจอไรเซอร์ไม่หาย แพทย์อาจรักษาด้วยการจี้เย็น ยาทา หรือตัดชิ้นเนื้อตรวจ
หน้าลอกเป็นขุยและแสบ: สัญญาณว่าเกราะผิวพังแล้ว
อาการแสบหรือร้อนเมื่อทาครีมที่เคยใช้ได้ หรือแสบเมื่อโดนน้ำเปล่า แปลว่าเกราะผิวเสียหายมากจนสารต่าง ๆ ซึมผ่านไปกระตุ้นปลายประสาทได้ง่าย สาเหตุที่พบบ่อยคือใช้เรตินอยด์ กรดผลัดผิว สครับ หรือโทนเนอร์แอลกอฮอล์ซ้อนกัน รองลงมาคือผื่นแพ้สัมผัสและผื่นจากสเตียรอยด์
ช่วงนี้ให้ทำ "พักผิว" 1–2 สัปดาห์
หยุดผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ทุกชนิด เหลือ 3 อย่าง คือ คลีนเซอร์อ่อนโยน มอยส์เจอไรเซอร์ไม่มีน้ำหอม และกันแดด
เลือกมอยส์เจอไรเซอร์ที่ส่วนผสมสั้น มีเซราไมด์ แพนทีนอล (panthenol) หรือกลีเซอรีน
ถ้าครีมทุกตัวแสบ ให้ใช้ปิโตรลาทัมบริสุทธิ์ทาบาง ๆ ไปก่อน เพราะแทบไม่มีสารก่อระคายเคือง
ถ้าพัก 1 สัปดาห์แล้วยังแสบ บวม หรือมีตุ่มน้ำ ควรพบแพทย์ เพราะอาจเป็นการแพ้มากกว่าการระคายเคือง
ดูแลหน้าลอกเป็นขุยที่บ้าน: 6 ขั้นที่ใช้ได้เกือบทุกสาเหตุ
ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น ไม่ใช่น้ำร้อน วันละไม่เกิน 2 ครั้ง ใช้เวลาไม่เกิน 30–60 วินาที
ใช้คลีนเซอร์ pH ใกล้ผิว (ประมาณ 4.5–5.5) หลีกเลี่ยงสบู่ก้อนและโฟมที่ทำให้หน้าตึงเอี๊ยด
ทามอยส์เจอไรเซอร์ภายใน 3 นาทีหลังล้างหน้า ตอนที่ผิวยังหมาด ช่วยกักน้ำไว้ในผิวได้ดี
งดขัดและงดแกะขุย ขุยจะหลุดเองเมื่อผิวชุ่มชื้นพอ การขัดทำให้เกราะผิวพังมากขึ้น
ทากันแดดทุกเช้า เพราะผิวที่ลอกไวต่อแสงมากกว่าปกติ
เพิ่มความชื้นในห้องนอน ให้อยู่ราว 40–60% และดื่มน้ำตามปกติ การดื่มน้ำมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการไม่ได้ทำให้หน้าหายลอกเร็วขึ้น
ถ้าทำครบ 6 ขั้นแล้ว 2 สัปดาห์ยังไม่ดีขึ้น แปลว่าน่าจะมีโรคผิวหนังซ่อนอยู่ ไม่ใช่แค่ผิวแห้ง
หน้าลอกเป็นขุย ใช้ครีมอะไรดี: เลือกตามส่วนผสม ไม่ใช่ตามยี่ห้อ
ครีมที่ช่วยหน้าลอกได้จริงทำงาน 3 แบบ ควรมีอย่างน้อย 2 แบบในผลิตภัณฑ์เดียว
สารดูดน้ำ (humectants): กลีเซอรีน กรดไฮยาลูโรนิก (hyaluronic acid) แพนทีนอล และยูเรียความเข้มข้นต่ำ 2–5% ดึงน้ำเข้าผิว
สารเติมไขมันผิว (emollients): เซราไมด์ คอเลสเตอรอล กรดไขมัน และสควาเลน (squalane) อุดช่องว่างระหว่างเซลล์ ทำให้ผิวเรียบ
สารเคลือบกันน้ำระเหย (occlusives): ปิโตรลาทัม ไดเมทิโคน (dimethicone) และเชียบัตเตอร์ (shea butter) เคลือบผิวไว้ กันน้ำระเหยได้มากที่สุด
