top of page

ลมพิษ เกิดจากอะไร อาการ และวิธีรักษาที่ถูกต้อง โดยแพทย์ผิวหนัง

  • 4 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 2 นาที

ลมพิษเป็นหนึ่งในผื่นที่พบบ่อยที่สุด และก็เป็นหนึ่งในผื่นที่คนเข้าใจผิดมากที่สุดเช่นกัน หลายคนพอเห็นผื่นนูนแดงคันขึ้นทั้งตัวก็รีบไล่หาว่า "แพ้อะไร" กินอะไรเข้าไป ทั้งที่ในความเป็นจริง ลมพิษส่วนใหญ่โดยเฉพาะชนิดที่เป็นเรื้อรัง มักหาสาเหตุจากภายนอกไม่พบเลย บทความนี้แพทย์ผิวหนังจะอธิบายว่าลมพิษเกิดจากอะไรจริง ๆ แบบไหนอันตรายต้องรีบไปโรงพยาบาล และรักษาให้ถูกทางอย่างไร โดยไม่หลงทางกับการงดอาหารไปเรื่อย ๆ หรือใช้ยาผิดชนิด

ลมพิษคืออะไร

ลมพิษ (Urticaria) คือผื่นที่เกิดจากเซลล์ในผิวหนังที่ชื่อ แมสต์เซลล์ (mast cell) หลั่งสารฮีสตามีนและสารอื่น ๆ ออกมา ทำให้หลอดเลือดฝอยขยายตัวและมีน้ำเลือดซึมออกมาใต้ผิว จึงเกิดเป็นผื่นนูนบวมแดงคัน

ลักษณะเฉพาะของลมพิษที่ช่วยแยกจากผื่นชนิดอื่นมี 3 ข้อ:

  • ผื่นนูน (wheal) ขอบเขตชัด ตรงกลางมักซีดกว่าขอบ ล้อมด้วยผิวแดง

  • ย้ายที่ได้ ผื่นตรงที่หนึ่งยุบไป แต่ไปโผล่ที่ใหม่ ไม่อยู่นิ่ง

  • แต่ละจุดอยู่ไม่เกิน 24 ชั่วโมงแล้วหายสนิทโดยไม่ทิ้งรอย ถ้าผื่นจุดเดิมอยู่นานเกิน 1 วัน หรือหายแล้วทิ้งรอยคล้ำ/รอยช้ำ นั่นอาจไม่ใช่ลมพิษธรรมดา ต้องให้แพทย์ดู

บางครั้งการบวมเกิดลึกลงไปในชั้นใต้ผิวหนัง ทำให้ ปาก ตา หรือมือเท้าบวม เรียกว่า angioedema ซึ่งมักมาคู่กับลมพิษได้ และเป็นจุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษ (อธิบายในหัวข้อสัญญาณอันตราย)

ลมพิษต่างจากผื่นแพ้ชนิดอื่นอย่างไร

คนไทยมักเรียกผื่นคันทุกชนิดรวม ๆ ว่า "แพ้" แต่ในทางการแพทย์ผื่นแต่ละแบบต่างกันชัดเจน และรักษาไม่เหมือนกัน:

  • ลมพิษ (Urticaria): ผื่นนูนย้ายที่ แต่ละจุดหายใน 24 ชม. ไม่ทิ้งรอย — ตอบสนองต่อยาแก้แพ้กลุ่มแอนติฮิสตามีน

  • ผื่นแพ้สัมผัส (Contact dermatitis): ผื่นอยู่ตรงตำแหน่งที่โดนสารก่อแพ้ เช่น เครื่องประดับ ครีม อยู่นานเป็นวัน ๆ ลอกเป็นขุย

  • ผื่นแพ้ยา (Drug rash): สัมพันธ์กับการเริ่มยา อาจเป็นได้ทั้งแบบลมพิษและแบบผื่นราบ บางชนิดรุนแรงถึงชีวิต

  • ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis): เรื้อรัง ผิวแห้ง คันมาก มักเป็นตามข้อพับ เป็น ๆ หาย ๆ ตั้งแต่เด็ก

ถ้าไม่แน่ใจว่าเป็นชนิดไหน สังเกตง่าย ๆ ว่าผื่น "ย้ายที่และหายเร็ว" คือลมพิษ ส่วนผื่นที่ "อยู่กับที่นาน ๆ และลอกเป็นขุย" มักไม่ใช่

