Intertrigo: ผื่นอักเสบในรอยพับผิวหนัง พบบ่อยในเมืองร้อนชื้น
อัปเดตเมื่อ 15 ก.ย.
ตุ่มอับชื้น หรือ ผื่นอับชื้นในรอยพับผิวหนัง ภาษาแพทย์เรียกว่า อินเตอร์ทริโก (Intertrigo) คือผื่นแดงที่เกิดในบริเวณที่ผิวหนังสองด้านประกบกัน เช่น ใต้ราวนม ซอกคอ ใต้รักแร้ รอยพับหน้าท้อง ขาหนีบ และร่องก้น เกิดจากความชื้นจากเหงื่อที่ระบายออกไม่ได้ร่วมกับการเสียดสีของผิวสองด้าน ทำให้ชั้นเกราะป้องกันผิวเสียหายและอักเสบ แล้วเชื้อราหรือแบคทีเรียที่อยู่บนผิวอยู่แล้วจึงเข้ามาซ้ำเติมทีหลัง
ประโยคสำคัญที่คนไข้ส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินคือ อินเตอร์ทริโกไม่ได้เริ่มจากเชื้อรา แต่เริ่มจากความชื้นกับการเสียดสีก่อน เชื้อราเป็นผู้มาทีหลัง นี่คือเหตุผลที่หลายคนซื้อยาฆ่าเชื้อรามาทาเองแล้วดีขึ้นครึ่งเดียว หรือหายแล้วกลับมาเป็นซ้ำที่เดิมทุกหน้าร้อน เพราะรักษาผู้มาทีหลัง แต่ไม่ได้แก้ต้นเหตุ
บทความนี้เขียนโดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง เพื่ออธิบายว่าผื่นในรอยพับแต่ละตำแหน่งหน้าตาเป็นอย่างไร วิธีแยกอินเตอร์ทริโกออกจากโรคอีกเจ็ดชนิดที่ขึ้นที่เดียวกัน และยาแต่ละกลุ่มที่ใช้จริง — ชื่อยา ความเข้มข้น และระยะเวลาที่ต้องทา
ตุ่มอับชื้น กับ ผื่นอับชื้น คนไทยใช้คำเดียวเรียกสองโรคที่ไม่เหมือนกัน
คำว่า "ตุ่มอับชื้น" ที่คนไทยค้นหา จริง ๆ แล้วครอบคลุมสองภาวะที่ต่างกันชัดเจน และรักษาไม่เหมือนกัน
แบบที่เป็นตุ่มเล็กใส ๆ หรือตุ่มแดงเล็ก ๆ กระจายเป็นเม็ด มักไม่ใช่อินเตอร์ทริโก แต่เป็น ผดร้อน (Miliaria) ซึ่งเกิดจากท่อต่อมเหงื่ออุดตัน พบที่หลัง หน้าอก หน้าผาก คอ และบริเวณที่เสื้อผ้ารัด
แบบที่เป็นปื้นแดงเรียบ ชื้นแฉะ ขอบชัดตามแนวรอยพับ คือ อินเตอร์ทริโก (Intertrigo) ซึ่งเป็นหัวข้อของบทความนี้ มักแสบมากกว่าคัน และเจ็บเวลาขยับหรือเดิน
ความต่างที่ใช้แยกได้ด้วยตาเปล่าคือ รูปร่างของรอยโรค ผดร้อนเป็นเม็ด ๆ แยกจากกัน ส่วนอินเตอร์ทริโกเป็นแผ่นเดียวต่อเนื่องที่มีรูปทรงตามรอยพับ เหมือนมีคนเอาสีแดงทาตามร่อง หากยังแยกไม่ออก อ่านรายละเอียดเพิ่มที่บทความ ผดร้อนเกิดจากอะไร และวิธีแยกจากผื่นแพ้
ทำไมรอยพับผิวหนังถึงเป็นผื่นง่ายกว่าผิวส่วนอื่น
รอยพับผิวหนังเป็นสภาพแวดล้อมที่ต่างจากผิวเปิดอย่างสิ้นเชิง และความต่างนี้อธิบายเกือบทุกอย่างเกี่ยวกับโรค
อุณหภูมิสูงกว่าผิวรอบข้าง 1–2 องศาเซลเซียส เพราะความร้อนระบายออกไม่ได้
ความชื้นสัมพัทธ์ในร่องสูงเกิน 90% ในขณะที่ผิวเปิดอยู่ราว 40–60% ความชื้นระดับนี้ทำให้เซลล์ผิวชั้นขี้ไคลบวมน้ำ อ่อนตัว และหลุดง่าย (maceration)
ค่าความเป็นกรดด่างของผิวเปลี่ยนจาก 4.5–5.5 ขึ้นไปเป็นกลาง ซึ่งเป็นค่าที่ยีสต์แคนดิดาและแบคทีเรียเติบโตได้ดีที่สุด
แรงเสียดสีจากการเดิน หายใจ หรือขยับแขน ครูดผิวที่บวมน้ำอยู่แล้วให้ถลอกเป็นรอยแยกตรงก้นร่อง (fissure)