ควรเลี่ยงช่วงหน้าลอก: น้ำหอม แอลกอฮอล์ (alcohol denat.) ในโทนเนอร์ น้ำมันหอมระเหย สครับเม็ด และครีมที่ไม่มีเลขจดแจ้งหรือโฆษณาว่าหน้าใสภายใน 3–7 วัน
ข้อยกเว้นสำคัญ: คนที่เป็นเซ็บเดิร์มไม่ควรทาน้ำมันธรรมชาติหนา ๆ เช่น น้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันมะกอก เพราะยีสต์ใช้เป็นอาหารได้ ให้เลือกครีมเนื้อบางที่มีกลีเซอรีนหรือไดเมทิโคนแทน
ยาที่แพทย์ผิวหนังใช้ แยกตามสาเหตุ
สรุปยาทั้งหมดในบทความไว้ในที่เดียว ยาเหล่านี้ต้องเลือกตามการวินิจฉัย ใช้ผิดสาเหตุอาจทำให้แย่ลง การเลือกยาและขนาดยาเป็นการตัดสินใจของแพทย์หลังตรวจ
ผิวแห้งธรรมดา: มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีเซราไมด์ กลีเซอรีน หรือปิโตรลาทัม วันละ 2 ครั้ง ใช้ต่อเนื่องตลอดหน้าหนาว ยูเรีย 2–5% บนหน้า
ผิวแห้งที่อักเสบคัน: ไฮโดรคอร์ติโซน 1% วันละ 1–2 ครั้ง ไม่เกิน 5–7 วัน
ระคายเคืองจากเรตินอยด์: หยุด 3–7 วัน แล้วเริ่มใหม่วันเว้น 2 วัน ร่วมกับมอยส์เจอไรเซอร์ ถ้าแดงคันมากใช้ไฮโดรคอร์ติโซน 1% ระยะสั้น
เซ็บเดิร์ม: คีโตโคนาโซล 2% ครีม วันละ 1–2 ครั้ง 2–4 สัปดาห์ แล้วสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง ทาโครลิมัส 0.03–0.1% หรือพิเมโครลิมัส 1% สำหรับรอบตาและใช้ระยะยาว
ผื่นแพ้สัมผัส: เลิกสารที่แพ้ ไฮโดรคอร์ติโซน 1% หรือเดโซไนด์ 0.05% 5–7 วัน เซทิริซีน 10 มก. วันละ 1 ครั้งเมื่อคัน ตรวจ patch test เมื่อเป็นซ้ำ
ผื่นจากสเตียรอยด์และผื่นรอบปาก: ลดสเตียรอยด์ตามแผน เมโทรนิดาโซล 0.75–1% หรือกรดอะซีลาอิก 15–20% ด็อกซีไซคลิน 40–100 มก. ต่อวัน 6–8 สัปดาห์เมื่อเป็นมาก
เชื้อราที่หน้า: โคลไตรมาโซล 1% คีโตโคนาโซล 2% หรือเทอร์บินาฟีน 1% 2–4 สัปดาห์ และต่ออีก 1–2 สัปดาห์หลังหาย ยากินเทอร์บินาฟีน 250 มก. ต่อวัน 2–4 สัปดาห์เมื่อผื่นกว้าง
ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง: มอยส์เจอไรเซอร์วันละ 2 ครั้ง สเตียรอยด์อ่อนไม่เกิน 1–2 สัปดาห์ ทาโครลิมัสสำหรับรอบตา
สัญญาณว่ายาได้ผล: แสบและคันลดลงภายใน 3–7 วัน ขุยลดลงชัดภายใน 2 สัปดาห์ ถ้าครบ 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้นเลย หรือผื่นลามออก ให้กลับไปพบแพทย์ เพราะการวินิจฉัยอาจต้องทบทวน หากต้องการเข้าใจยาทาแก้ผื่นแต่ละกลุ่มเพิ่ม อ่านได้ที่ ยาทาแก้ผื่นคัน เลือกอย่างไรให้ถูก
ความเชื่อผิดที่ทำให้หน้าลอกนานขึ้น