ลมพิษเฉียบพลัน กับ ลมพิษเรื้อรัง ต่างกันอย่างไร

นี่คือคำถามที่สำคัญที่สุดในการดูแลลมพิษ และเป็นเส้นแบ่งที่กำหนดทั้งการหาสาเหตุและการรักษา แพทย์ใช้ กฎ 6 สัปดาห์ ในการแบ่ง:

  • ลมพิษเฉียบพลัน (Acute urticaria): เป็นต่อเนื่องไม่เกิน 6 สัปดาห์ พบบ่อยที่สุด มักหาสาเหตุกระตุ้นได้ เช่น การติดเชื้อ อาหาร ยา หรือแมลงกัดต่อย และมักหายเองได้

  • ลมพิษเรื้อรัง (Chronic urticaria): เป็น ๆ หาย ๆ ต่อเนื่องเกิน 6 สัปดาห์ ส่วนใหญ่ หาสาเหตุจากภายนอกไม่พบ และมักเป็นจากระบบภูมิคุ้มกันของตัวเอง

จุดที่คนเข้าใจผิดมากที่สุดคือ พอเป็นลมพิษเรื้อรังแล้วยังพยายามไล่หา "ตัวการ" ว่าแพ้อาหารอะไร ทั้งที่ในลมพิษเรื้อรัง อาหารเป็นสาเหตุจริงน้อยมาก การตรวจแพ้อาหารแบบหว่านจึงมักได้ผลลวงและพาให้งดอาหารโดยไม่จำเป็น

ลมพิษ เกิดจากอะไร

สาเหตุแตกต่างกันชัดเจนระหว่างชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง

ลมพิษเฉียบพลัน — มักมีตัวกระตุ้น:

  • การติดเชื้อ โดยเฉพาะไวรัสทางเดินหายใจ เป็นสาเหตุที่พบบ่อยมากแต่คนมักมองข้าม โดยเฉพาะในเด็ก

  • อาหาร เช่น อาหารทะเล ถั่ว ไข่ นม — พบเป็นตัวกระตุ้นในลมพิษเฉียบพลันได้ (แต่ไม่ใช่ในเรื้อรัง)

  • ยา เช่น ยาปฏิชีวนะบางกลุ่ม ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs และแอสไพริน

  • แมลงสัตว์กัดต่อย เช่น ผึ้ง ต่อ แตน มด

ลมพิษเรื้อรัง — ส่วนใหญ่เป็นจากภูมิคุ้มกันตัวเอง:

ลมพิษเรื้อรังชนิดที่พบบ่อยที่สุดเรียกว่า chronic spontaneous urticaria ซึ่งเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันสร้างสัญญาณไปกระตุ้นแมสต์เซลล์ของตัวเองให้หลั่งฮีสตามีนออกมาเอง โดยไม่ต้องมีสารก่อแพ้จากภายนอก จึงอธิบายว่าทำไมผู้ป่วยหลายคนหาสาเหตุไม่เจอ และทำไมการงดอาหารจึงไม่ช่วย บางรายสัมพันธ์กับโรคต่อมไทรอยด์หรือโรคภูมิคุ้มกันอื่น ซึ่งแพทย์จะพิจารณาตรวจเพิ่มตามความเหมาะสม ไม่ใช่ตรวจหว่านทุกคน

ลมพิษที่กระตุ้นด้วยปัจจัยทางกายภาพ

ลมพิษบางชนิดถูกกระตุ้นด้วย "สิ่งเร้าทางกายภาพ" ไม่ใช่การแพ้ กลุ่มนี้อธิบายอาการ "เป็น ๆ หาย ๆ เวลาเจอสถานการณ์เดิม":

  • Dermographism (ผิวขีดแล้วนูน): เกาหรือขีดผิวแล้วขึ้นเป็นเส้นนูนแดงตามรอย พบบ่อยที่สุดในกลุ่มนี้

  • Cholinergic urticaria: ขึ้นเป็นตุ่มเล็ก ๆ เวลาตัวร้อน ออกกำลังกาย อาบน้ำอุ่น หรือเครียด