เมื่อชั้นเกราะผิวเสียหาย เชื้อที่อยู่บนผิวเราตามปกติ — ยีสต์แคนดิดา (Candida albicans), แบคทีเรียโคริเนแบคทีเรียม (Corynebacterium minutissimum), และสแตฟิโลค็อกคัส (Staphylococcus aureus) — จึงเพิ่มจำนวนและทำให้อักเสบมากขึ้น นี่คือลำดับที่ถูกต้อง: ความชื้นและการเสียดสีมาก่อน เชื้อมาทีหลัง
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เป็นซ้ำ ได้แก่ น้ำหนักเกิน โดยเฉพาะดัชนีมวลกาย 30 ขึ้นไป, เบาหวานที่คุมน้ำตาลไม่ดี, ภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ, การใส่เสื้อผ้ารัดหรือเนื้อผ้าที่ไม่ระบายอากาศ, ผู้ป่วยติดเตียง, และผู้สูงอายุที่ผิวบางลง หากสงสัยว่าตัวเองเหงื่อออกมากผิดปกติ ดูเกณฑ์การแยกได้ที่ เหงื่อออกเยอะ เกิดจากอะไร
ผื่นอับชื้นใต้ราวนม (Inframammary intertrigo)
ลักษณะ ปื้นแดงเรียบเป็นแนวยาวตามรอยพับใต้เต้านม ขอบผื่นมักตรงกับแนวที่ผิวประกบกันพอดี ผิวอาจดูเปียกมันวาว บางรายมีรอยแตกเป็นเส้นตรงกลางร่อง ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เจ็บที่สุด กลิ่นอับเกิดจากแบคทีเรียย่อยสลายเหงื่อและเซลล์ผิวที่หลุด
สาเหตุ เหงื่อสะสมใต้เต้านมร่วมกับแรงกดจากโครงเสื้อชั้นใน พบมากในผู้ที่มีหน้าอกขนาดใหญ่ ผู้ที่ให้นมบุตร ผู้ที่มีน้ำหนักเกิน และในช่วงหน้าร้อนกับหน้าฝนของไทยที่ความชื้นในอากาศสูงเกิน 75%
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน ส่วนใหญ่ไม่รุนแรง แต่เป็นตำแหน่งที่ติดเชื้อแคนดิดาซ้อนบ่อยที่สุดตำแหน่งหนึ่ง สังเกตจากตุ่มหนองเล็ก ๆ กระจายรอบขอบผื่นหลัก (satellite lesions) ซึ่งเป็นสัญญาณว่าต้องเพิ่มยาฆ่าเชื้อรา ไม่ใช่แค่ทำให้แห้ง
เมื่อไรต้องพบแพทย์ เมื่อมีรอยแตกลึกจนมีเลือดซึม มีตุ่มหนอง มีไข้ ผื่นลามออกนอกแนวรอยพับ หรือดูแลให้แห้งอย่างถูกวิธีแล้ว 7 วันไม่ดีขึ้น
ผื่นอับชื้นที่ซอกคอและซอกขาในทารก
ลักษณะ ปื้นแดงสดในร่องคอที่อ้วนเป็นชั้น ๆ ซอกรักแร้ และขาหนีบ ผิวชื้นแฉะ บางครั้งมีคราบขาวเหมือนนมบูดอยู่ในร่อง เด็กจะร้องงอแงเวลาถูกเช็ดหรือเวลาเงยคอ
สาเหตุ ทารกมีรอยพับลึก คอสั้น น้ำลายและนมไหลลงไปขังในร่อง บวกกับต่อมเหงื่อที่ยังทำงานไม่สมบูรณ์ ที่ขาหนีบและก้นมักซ้อนกับ ผื่นผ้าอ้อม ซึ่งมีปัสสาวะและอุจจาระเป็นตัวระคายเคืองเพิ่ม
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน ไม่รุนแรงแต่หายช้าถ้าเช็ดไม่ถึงก้นร่อง จุดที่พ่อแม่มักพลาดคือเช็ดเปียกแล้วไม่ซับให้แห้งสนิท และการใช้แป้งฝุ่นซึ่งจับตัวเป็นก้อนในร่องที่ชื้นแล้วกลายเป็นตัวเสียดสีเพิ่ม
เมื่อไรต้องพบแพทย์ เมื่อมีตุ่มหนอง ผิวลอกเป็นแผ่นคล้ายโดนลวก เด็กมีไข้ ซึม กินได้น้อยลง หรือผื่นลามเร็วภายใน 24–48 ชั่วโมง
ผื่นอับชื้นใต้รอยพับหน้าท้องและใต้พุง (Panniculus intertrigo)
ลักษณะ ปื้นแดงคล้ำเป็นแนวขวางใต้ชายพุง มักกว้างและยาวกว่าตำแหน่งอื่น ผิวอาจหนาขึ้น คล้ำลง และมีกลิ่นชัด เมื่อเป็นเรื้อรังหลายเดือนจะเห็นผิวเป็นคลื่นและมีรอยแตกเป็นทางยาว