"หน้าลอกต้องขัดออก": ผิด การขัดเอาขุยออกทำให้ผิวใหม่ที่ยังไม่พร้อมสัมผัสอากาศ ผิวยิ่งแห้งและแสบ ขุยจะหลุดเองเมื่อผิวชุ่มชื้นพอ
"ลอกแปลว่าครีมกำลังได้ผล ผิวกำลังผลัดใหม่": จริงเฉพาะช่วงปรับตัวกับเรตินอยด์ 2–4 สัปดาห์แรก ถ้าลอกร่วมกับแสบ บวม คัน หรือเกิน 6 สัปดาห์ ไม่ใช่สัญญาณที่ดี
"หน้าลอกแปลว่าขาดน้ำ ต้องดื่มน้ำเยอะ ๆ": การดื่มน้ำตามปกติพอแล้ว ผิวหน้าลอกส่วนใหญ่เกิดจากผิวชั้นนอกเสียน้ำออกสู่อากาศ ต้องแก้ที่ผิว ไม่ใช่ดื่มน้ำเพิ่ม
"ทาน้ำมันมะพร้าวช่วยได้ทุกคน": ช่วยผิวแห้งธรรมดาได้บ้าง แต่ทำให้เซ็บเดิร์มแย่ลง และอุดตันในคนที่เป็นสิวง่าย
"ทาครีมสเตียรอยด์แล้วหาย ก็ใช้ต่อได้": สเตียรอยด์บนหน้าเกิน 2 สัปดาห์โดยไม่มีแพทย์ดูแล เป็นสาเหตุของผื่นจากสเตียรอยด์และทำให้เชื้อราที่หน้าลามโดยไม่รู้ตัว
ผิวแห้งมาก ต้องกินอะไร: อาหารและวิตามินช่วยได้แค่ไหน
ยังไม่มีหลักฐานว่าการกินอาหารหรือวิตามินเสริมชนิดใดทำให้หน้าลอกหายได้ในคนที่ไม่ได้ขาดสารอาหาร การแก้ที่ผิวโดยตรงได้ผลกว่ามาก อย่างไรก็ตามมีบางกรณีที่ควรนึกถึง
ขาดสารอาหารจริง: การขาดสังกะสี (zinc) วิตามินบี 3 (niacin) หรือไบโอติน (biotin) ทำให้ผิวลอกแดงได้ แต่พบน้อยมากในคนที่กินอาหารครบหมู่ มักพบในคนที่ลดน้ำหนักอย่างเข้มงวด ดื่มแอลกอฮอล์มาก หรือมีโรคลำไส้ดูดซึมผิดปกติ
กรดไขมันโอเมกา 3: จากปลาทะเลหรือน้ำมันปลา มีข้อมูลว่าอาจช่วยผิวแห้งและผิวอักเสบเล็กน้อย แต่ไม่ได้แทนมอยส์เจอไรเซอร์
โรคทางกาย: ถ้าผิวแห้งทั้งตัว ขี้หนาว ผมร่วง น้ำหนักขึ้น อ่อนเพลีย ควรตรวจการทำงานของต่อมไทรอยด์ ส่วนคนที่เป็นเบาหวานหรือโรคไตเรื้อรังก็มีผิวแห้งได้มากกว่าคนทั่วไป
เมื่อไรควรพบแพทย์ผิวหนัง
ทำตาม 6 ขั้นดูแลที่บ้านครบ 2 สัปดาห์แล้วยังไม่ดีขึ้น หรือลอกเรื้อรังเกิน 4 สัปดาห์
หน้าบวม ตาบวม มีตุ่มน้ำ หรือแสบจนนอนไม่หลับ (ควรพบภายใน 24–48 ชั่วโมง)
มีน้ำเหลือง หนอง หรือสะเก็ดสีเหลืองทอง ซึ่งอาจติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำ
ผื่นเป็นวงที่ค่อย ๆ ขยาย หรือมีคนในบ้านและสัตว์เลี้ยงเป็นผื่นคล้ายกัน
เคยทาครีมสเตียรอยด์หรือครีมหน้าขาวที่ไม่มีเลขจดแจ้งนานเกิน 2–4 สัปดาห์
ขุยแข็งเป็นจุดเดิมนานเกิน 4 สัปดาห์ แกะแล้วกลับมา หรือมีเลือดซึม
หน้าลอกร่วมกับมีไข้ ปวดข้อ ผื่นแดงที่แก้มรูปผีเสื้อ หรือผื่นตามตัวที่อื่น
