
โบท็อกซ์และฟิลเลอร์: เข้าใจวิธีการทางแพทย์เพื่อความงามอย่างมีอายุ
- Apr 6
- 1 min read
Updated: May 22
โบท็อกซ์ (Botulinum Toxin) และฟิลเลอร์ (Dermal Filler) เป็นหัตถการทางแพทย์ความงามที่ได้รับความนิยมสูงสุดในปัจจุบัน เนื่องจากให้ผลลัพธ์แบบไม่ต้องผ่าตัด ฟื้นตัวเร็ว และได้ผลเป็นที่น่าพอใจ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการเข้าใจผลิตภัณฑ์แต่ละชนิดอย่างถูกต้อง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีและปลอดภัย
โบท็อกซ์ (Botulinum Toxin) คืออะไร
โบท็อกซ์คือสารโปรตีนที่สกัดจากแบคทีเรีย Clostridium botulinum ออกฤทธิ์โดยการยับยั้งการส่งสัญญาณประสาทไปยังกล้ามเนื้อ ส่งผลให้กล้ามเนื้อคลายและริ้วรอยลดลง ผลอยู่ได้นาน 3–6 เดือน ใช้รักษาริ้วรอยบนหน้าผาก รอยระหว่างคิ้ว และริ้วรอยข้างตา (crow’s feet) และเป็นผลิตภัณฑ์ที่คนไทยสนใจมากที่สุดชนิดหนึ่ง
ฟิลเลอร์ (Dermal Filler) คืออะไร แตกต่างจากโบท็อกซ์อย่างไร
ฟิลเลอร์คือสารเติมที่ฉีดเข้าผิวหนังเพื่อเติมปริมาตร ลดรอยเหี่ยว หรือปรับโครงหน้า ต่างจากโบท็อกซ์ที่ออกฤทธิ์ต่อกล้ามเนื้อ ฟิลเลอร์ทำงานโดยการเติมปริมาตรให้แก้มและริ้วรอยต่างๆ ชนิดที่นิยมใช้มากที่สุดคือไฮยาลูโรนิค แอซิด (Hyaluronic Acid Filler) ซึ่งละลายได้เอง ผลอยู่ได้นาน 6–18 เดือนขึ้นอยู่กับบริเวณที่ฉีด
ประโยชน์และข้อพึงระวังของการฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์
โบท็อกซ์: ลดริ้วรอยจากการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อ โดยข้อพึงระวัง: อาจเกิดบวมชั่วคราว หนังตาตกหรือกล้ามอ่อนแรงชั่วคราว ถ้าฉีดไม่ถูกตำแหน่ง
ฟิลเลอร์: เติมปริมาตรและปรับโครงหน้า โดยข้อพึงระวัง: อาจเกิดรอยช้ำ บวม หรือสีแดงชั่วคราว และในส่วนน้อยมากอาจเกิดการอุดตันหลอดเลือด (Vascular Occlusion) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉิน
การฉีดทั้งสองชนิดควรทำโดยแพทย์หรือบุคลากรสุขภาพที่ได้รับการอบรมเท่านั้น
ใครที่เหมาะสมและไม่เหมาะสมสำหรับโบท็อกซ์และฟิลเลอร์
ผู้ที่เหมาะสม ได้แก่ผู้ใหญ่อายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่เป็นหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ไม่แพ้สารในผลิตภัณฑ์ และไม่มีโรคผิวหนังที่รักษาไม่หาย แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล ผู้ที่ไม่เหมาะสม ได้แก่หญิงตั้งครรภ์ ให้นมบุตร ผู้ที่มีภาวะติดเชื้อเฉียบพลันบริเวณที่จะฉีด หรือผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulants)
คำแนะนำก่อนตัดสินใจฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์
เลือกสถานพยาบาลที่ได้รับการรับรองอย่างเป็นทางการ ไม่ควรทำโดยผู้ไม่มีใบอนุญาต
ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อประเมินความเหมาะสมและวางแผนการรักษา
แจ้งประวัติการแพ้ยาและยาที่ใช้อยู่ให้ครบถ้วน
งดแอลกอฮอล์ ยาต้านการแข็งตัวของเลือด และอาหารเสริมที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด อย่างน้อย 1–2 สัปดาห์ก่อนฉีด



Comments