สาเหตุ น้ำหนักตัวที่มากทำให้รอยพับลึกและปิดสนิท ไม่มีอากาศผ่าน ร่วมกับเหงื่อที่ออกมากกว่าคนทั่วไป และมักพบร่วมกับเบาหวานซึ่งทำให้ระดับน้ำตาลในเหงื่อสูงขึ้นและเลี้ยงเชื้อได้ดีขึ้น
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน เป็นตำแหน่งที่มีโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียลุกลามใต้ผิวหนัง (cellulitis) มากที่สุดในกลุ่มนี้ เพราะรอยแตกลึกและปิดอับ
เมื่อไรต้องพบแพทย์ เมื่อผิวรอบผื่นบวมแดงร้อนและกดเจ็บลามออกไป มีไข้ หนาวสั่น หรือมีหนองไหล — สามอาการนี้ต้องพบแพทย์ภายในวันเดียวกัน ไม่ใช่รอดูอาการ
ผื่นอับชื้นใต้รักแร้
ลักษณะ ปื้นแดงในซอกรักแร้ มักแสบเวลาทาผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกาย บางรายผิวคล้ำลงหลังผื่นหาย ซึ่งเป็นรอยดำหลังการอักเสบ ไม่ใช่โรคใหม่
สาเหตุ ต่อมเหงื่อที่รักแร้หนาแน่นกว่าผิวส่วนอื่นมาก บวกกับการโกนขนที่ทำให้ผิวมีรอยถลอกเล็ก ๆ และสารเคมีจากโรลออน โดยเฉพาะสูตรที่มีแอลกอฮอล์หรือน้ำหอม
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน ไม่รุนแรง แต่ต้องแยกให้ออกจาก ผื่นแพ้สัมผัส ที่ขอบผื่นจะตรงกับรูปทรงของหัวโรลออนมากกว่ารูปทรงของร่องรักแร้ และแยกจาก ต่อมเหงื่ออักเสบเรื้อรัง ที่เป็นก้อนลึกใต้ผิวไม่ใช่ปื้นตื้น
เมื่อไรต้องพบแพทย์ เมื่อคลำได้ก้อนแข็งใต้ผิว มีหนองไหลซ้ำ ๆ ที่เดิม หรือมีแผลเป็นเป็นทางเชื่อมกัน — ลักษณะนี้เข้าได้กับ ต่อมเหงื่ออักเสบเรื้อรัง (HS) ซึ่งเป็นคนละโรคและต้องรักษาคนละแบบ
ผื่นอับชื้นที่ขาหนีบและร่องก้น
ลักษณะ ปื้นแดงในร่องขาหนีบทั้งสองข้าง มักสมมาตร ผิวชื้น แสบมากกว่าคัน ต่างจากสังคังตรงที่ขอบไม่นูนเป็นวงและไม่มีขุยที่ขอบ
สาเหตุ เหงื่อ ความอับจากชุดชั้นใน การเดินที่ทำให้ต้นขาเสียดสีกัน และในผู้ชายมักซ้อนกับเชื้อราที่มาจากเท้าหรือขาหนีบเดิม
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งที่วินิจฉัยผิดบ่อยที่สุด เพราะคนส่วนใหญ่และร้านยาจะสรุปทันทีว่าเป็นสังคัง แล้วจ่ายยาฆ่าเชื้อราอย่างเดียว ถ้าเป็นอินเตอร์ทริโกล้วน ๆ ยาฆ่าเชื้อราจะช่วยได้แค่บางส่วน และกลับเป็นซ้ำเมื่อหยุดยา
เมื่อไรต้องพบแพทย์ เมื่อทายาฆ่าเชื้อราครบ 2 สัปดาห์แล้วไม่หาย ผื่นข้างเดียวไม่สมมาตร มีขอบนูนชัดเป็นวง หรือมีผื่นที่อวัยวะเพศร่วมด้วย รายละเอียดการแยกสังคังอ่านได้ที่ สังคัง เกิดจากอะไร และทำไมทาแล้วไม่หาย
ผื่นอับชื้นที่ง่ามนิ้วมือและง่ามนิ้วเท้า
ลักษณะ ผิวขาวเปื่อยยุ่ยที่ง่ามนิ้ว มักเป็นที่ง่ามนิ้วนางกับนิ้วก้อยของเท้า หรือง่ามนิ้วกลางของมือ ผิวขาวนี้เช็ดออกได้และใต้ผิวมักแดงสด
สาเหตุ ที่เท้าคือรองเท้าปิดที่อับตลอดวัน ที่มือคือการแช่น้ำหรือใส่ถุงมือยางนาน ๆ พบมากในแม่ครัว แม่บ้าน พยาบาล และพนักงานล้างจาน