แพทย์ผิวหนังจะดูตำแหน่งและลักษณะขุย อาจขูดขุยส่องกล้องหาเชื้อรา (KOH) ทำ patch test เมื่อสงสัยแพ้สาร หรือตัดชิ้นเนื้อเมื่อขุยเป็นจุดเดียวที่ไม่หาย ถ้าหนังศีรษะลอกเป็นขุยร่วมด้วย อ่านต่อที่ หนังศีรษะแห้ง ลอกเป็นขุย ต่างจากรังแคยังไง และดูโรคผิวหนังอื่น ๆ ทั้งหมดได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง
สรุปสั้น ๆ
หน้าลอกเป็นขุยเป็นอาการ ไม่ใช่โรค สาเหตุหลักคือผิวแห้งจากอากาศ ระคายเคืองจากเรตินอยด์หรือกรด เซ็บเดิร์ม ผื่นแพ้สัมผัส ผื่นจากสเตียรอยด์ และเชื้อรา
ลอกทั่วหน้าแบบขุยขาวละเอียด มักเป็นผิวแห้งหรือระคายเคือง ลอกข้างจมูกและคิ้วแบบขุยเหลืองมัน มักเป็นเซ็บเดิร์ม ลอกเป็นวงที่ขยาย ต้องนึกถึงเชื้อรา
ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น ใช้คลีนเซอร์ pH 4.5–5.5 และทามอยส์เจอไรเซอร์ที่มีเซราไมด์ กลีเซอรีน หรือปิโตรลาทัมภายใน 3 นาที
ลอกจากเรตินอยด์ ให้หยุด 3–7 วันแล้วเริ่มใหม่วันเว้น 2 วัน ไม่ต้องเลิกใช้ถาวร
ห้ามทาครีมสเตียรอยด์บนหน้าเองนานเกิน 5–7 วัน เพราะทำให้เชื้อราลามและเกิดผื่นจากสเตียรอยด์
ดูแลถูกวิธี 2 สัปดาห์แล้วไม่ดีขึ้น หรือมีบวม ตุ่มน้ำ ผื่นเป็นวง ขุยแข็งเป็นจุดเดิม ให้พบแพทย์ผิวหนัง
คำถามที่พบบ่อยเรื่องหน้าลอกเป็นขุย
อาการหน้าลอกเป็นขุยและแสบเกิดจากอะไร?
หน้าลอกร่วมกับแสบ ส่วนใหญ่บอกว่าเกราะผิวเสียหายมากจนสารต่าง ๆ ซึมเข้าไปกระตุ้นปลายประสาท สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดคือใช้เรตินอยด์ กรด AHA/BHA สครับ หรือโทนเนอร์ที่มีแอลกอฮอล์ซ้อนกัน รองลงมาคือผื่นแพ้สัมผัสจากเครื่องสำอาง และผื่นที่เกิดหลังหยุดครีมที่ผสมสเตียรอยด์ วิธีเริ่มต้นคือหยุดผลิตภัณฑ์ที่มีฤทธิ์ทุกตัว เหลือคลีนเซอร์อ่อนโยน มอยส์เจอไรเซอร์ไม่มีน้ำหอม และกันแดด 1–2 สัปดาห์ ถ้ายังแสบ บวม หรือมีตุ่มน้ำ ควรพบแพทย์ผิวหนัง
หน้าแห้งลอก ใช้อะไรดี หาซื้อเองได้ไหม
หาซื้อเองได้ ให้เลือกจากส่วนผสม ไม่ต้องยึดยี่ห้อ มองหามอยส์เจอไรเซอร์ไม่มีน้ำหอมที่มีเซราไมด์ กลีเซอรีน แพนทีนอล หรือปิโตรลาทัม เนื้อครีมเหมาะกว่าโลชั่นในช่วงหน้าหนาว ถ้าครีมทุกตัวแสบ ให้ใช้ปิโตรลาทัมบริสุทธิ์ทาบาง ๆ ไปก่อน ยาไฮโดรคอร์ติโซน 1% ซื้อได้ที่ร้านยาและใช้บนหน้าได้เมื่อแดงคัน แต่ไม่ควรเกิน 5–7 วัน และไม่ควรใช้ถ้าสงสัยเชื้อรา เพราะจะทำให้ผื่นลาม ควรหลีกเลี่ยงโทนเนอร์แอลกอฮอล์และสครับช่วงที่หน้ายังลอก
หน้าลอกเป็นขุย ใช้ครีมอะไรดี
