
รอยแตกลาย (Stretch Marks): สาเหตุ การป้องกัน และการรักษา
- 19 มิ.ย.
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 5 วันที่ผ่านมา
รอยแตกลาย (Stretch Marks) หรือทางการแพทย์เรียกว่า Striae Distensae คือรอยเส้นที่เกิดขึ้นบนผิวหนังเมื่อผิวถูกยืดออกอย่างรวดเร็วเกินกว่าความยืดหยุ่นของเส้นใยคอลลาเจนและเอลาสตินจะรองรับได้ ผลคือผิวหนังชั้นหนังแท้ (dermis) เกิดการฉีกขาดเสียหาย จนปรากฏเป็นเส้นสีแดง สีม่วง หรือสีขาวพาดตามผิว รอยแตกลายพบได้บ่อยในประชากรไทย โดยเฉพาะในสตรีมีครรภ์ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก และวัยรุ่นที่เติบโตเร็ว แม้รอยแตกลายจะไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บป่วยร้ายแรง แต่ก็ส่งผลต่อความมั่นใจและคุณภาพชีวิตของหลายคน บทความนี้จะอธิบายตั้งแต่สาเหตุ ลักษณะ ระยะของรอย วิธีป้องกัน ไปจนถึงแนวทางการรักษาที่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ
รอยแตกลายเกิดจากอะไร
รอยแตกลายเกิดจากการที่ผิวหนังถูกยืดขยายเร็วกว่าที่เส้นใยคอลลาเจนและเอลาสตินจะปรับตัวได้ทัน ร่วมกับปัจจัยทางฮอร์โมนที่ทำให้เส้นใยผิวอ่อนแอลง สาเหตุและปัจจัยเสี่ยงที่พบบ่อย ได้แก่
การตั้งครรภ์: การตั้งครรภ์ที่ทำให้หน้าท้องขยายอย่างรวดเร็ว
น้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว: โดยเฉพาะในช่วงวัยรุ่นที่ร่างกายเจริญเติบโตและมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเร็ว
ยาสเตียรอยด์: การใช้ยาสเตียรอยด์ติดต่อกันนาน ทำให้การสร้างคอลลาเจนลดลง
พันธุกรรม: ความผิดปกติทางพันธุกรรม เช่น Ehlers-Danlos Syndrome ที่มีผลต่อความแข็งแรงของเส้นใยเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน
คอร์ติซอลสูง: ระดับคอร์ติซอลในเลือดที่สูงจากความเครียดทำให้เส้นใยผิวหนังอ่อนแอลง
ลักษณะและระยะของรอยแตกลาย
รอยแตกลายแบ่งออกได้เป็น 2 ระยะหลักตามสีและอายุของรอย ซึ่งมีความสำคัญต่อการเลือกวิธีรักษา เพราะรอยในระยะแรกมักตอบสนองต่อการรักษาได้ดีกว่า
Striae rubra (รอยสีแดง/ม่วง): รอยแตกลายระยะแรกหรือรอยใหม่ มักมีสีแดงหรือสีม่วง เนื่องจากยังมีเส้นเลือดฝอยอยู่ใต้รอย ระยะนี้ผิวหนังยังมีการอักเสบและตอบสนองต่อการรักษาได้ดีที่สุด
Striae alba (รอยสีขาว): รอยแตกลายที่เป็นมานาน มักจางลงเป็นสีขาวหรือสีเงิน ผิวบริเวณนั้นบางลงและยุบตัวเล็กน้อย ระยะนี้รักษาให้จางลงได้ยากกว่า
วิธีป้องกันรอยแตกลาย
แม้จะไม่มีวิธีใดป้องกันรอยแตกลายได้ 100% โดยเฉพาะในผู้ที่มีปัจจัยทางพันธุกรรม แต่การดูแลผิวและควบคุมปัจจัยเสี่ยงช่วยลดโอกาสเกิดและความรุนแรงของรอยได้
ทามอยส์เจอร์ไรเซอร์ผิวหนังอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะบริเวณท้อง หน้าอก ต้นขา และสะโพก ซึ่งเป็นตำแหน่งที่พบรอยแตกลายได้บ่อย
ใช้ครีมที่มีส่วนผสม Centella Asiatica หรือ Vitamin E ช่วยเสริมความยืดหยุ่นของผิว
ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการเพิ่มหรือลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว
ดื่มน้ำให้เพียงพอและออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อรักษาความชุ่มชื้นและสุขภาพผิว
วิธีรักษารอยแตกลาย
การรักษารอยแตกลายให้ได้ผลดีที่สุดควรเริ่มตั้งแต่รอยยังใหม่ (Striae rubra) แพทย์ผิวหนังจะเลือกวิธีให้เหมาะกับระยะของรอย สภาพผิว และตำแหน่ง ทางเลือกในการรักษาที่มีหลักฐานรองรับ ได้แก่
Tretinoin Cream: ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ เหมาะสำหรับรอยใหม่ (Striae rubra) ควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์และหลีกเลี่ยงในสตรีมีครรภ์
เลเซอร์: Fractional Laser และ Pulsed Dye Laser ช่วยลดการมองเห็นของรอยและกระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจนและอิลาสตินใหม่
การนวด: การนวด (Massage) บริเวณรอยช่วยเสริมการสร้างคอลลาเจน
การขัดผิว: การขัดผิว (Microdermabrasion) ช่วยทำให้ผิวเรียบเนียนขึ้นได้บ้าง
ควรทราบว่าไม่มีวิธีใดที่ลบรอยแตกลายให้หายสนิท 100% ได้ แต่การรักษาที่เหมาะสมช่วยให้รอยจางลงและผิวดูเรียบเนียนขึ้นอย่างชัดเจน การประเมินโดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนังจึงสำคัญ เพื่อเลือกวิธีที่ปลอดภัยและได้ผลกับผิวของแต่ละบุคคล
คำถามที่พบบ่อย
รอยแตกลายหายเองได้ไหม รอยแตกลายมักไม่หายไปเองอย่างสมบูรณ์ แต่เมื่อเวลาผ่านไปรอยสีแดงหรือม่วง (Striae rubra) มักจางลงเป็นสีขาว (Striae alba) และดูจางลงบ้าง การรักษาตั้งแต่รอยยังใหม่จะให้ผลดีกว่าการปล่อยไว้จนกลายเป็นรอยเก่า
รอยแตกลายรักษาให้หายสนิทได้หรือไม่ ปัจจุบันยังไม่มีวิธีใดที่ลบรอยแตกลายให้หายสนิท 100% ได้ แต่การรักษาด้วย Tretinoin Cream เลเซอร์ (Fractional Laser, Pulsed Dye Laser) การนวด และการขัดผิว (Microdermabrasion) ช่วยให้รอยจางลงและผิวเรียบเนียนขึ้นได้
ควรเริ่มรักษารอยแตกลายเมื่อไหร่ ควรเริ่มรักษาตั้งแต่รอยยังใหม่ในระยะ Striae rubra ที่มีสีแดงหรือม่วง เพราะระยะนี้ผิวยังตอบสนองต่อการรักษาได้ดีที่สุด เมื่อรอยกลายเป็นสีขาว (Striae alba) แล้วจะรักษาให้จางลงได้ยากกว่า
ป้องกันรอยแตกลายในระหว่างตั้งครรภ์ได้อย่างไร ควรทามอยส์เจอร์ไรเซอร์บริเวณท้อง หน้าอก ต้นขา และสะโพกอย่างสม่ำเสมอ อาจใช้ครีมที่มี Centella Asiatica หรือ Vitamin E ควบคุมการเพิ่มน้ำหนักให้เหมาะสม ดื่มน้ำให้เพียงพอ อย่างไรก็ตามอาจไม่สามารถป้องกันได้ 100% เนื่องจากมีปัจจัยทางพันธุกรรมและฮอร์โมนร่วมด้วย
หากคุณมีรอยแตกลายที่รบกวนความมั่นใจ หรือต้องการคำแนะนำในการดูแลและรักษาที่เหมาะกับผิวของคุณ ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังที่ Siam Dermatology โทร 061-448-7000 หรือ LINE @siamderm
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 16 กรกฎาคม 2569



ความคิดเห็น