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน ที่มือมักเป็นแคนดิดา (erosio interdigitalis blastomycetica) ส่วนที่เท้ามักเป็นเชื้อรากลากหรือแบคทีเรียแกรมลบซ้อน ซึ่งใช้ยาคนละตัว จึงไม่ควรใช้ยาเดียวกันทั้งมือและเท้าโดยอัตโนมัติ
เมื่อไรต้องพบแพทย์ เมื่อมีกลิ่นเหม็นรุนแรง ผิวเป็นหลุมเล็ก ๆ คล้ายรูเข็ม มีน้ำเหลืองซึม หรือเป็นเบาหวานร่วมด้วย เพราะแผลที่ง่ามเท้าในผู้ป่วยเบาหวานเป็นประตูของการติดเชื้อที่รุนแรงได้
แยกให้ออก 1: ผดร้อน (Miliaria)
ลักษณะ ตุ่มใสเล็กมากขนาด 1–2 มิลลิเมตร หรือตุ่มแดงเล็ก ๆ กระจายเป็นเม็ดแยกจากกัน คันหรือแสบยิบ ๆ
จุดแยกที่ใช้จริง ผดร้อนเป็นเม็ดแยกกัน ไม่ใช่แผ่นเดียว และขึ้นได้ทั่วบริเวณที่เหงื่อออก ไม่จำกัดอยู่ในร่อง ส่วนอินเตอร์ทริโกเป็นแผ่นที่มีรูปทรงตามร่องอย่างชัดเจน
ทำอย่างไร ทำให้ตัวเย็นลง ใส่ผ้าฝ้ายหลวม ผดร้อนส่วนใหญ่หายเองใน 3–7 วันเมื่อเหงื่อระบายได้ ไม่ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อรา
แยกให้ออก 2: เชื้อราแคนดิดาซ้อน (Candidal intertrigo)
ลักษณะ ปื้นแดงสดเหมือนถูกลวก มีขอบเป็นขุยขาวลอก และที่สำคัญที่สุดคือมี ตุ่มแดงหรือตุ่มหนองเล็ก ๆ กระจายอยู่นอกขอบผื่นหลัก เรียกว่า satellite lesions
จุดแยกที่ใช้จริง ถ้าเห็นตุ่มบริวารนอกขอบผื่น ให้ถือว่ามีแคนดิดาซ้อนจนกว่าจะพิสูจน์เป็นอย่างอื่น นี่เป็นสัญญาณเดียวที่แม่นที่สุดในการตรวจด้วยตาเปล่า
ทำอย่างไร ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อรากลุ่มที่ครอบคลุมยีสต์ ร่วมกับการทำให้แห้ง ใช้ยาฆ่าเชื้อรากลุ่มอัลลิลามีนอย่างเดียวจะได้ผลไม่ดี เพราะออกฤทธิ์กับกลากได้ดีกว่ายีสต์
แยกให้ออก 3: กลากและสังคัง (Tinea cruris / Tinea corporis)
ลักษณะ ผื่นเป็นวง ขอบนูนแดงและมีขุยชัดเจน ตรงกลางจางลงจนดูเกือบปกติ คันมากกว่าแสบ มักลามออกนอกร่องขาหนีบไปที่ต้นขาด้านใน
จุดแยกที่ใช้จริง ดูที่ ขอบ อินเตอร์ทริโกขอบเรียบและอยู่พอดีกับแนวร่อง กลากขอบนูนเป็นสันและมีขุย และรูปทรงเป็นวงโค้งที่ไม่สนใจว่าร่องอยู่ตรงไหน
ทำอย่างไร ต้องใช้ยาฆ่าเชื้อราต่อเนื่องนานกว่าที่คนส่วนใหญ่ทา และต้องทาเลยขอบผื่นออกไปอย่างน้อย 2 เซนติเมตร รายละเอียดการเลือกยาแต่ละกลุ่มอ่านได้ที่ ยาทาเชื้อรา เลือกตัวยาไหน ทากี่สัปดาห์ถึงจะหายจริง
แยกให้ออก 4: อีริโทรสมา (Erythrasma)
ลักษณะ ปื้นสีน้ำตาลแดงหรือน้ำตาลอมชมพู ขอบค่อนข้างชัด ผิวดูแห้งและมีขุยละเอียดคล้ายผงแป้ง คันน้อยมากหรือไม่คันเลย พบบ่อยที่ขาหนีบ ง่ามนิ้วเท้า และใต้ราวนม
จุดแยกที่ใช้จริง อีริโทรสมาเกิดจากแบคทีเรีย Corynebacterium minutissimum ไม่ใช่เชื้อรา และมีการตรวจที่ชี้ขาดได้ในไม่กี่วินาที คือ การส่องด้วยแสงอัลตราไวโอเลตความยาวคลื่นยาว (Wood's lamp) แล้วผื่นจะเรืองแสงสีแดงปะการัง (coral-red) ซึ่งเป็นสีที่โรคอื่นในกลุ่มนี้ไม่ให้