  • ลมพิษจากความเย็น (Cold urticaria): ขึ้นเมื่อโดนอากาศเย็นหรือน้ำเย็น — ชนิดนี้ต้องระวังการลงแช่น้ำเย็นทั้งตัวเพราะอาจเกิดปฏิกิริยารุนแรง

  • ลมพิษจากแรงกด (Pressure urticaria): ขึ้นตรงที่โดนกดนาน ๆ เช่น สายกระเป๋า ขอบกางเกง

  • ลมพิษจากแสงแดด (Solar urticaria): ขึ้นภายในไม่กี่นาทีหลังโดนแดด

⚠️ สัญญาณอันตราย ที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที

ลมพิษส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่มีบางกรณีที่เป็นภาวะฉุกเฉิน หากมีอาการเหล่านี้ ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที อย่ารอดูอาการ:

  • ปากบวม ตาบวม ลิ้นบวม หรือคอบวม

  • หายใจไม่ออก หายใจมีเสียงหวีด แน่นหน้าอก

  • เสียงแหบ กลืนลำบาก รู้สึกคอตีบ

  • หน้ามืด วิงเวียนคล้ายจะเป็นลม ใจสั่น ความดันตก

  • ปวดท้องรุนแรง อาเจียน ร่วมกับผื่นขึ้นเร็วทั่วตัว

อาการเหล่านี้บ่งชี้ถึง angioedema ที่ลุกลามหรือปฏิกิริยาแพ้รุนแรงทั้งระบบ (anaphylaxis) ซึ่งอันตรายถึงชีวิตและต้องได้รับยาอะดรีนาลินอย่างทันท่วงที ไม่ใช่แค่ยาแก้แพ้ธรรมดา

"เป็นลมพิษ ห้ามกินอะไร" — ความจริงเรื่องอาหาร

นี่เป็นคำถามที่ถูกค้นหามากที่สุดข้อหนึ่ง และเป็นจุดที่มีความเข้าใจผิดมากที่สุด

ความจริงคือ ในลมพิษเรื้อรัง อาหารเป็นสาเหตุโดยตรงน้อยมาก การไล่งดอาหารทีละอย่างไปเรื่อย ๆ จึงมักไม่ช่วยให้หาย แถมทำให้ได้สารอาหารไม่ครบและใช้ชีวิตลำบากโดยไม่จำเป็น

สิ่งที่มีหลักฐานและพอทำได้:

  • ถ้าเป็นลมพิษเฉียบพลันแล้วสงสัยอาหารตัวใดชัดเจน (กินแล้วขึ้นภายในไม่กี่ชั่วโมง ซ้ำ ๆ) ให้หลีกเลี่ยงอาหารตัวนั้นเฉพาะเจาะจง

  • ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs และแอสไพริน อาจกระตุ้นให้ลมพิษกำเริบได้ในบางคน ควรหลีกเลี่ยงถ้าไม่จำเป็น

  • แอลกอฮอล์ ความร้อน การอดนอน และความเครียด ไม่ได้เป็นสาเหตุ แต่เป็นตัวทำให้อาการที่มีอยู่แล้วกำเริบง่ายขึ้น

สรุปคือ ไม่มี "รายการอาหารต้องห้าม" สำหรับผู้ป่วยลมพิษทุกคน สิ่งที่ควรทำคือคุมอาการด้วยยาที่ถูกต้อง มากกว่าจะทุ่มเทกับการงดอาหาร

ลมพิษ รักษายังไงให้ถูกทาง

แนวทางการรักษาลมพิษตามหลักฐานปัจจุบัน (อ้างอิงแนวทางสากล EAACI/GA²LEN/EDF/WAO) เป็นลำดับขั้นชัดเจน:

  1. ยาแก้แพ้กลุ่มแอนติฮิสตามีนรุ่นที่ 2 ชนิดไม่ง่วง เป็นยาหลักตัวแรก เช่น cetirizine, loratadine, fexofenadine, bilastine ทานสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทานเฉพาะตอนคัน

  2. เพิ่มขนาดยาได้ถึง 4 เท่าของขนาดปกติ ภายใต้การดูแลของแพทย์ ถ้าขนาดมาตรฐานยังคุมไม่อยู่ — ขั้นตอนนี้สำคัญมากและเป็นเหตุผลว่าทำไมควรให้แพทย์ปรับยา ไม่ใช่ปรับเอง