ขึ้นกับสาเหตุ ถ้าเป็นผิวแห้งธรรมดา ใช้ครีมที่มีครบทั้งสารดูดน้ำอย่างกลีเซอรีน สารเติมไขมันผิวอย่างเซราไมด์ และสารเคลือบอย่างปิโตรลาทัมหรือไดเมทิโคน ทาภายใน 3 นาทีหลังล้างหน้า วันละ 2 ครั้ง ถ้าลอกเป็นขุยเหลืองมันข้างจมูกและคิ้ว มักเป็นเซ็บเดิร์ม ต้องใช้ยาต้านเชื้อยีสต์ เช่น คีโตโคนาโซล 2% และควรเลี่ยงน้ำมันหนา ๆ ส่วนถ้าลอกเป็นวงขอบชัด อาจเป็นเชื้อรา ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อรา 2–4 สัปดาห์ ครีมบำรุงอย่างเดียวจะไม่หาย
ผิวลอกเป็นขุย ไม่คัน เป็นอะไร
ผิวลอกที่ไม่คันเลย มักเป็นผิวแห้งธรรมดาจากอากาศ การล้างหน้าบ่อย หรือการปรับตัวในช่วงแรกของการใช้เรตินอยด์ ซึ่งดีขึ้นภายใน 1–2 สัปดาห์เมื่อทามอยส์เจอไรเซอร์ถูกวิธี แต่ถ้าเป็นขุยแข็งเป็นจุดเดิมขนาดไม่กี่มิลลิเมตร ลูบแล้วสาก แกะแล้วกลับมาที่เดิม โดยเฉพาะในคนอายุมากกว่า 50 ปีที่โดนแดดบ่อย อาจเป็นรอยโรคผิวหนังจากแสงแดด (actinic keratosis) หรือมะเร็งผิวหนังระยะแรก ซึ่งไม่คันแต่ต้องให้แพทย์ตรวจภายใน 2–4 สัปดาห์
ผิวแห้งมาก ต้องกินอะไร
ในคนที่กินอาหารครบหมู่ ยังไม่มีอาหารหรือวิตามินเสริมตัวไหนที่ทำให้หน้าหายลอกได้ชัดเจน การทามอยส์เจอไรเซอร์ถูกวิธีได้ผลกว่ามาก โอเมกา 3 จากปลาทะเลอาจช่วยผิวแห้งได้เล็กน้อย การขาดสังกะสี วิตามินบี 3 หรือไบโอตินทำให้ผิวลอกได้แต่พบน้อย มักเกิดในคนที่อดอาหาร ดื่มแอลกอฮอล์มาก หรือมีโรคลำไส้ ถ้าผิวแห้งทั้งตัวร่วมกับขี้หนาว ผมร่วง น้ำหนักขึ้น ควรตรวจไทรอยด์ ดื่มน้ำตามปกติก็พอ ไม่จำเป็นต้องดื่มเกินความต้องการ
หน้าลอกจากเรตินอล ต้องหยุดใช้ไหม ลอกกี่วันหาย
ไม่ต้องเลิกถาวร การลอกช่วงแรกเป็นการปรับตัวของผิว มักเป็นมากที่สุดในสัปดาห์ที่ 2–4 และดีขึ้นภายใน 4–6 สัปดาห์ ถ้าลอกจนแสบ ให้หยุดเรตินอยด์และกรดผลัดผิวทุกตัว 3–7 วันจนหายแสบ แล้วเริ่มใหม่วันเว้น 2 วัน ใช้ปริมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว ทามอยส์เจอไรเซอร์ก่อนและหลัง และเว้นมุมปาก ข้างจมูก เปลือกตา เมื่อผิวทนได้ 2–4 สัปดาห์จึงขยับเป็นวันเว้นวัน ถ้าหน้าบวม มีตุ่มน้ำ หรือหยุดแล้ว 7 วันยังไม่ดีขึ้น อาจเป็นการแพ้ ควรพบแพทย์
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 9 ตุลาคม 2026
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อความรู้ ไม่ใช่การวินิจฉัย การเลือกยา ความแรง และระยะเวลาใช้ยาเป็นการตัดสินใจของแพทย์หลังตรวจผิวจริง

ความคิดเห็น