ทำอย่างไร ตอบสนองต่อยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ไม่ตอบสนองต่อยาฆ่าเชื้อราส่วนใหญ่ นี่คือหนึ่งในสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของประโยคว่า "ทายาเชื้อรามาหลายเดือนแล้วไม่หาย"
แยกให้ออก 5: สะเก็ดเงินชนิดรอยพับ (Inverse psoriasis)
ลักษณะ ปื้นแดงสดผิวเรียบมันวาว ขอบคมชัดมากเหมือนใช้ไม้บรรทัดตี ไม่มีสะเก็ดหนาเหมือนสะเก็ดเงินที่ศอกเข่า เพราะความชื้นในร่องทำให้สะเก็ดหลุดไป
จุดแยกที่ใช้จริง ขอบคมผิดปกติ ผื่นไม่ตอบสนองต่อยาฆ่าเชื้อราเลย และมักตรวจพบร่องรอยของสะเก็ดเงินที่อื่นด้วย เช่น หนังศีรษะ สะดือ ร่องก้น หรือ เล็บที่เป็นหลุมเล็ก ๆ
ทำอย่างไร ต้องรักษาแบบสะเก็ดเงิน ไม่ใช่แบบผื่นอับชื้น และเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องวางแผนระยะยาวกับแพทย์ผิวหนัง
แยกให้ออก 6: เซ็บเดิร์มในรอยพับ (Seborrheic dermatitis)
ลักษณะ ปื้นแดงมีขุยเหลืองมันเยิ้ม มักพบร่วมกับรังแค ผื่นข้างจมูก และคิ้ว
จุดแยกที่ใช้จริง ขุยมีลักษณะมันและออกสีเหลือง ไม่ใช่ขุยขาวแห้ง และมักมีผื่นที่ตำแหน่งมัน ๆ ของใบหน้าและหนังศีรษะร่วมด้วยเสมอ
ทำอย่างไร ตอบสนองดีต่อยากลุ่มเอโซลและยาต้านการอักเสบอ่อน ๆ รายละเอียดอ่านที่ เซ็บเดิร์ม เกิดจากอะไร
แยกให้ออก 7: ต่อมเหงื่ออักเสบเรื้อรัง (Hidradenitis suppurativa)
ลักษณะ ก้อนแข็งเจ็บใต้ผิวหนัง ไม่ใช่ปื้นตื้น ๆ มักเป็นซ้ำที่เดิม แตกเป็นหนอง และทิ้งแผลเป็นหรือทางเชื่อมใต้ผิว พบที่รักแร้ ขาหนีบ ใต้ราวนม และร่องก้น
จุดแยกที่ใช้จริง คลำได้ก้อนลึก ไม่ใช่แค่ผิวแดง และมีประวัติเป็นซ้ำที่จุดเดิมมากกว่า 2 ครั้งใน 6 เดือน
ทำอย่างไร เป็นโรคอักเสบเรื้อรังของรูขุมขน ไม่ใช่ความสกปรกและไม่ใช่การติดเชื้อธรรมดา ต้องได้รับการประเมินความรุนแรงและวางแผนการรักษาโดยแพทย์ผิวหนัง
สรุปจุดแยกที่ใช้ได้เร็วที่สุดในกระจกบ้าน
เป็นเม็ดแยกกันทั่วบริเวณที่เหงื่อออก → ผดร้อน
เป็นแผ่นเดียว ขอบเรียบตามแนวร่องพอดี แสบมากกว่าคัน → อินเตอร์ทริโก
มีตุ่มเล็ก ๆ กระจายนอกขอบผื่นหลัก → มีแคนดิดาซ้อน
ขอบนูนเป็นสันมีขุย ตรงกลางจาง คันมาก → กลากหรือสังคัง
สีน้ำตาลแดง ขุยละเอียด แทบไม่คัน ทายาเชื้อราไม่หาย → อีริโทรสมา
ขอบคมมาก ผิวมันวาว ไม่ตอบสนองยาเชื้อรา มีผื่นที่เล็บหรือหนังศีรษะด้วย → สะเก็ดเงินชนิดรอยพับ
คลำได้ก้อนลึก เป็นซ้ำที่เดิม มีหนอง → ต่อมเหงื่ออักเสบเรื้อรัง
การรักษาขั้นที่ 1: ลดความชื้นและการเสียดสี (ขั้นที่ขาดไม่ได้)
ขั้นนี้สำคัญที่สุดและเป็นขั้นที่คนไข้ข้ามบ่อยที่สุด ถ้าทำเฉพาะขั้นนี้อย่างถูกวิธี ผื่นอินเตอร์ทริโกที่ยังไม่ติดเชื้อซ้อนจำนวนมากดีขึ้นภายใน 3–7 วัน
ล้างด้วยน้ำสะอาดหรือสบู่อ่อนที่ไม่มีน้ำหอม วันละ 1–2 ครั้ง ไม่ต้องขัดถู การขัดทำให้ผิวที่บวมน้ำอยู่แล้วถลอกเพิ่ม
ซับให้แห้งสนิทถึงก้นร่อง ด้วยผ้าสะอาดโดยการกดซับ ไม่ใช่การถู หรือใช้ไดร์เป่าผมลมเย็นห่างจากผิว 20–30 เซนติเมตร นาน 1–2 นาที