  3. กรณีเรื้อรังที่ดื้อยา แพทย์อาจพิจารณายาฉีดกลุ่มชีวภาพ (omalizumab) หรือยากดภูมิบางชนิด ซึ่งได้ผลดีในผู้ป่วยที่ยาแก้แพ้เอาไม่อยู่

ข้อควรระวังที่พบบ่อย:

  • หลีกเลี่ยงยาแก้แพ้รุ่นเก่าที่ทำให้ง่วง เช่น chlorpheniramine เป็นยาหลักระยะยาว เพราะง่วงซึม กระทบการขับรถ การเรียน การทำงาน และคุมลมพิษได้ไม่ดีเท่ารุ่นใหม่

  • อย่าใช้ยาสเตียรอยด์กินต่อเนื่องเองเป็นเวลานาน สเตียรอยด์ช่วยได้ในช่วงสั้น ๆ ที่กำเริบรุนแรง แต่การใช้ยาวมีผลข้างเคียงมากและไม่ใช่วิธีคุมลมพิษเรื้อรัง

  • ยาทาแก้คันช่วยบรรเทาได้บ้าง แต่ลมพิษเป็นเรื่องของทั้งร่างกาย การรักษาหลักจึงเป็นยาทาน ไม่ใช่ยาทา

ยาแก้ลมพิษ ตัวไหนดี

โดยหลักการ ยาแก้ลมพิษที่ดีคือ แอนติฮิสตามีนรุ่นที่ 2 ชนิดไม่ง่วง ทานเป็นประจำ เพราะออกฤทธิ์คุมอาการได้ดีและไม่รบกวนชีวิตประจำวัน ส่วนยารุ่นเก่าที่ทำให้ง่วง เหมาะกับการใช้ช่วงสั้น ๆ เท่านั้น

สิ่งที่ควรรู้:

  • ยาแก้แพ้ต้องใช้เวลาและความสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทานครั้งเดียวแล้วหาย

  • ถ้าทานยาขนาดปกติแล้วยังคุมไม่อยู่ อย่าเพิ่งเปลี่ยนไปยี่ห้ออื่นไปเรื่อย ๆ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อปรับขนาดหรือเปลี่ยนแนวทางอย่างเป็นระบบ

  • การซื้อยาชุดหรือยาที่ผสมสเตียรอยด์มาทานเองอาจทำให้อาการดูดีชั่วคราวแต่ก่อผลเสียระยะยาว

ลมพิษ กี่วันหาย

คำตอบขึ้นกับชนิด และควรตั้งความคาดหวังให้ตรงความจริง:

  • ลมพิษเฉียบพลัน ผื่นแต่ละจุดหายใน 24 ชั่วโมง และตัวโรคมักสงบภายในไม่กี่วันถึงไม่กี่สัปดาห์ (ไม่เกิน 6 สัปดาห์)

  • ลมพิษเรื้อรัง เป็นภาวะที่ "คุมได้" ด้วยยา ไม่ใช่ "หายใน 3 วัน" ผู้ป่วยจำนวนมากอาการดีขึ้นเองภายในเป็นเดือนถึงเป็นปี แต่ระหว่างนั้นการทานยาสม่ำเสมอช่วยให้ใช้ชีวิตได้ปกติ

ถ้าเจอโฆษณาที่อ้างว่าทำให้ลมพิษ "หายขาดถาวรใน 7 วัน" ให้ตั้งข้อสงสัยไว้ก่อน เพราะไม่ตรงกับธรรมชาติของโรค

ลมพิษในเด็กและในหญิงตั้งครรภ์

  • ในเด็ก ลมพิษเฉียบพลันส่วนใหญ่ตามหลังการติดเชื้อไวรัส และมักหายเองได้ ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ใช้ได้ในเด็กตามขนาดที่แพทย์กำหนด

  • ในหญิงตั้งครรภ์และให้นม ยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 เช่น cetirizine และ loratadine โดยทั่วไปถือว่าค่อนข้างปลอดภัย แต่ควรใช้เท่าที่จำเป็นและอยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์เสมอ

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ผิวหนัง

ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเมื่อ:

  • ลมพิษเป็นต่อเนื่องหรือเป็น ๆ หาย ๆ เกิน 6 สัปดาห์

  • ทานยาแก้แพ้ขนาดปกติแล้วยังคุมอาการไม่อยู่

  • มีอาการบวมที่ปาก ตา หรือเคยมีอาการหายใจลำบากร่วมด้วย (ต้องประเมินความเสี่ยงและอาจต้องมียาอะดรีนาลินพกติดตัว)

  • ผื่นแต่ละจุดอยู่นานเกิน 24 ชั่วโมง เจ็บมากกว่าคัน หรือหายแล้วทิ้งรอยคล้ำ — เพราะอาจไม่ใช่ลมพิษธรรมดาแต่เป็นภาวะที่ต้องตรวจเพิ่ม

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

ลมพิษเกิดจากอะไรได้บ้าง?

เกิดจากแมสต์เซลล์ในผิวหลั่งฮีสตามีน ชนิดเฉียบพลันมักมีตัวกระตุ้น เช่น การติดเชื้อ อาหาร ยา หรือแมลงกัดต่อย ส่วนชนิดเรื้อรังส่วนใหญ่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของตัวเองโดยไม่มีสารก่อแพ้ภายนอก

เป็นลมพิษ ห้ามกินอะไร?

ไม่มีรายการอาหารต้องห้ามสำหรับทุกคน ในลมพิษเรื้อรังอาหารไม่ใช่สาเหตุหลัก ควรหลีกเลี่ยงเฉพาะอาหารที่กินแล้วขึ้นซ้ำ ๆ ชัดเจน และควรระวังยากลุ่ม NSAIDs/แอสไพรินที่อาจกระตุ้นให้กำเริบ

ลมพิษกี่วันหาย?

ผื่นแต่ละจุดหายภายใน 24 ชั่วโมง ชนิดเฉียบพลันมักสงบภายในไม่กี่วันถึงไม่เกิน 6 สัปดาห์ ส่วนชนิดเรื้อรังคุมได้ด้วยยาแต่ไม่ได้หายในไม่กี่วัน

ลมพิษ ยาแก้ลมพิษตัวไหนดี?

ยาหลักคือแอนติฮิสตามีนรุ่นที่ 2 ชนิดไม่ง่วง เช่น cetirizine, loratadine, fexofenadine ทานสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการใช้ยารุ่นเก่าที่ง่วงหรือยาสเตียรอยด์กินเองระยะยาว

ลมพิษอันตรายไหม?

ส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่ถ้ามีปาก/ตา/คอบวม หายใจไม่ออก แน่นหน้าอก หรือหน้ามืด ให้ไปห้องฉุกเฉินทันที เพราะอาจเป็นปฏิกิริยาแพ้รุนแรง

ลมพิษเป็น ๆ หาย ๆ ไม่รู้สาเหตุ ทำไม?

มักเป็นลมพิษเรื้อรังชนิดที่เกิดจากภูมิคุ้มกันตัวเอง หรือชนิดกระตุ้นทางกายภาพ เช่น ผิวขีดแล้วนูน ตัวร้อน หรือแรงกด ซึ่งหาสาเหตุภายนอกไม่พบเป็นเรื่องปกติ

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 18 กรกฎาคม 2026

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
รังแคเกิดจากอะไร? แพทย์ผิวหนังแยก 5 โรคที่คนไทยเรียกรวมกันว่า "รังแค"

รังแค (Dandruff) คือภาวะที่หนังศีรษะผลัดเซลล์เร็วผิดปกติจนเห็นเป็นขุยหรือสะเก็ดสีขาว-เหลือง ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากปฏิกิริยาของร่างกายต่อเชื้อรา Malassezia ที่อาศัยอยู่บนหนังศีรษะตามปกติ แต่ในห้องตรวจ คำว

 
 
 
สังคัง เกิดจากอะไร อาการ วิธีรักษา และทำไมทาแล้วไม่หาย โดยแพทย์ผิวหนัง

สังคัง (Tinea Cruris) คือการติดเชื้อราที่ผิวหนังบริเวณขาหนีบและต้นขาด้านใน เกิดจากเชื้อรากลุ่มเดอร์มาโทไฟต์ (dermatophytes) ตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดกลากและโรคน้ำกัดเท้า จุดที่คนส่วนใหญ่พลาดคือ ผื่นคันใ

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