คั่นรอยพับไม่ให้ผิวสองด้านแตะกัน ด้วยผ้าฝ้ายบางสะอาดหรือแผ่นซับที่เปลี่ยนวันละ 2 ครั้ง เป็นวิธีที่ได้ผลกว่าการทาแป้งมาก
เลี่ยงแป้งฝุ่นในร่องที่ยังชื้น เพราะแป้งจะจับตัวเป็นก้อนแล้วกลายเป็นตัวเสียดสีเพิ่ม และเลี่ยงแป้งในทารกเพราะเสี่ยงต่อการสูดสำลัก
เลือกเสื้อผ้าฝ้ายหลวม เปลี่ยนทันทีเมื่อเปียกเหงื่อ ไม่ใส่ชุดชั้นในที่มีโครงรัดในช่วงที่ยังมีผื่น
สำหรับผู้ที่เหงื่อออกมาก อาจใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีอะลูมิเนียมคลอไรด์ความเข้มข้นประมาณ 10–20% ทาเฉพาะผิวที่แห้งสนิทก่อนนอน แต่ห้ามทาบนผิวที่ยังอักเสบหรือมีแผลถลอก เพราะจะแสบมาก
ครีมกั้นความชื้น ที่มีซิงก์ออกไซด์ (Zinc oxide) ความเข้มข้น 15–25% หรือปิโตรลาทัม (Petrolatum) ทาบาง ๆ หลังผิวแห้งสนิท ช่วยกั้นเหงื่อไม่ให้สัมผัสผิวที่บอบบางโดยตรง และลดแรงเสียดสีได้จริง
การรักษาขั้นที่ 2: ยาตามสาเหตุ ชื่อยา ความเข้มข้น และระยะเวลา
การเลือกยาขึ้นกับว่าผื่นเป็นการอักเสบล้วน ๆ หรือมีเชื้อซ้อน และเป็นเชื้ออะไร ต่อไปนี้คือยากลุ่มหลักที่ใช้จริงในเวชปฏิบัติ
1. ยาสเตียรอยด์ทาชนิดอ่อน สำหรับลดการอักเสบระยะสั้น
ไฮโดรคอร์ติโซนอะซิเตต 1% (Hydrocortisone acetate 1% cream) ทาบาง ๆ วันละ 2 ครั้ง ไม่เกิน 7–14 วัน จุดสำคัญคือ ห้ามใช้สเตียรอยด์แรงในรอยพับ เพราะผิวบริเวณนี้บางและปิดอับ ยาจึงดูดซึมมากกว่าผิวปกติหลายเท่า เสี่ยงต่อผิวบางถาวร เส้นเลือดฝอยขยาย และรอยแตกลาย
2. ยาฆ่าเชื้อราชนิดทา เมื่อมีตุ่มบริวารหรือสงสัยแคนดิดา
โคลไตรมาโซล 1% (Clotrimazole 1% cream) ทาวันละ 2 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์ ครอบคลุมทั้งยีสต์และกลาก เป็นตัวเลือกแรกในรอยพับ
คีโตโคนาโซล 2% (Ketoconazole 2% cream) ทาวันละ 1–2 ครั้ง นาน 2–4 สัปดาห์
ไนสแตติน (Nystatin 100,000 ยูนิตต่อกรัม) ทาวันละ 2–3 ครั้ง ใช้ได้เฉพาะกับแคนดิดา ไม่ได้ผลกับกลาก
เทอร์บินาฟีน 1% (Terbinafine 1% cream) ทาวันละ 1–2 ครั้ง นาน 1–2 สัปดาห์ เหมาะกับกลากหรือสังคังมากกว่าแคนดิดา
ตัวชี้วัดว่ายาได้ผล คือความแสบและความแดงลดลงภายใน 5–7 วัน และขุยที่ขอบหายไปภายใน 2 สัปดาห์ ถ้าครบ 2 สัปดาห์แล้วผื่นยังเท่าเดิม แปลว่าวินิจฉัยผิดกลุ่ม ไม่ใช่ยาอ่อนไป การเพิ่มความแรงของยาเองจึงไม่ช่วย
3. ยาฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เมื่อสงสัยอีริโทรสมาหรือมีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้อน
คลินดามัยซินชนิดทา 1% (Clindamycin 1% solution/gel) หรือกรดฟูซิดิก 2% (Fusidic acid 2% cream) ทาวันละ 2 ครั้ง นาน 1–2 สัปดาห์
มิวพิโรซิน 2% (Mupirocin 2% ointment) ทาวันละ 2–3 ครั้ง เมื่อมีตุ่มหนองจากเชื้อสแตฟิโลค็อกคัส
ในรายที่อีริโทรสมาเป็นบริเวณกว้าง แพทย์อาจพิจารณาอิริโทรมัยซินชนิดรับประทาน (Erythromycin) ขนาด 250 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง นาน 14 วัน ซึ่งเป็นยาที่ต้องสั่งโดยแพทย์เพราะมีปฏิกิริยากับยาอื่นหลายตัว
4. ยาต้านการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ สำหรับรอยพับที่ต้องใช้ยานาน
ทาโครลิมัสชนิดขี้ผึ้ง 0.03–0.1% (Tacrolimus ointment) หรือไพเมโครลิมัส 1% (Pimecrolimus 1% cream) ทาวันละ 2 ครั้ง ใช้ในรายที่เป็นเรื้อรังหรือเป็นสะเก็ดเงินชนิดรอยพับ ข้อดีคือไม่ทำให้ผิวบางแม้ใช้ต่อเนื่อง ผลข้างเคียงที่พบบ่อยคือแสบร้อนในช่วง 2–3 วันแรกซึ่งมักลดลงเอง
การเลือกยา ความแรง และระยะเวลา เป็นการตัดสินใจของแพทย์เสมอ เพราะต้องประเมินจากตำแหน่ง ความหนาของผิว อายุ โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่ ข้อมูลข้างต้นมีไว้เพื่อให้เข้าใจเหตุผลเบื้องหลังการรักษา ไม่ใช่เพื่อใช้ซื้อยามาใช้เอง
ยาและวิธีที่ทำให้แย่ลง — ห้าข้อที่พบบ่อยที่สุดในห้องตรวจ
ยาทาผสมสเตียรอยด์แรงกับยาฆ่าเชื้อราในหลอดเดียว ที่ซื้อได้ทั่วไป ทาแล้วดูดีใน 2–3 วัน แล้วผื่นลามกว้างขึ้นและขอบหายไปจนวินิจฉัยยากขึ้นมาก
แป้งฝุ่นในร่องที่ยังชื้น จับตัวเป็นก้อนแล้วกลายเป็นเม็ดทรายเสียดสีผิว
ยาสีฟันหรือสมุนไพรบดทา ทำให้เกิดผื่นแพ้สัมผัสซ้อนบนผื่นเดิม
การขัดหรือถูแรง ๆ เพื่อ "ให้สะอาด" ทำให้ชั้นเกราะผิวเสียหายหนักขึ้น
หยุดยาทันทีที่หายแดง ทั้งที่การติดเชื้อยังไม่หมด เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งของการกลับเป็นซ้ำภายใน 2–4 สัปดาห์
ป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ
ซับร่องพับให้แห้งทุกครั้งหลังอาบน้ำ ออกกำลังกาย หรือเหงื่อออกมาก
คั่นผ้าฝ้ายบางในร่องที่ลึกเป็นประจำในช่วงหน้าร้อนและหน้าฝน
เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกเหงื่อทันที ไม่ปล่อยให้แห้งคาตัว
คุมน้ำหนักและคุมระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งเป็นสองปัจจัยที่เปลี่ยนอัตราการเป็นซ้ำได้มากที่สุด
รักษาเชื้อราที่เท้าหรือเล็บให้หายจริง เพราะเป็นแหล่งกระจายเชื้อกลับมาที่ขาหนีบ
ในผู้ป่วยติดเตียง ให้พลิกตัวและเปิดร่องพับให้ระบายอากาศอย่างน้อยทุก 2–3 ชั่วโมง
เมื่อไรที่ต้องพบแพทย์ผิวหนัง
ดูแลให้แห้งอย่างถูกวิธีแล้ว 7 วัน ไม่ดีขึ้นเลย
ทายาที่ซื้อเองครบ 2 สัปดาห์ แล้วผื่นเท่าเดิมหรือแย่ลง
มีตุ่มหนอง แผลแตกลึก มีเลือดหรือน้ำเหลืองซึม
ผิวรอบผื่นบวมแดงร้อนลามออกไป มีไข้หรือหนาวสั่น
คลำได้ก้อนแข็งใต้ผิวหนัง หรือเป็นซ้ำที่จุดเดิมหลายครั้ง
เป็นเบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือกำลังได้รับยากดภูมิคุ้มกัน
ผื่นในทารกที่ลามเร็ว มีไข้ ซึม หรือกินได้น้อยลง
สรุปสั้น ๆ
ตุ่มอับชื้นที่เป็นเม็ดแยกกัน มักเป็นผดร้อน ส่วน ผื่นแผ่นเดียวตามแนวร่อง คืออินเตอร์ทริโก คนละโรคและคนละการรักษา
อินเตอร์ทริโก เริ่มจากความชื้นกับการเสียดสี ไม่ได้เริ่มจากเชื้อรา เชื้อราและแบคทีเรียเป็นผู้มาซ้อนทีหลัง
ตุ่มบริวารนอกขอบผื่น คือสัญญาณที่แม่นที่สุดว่ามีแคนดิดาซ้อน ส่วน ขอบนูนมีขุย ชี้ไปที่กลากหรือสังคัง
ทายาเชื้อรามานานแล้วไม่หาย ให้นึกถึงอีริโทรสมาและสะเก็ดเงินชนิดรอยพับเสมอ เพราะสองโรคนี้ไม่ตอบสนองต่อยาฆ่าเชื้อรา
การทำให้แห้งและคั่นไม่ให้ผิวแตะกัน สำคัญกว่าตัวยา ถ้าไม่แก้ความชื้น ผื่นจะกลับมาที่เดิมทุกครั้ง
สิ่งที่ควรทำถ้าเป็นอยู่ตอนนี้: ซับให้แห้งถึงก้นร่อง คั่นด้วยผ้าฝ้ายบาง และหยุดใช้ยาผสมสเตียรอยด์แรงที่ซื้อเอง แล้วให้แพทย์ผิวหนังดูว่าต้องเพิ่มยาตัวไหน
คำถามที่พบบ่อย
ตุ่มอับชื้น เกิดจากอะไร
เกิดจากสองอย่างร่วมกันครับ คือความชื้นจากเหงื่อที่ระบายออกจากร่องพับไม่ได้ กับแรงเสียดสีของผิวสองด้านที่ประกบกัน ความชื้นทำให้เซลล์ผิวชั้นนอกบวมน้ำและอ่อนตัวลง แรงเสียดสีจึงครูดผิวที่อ่อนอยู่แล้วให้ถลอกและอักเสบ หลังจากนั้นยีสต์แคนดิดาและแบคทีเรียที่อาศัยอยู่บนผิวเราตามปกติจึงเพิ่มจำนวนและทำให้อาการแย่ลง จุดที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุดคือคิดว่าเป็นเชื้อราตั้งแต่ต้น จริง ๆ แล้วเชื้อเป็นผู้มาทีหลัง การรักษาจึงต้องแก้ความชื้นควบคู่ไปกับการใช้ยาเสมอ
ตุ่มอับชื้น หายเองได้ไหม ต้องทายาทุกครั้งหรือเปล่า
รายที่เพิ่งเริ่มเป็น ยังแดงไม่มาก ไม่มีตุ่มหนอง และยังไม่มีตุ่มบริวารนอกขอบผื่น มีโอกาสดีขึ้นเองภายใน 3–7 วันถ้าซับให้แห้งถึงก้นร่องและคั่นไม่ให้ผิวสองด้านแตะกันจริงจัง โดยไม่ต้องใช้ยาเลยครับ แต่ถ้าครบหนึ่งสัปดาห์แล้วยังเท่าเดิม มีตุ่มเล็ก ๆ กระจายนอกขอบ มีกลิ่นชัด หรือมีรอยแตกจนเจ็บเวลาขยับ แปลว่ามีเชื้อซ้อนแล้ว ตอนนั้นการดูแลให้แห้งอย่างเดียวจะไม่พอ และควรให้แพทย์ประเมินว่าต้องเพิ่มยากลุ่มไหน
ทายาฆ่าเชื้อรามาเป็นเดือนแล้วไม่หาย เกิดจากอะไร
มีสามสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดครับ หนึ่งคือไม่ได้เป็นเชื้อราตั้งแต่ต้น แต่เป็นอีริโทรสมาซึ่งเกิดจากแบคทีเรีย หรือเป็นสะเก็ดเงินชนิดรอยพับ ทั้งสองโรคนี้ไม่ตอบสนองต่อยาฆ่าเชื้อราเลย สองคือเป็นเชื้อราจริงแต่ไม่ได้แก้ความชื้น ยาจึงกดเชื้อได้แค่ชั่วคราวแล้วกลับมาใหม่ทุกครั้งที่หยุดยา สามคือใช้ยาผิดกลุ่ม เช่นใช้ยาที่เหมาะกับกลากไปรักษาแคนดิดา ถ้าทายาครบสองสัปดาห์แล้วผื่นไม่ขยับ ไม่ควรเพิ่มความแรงของยาเอง ควรให้แพทย์ตรวจเพื่อหาว่าเป็นโรคอะไรกันแน่
ผื่นใต้ราวนม แดงแสบ มีกลิ่น ต้องทำยังไง
เริ่มจากล้างด้วยน้ำสะอาดหรือสบู่อ่อนที่ไม่มีน้ำหอม แล้วซับให้แห้งสนิทถึงก้นร่อง หรือใช้ไดร์ลมเย็นห่างผิวประมาณ 20–30 เซนติเมตร จากนั้นคั่นด้วยผ้าฝ้ายบางสะอาดไม่ให้ผิวสองด้านแตะกัน และเปลี่ยนวันละสองครั้ง ช่วงที่ยังมีผื่นให้งดชุดชั้นในที่มีโครงรัด กลิ่นที่ได้กลิ่นเกิดจากแบคทีเรียย่อยเหงื่อกับเซลล์ผิวที่หลุด จึงมักหายไปเองเมื่อร่องแห้ง ถ้าเห็นตุ่มเล็ก ๆ กระจายนอกขอบผื่นหรือมีรอยแตกจนเลือดซึม ควรพบแพทย์เพราะต้องใช้ยาเพิ่ม
ผื่นอับชื้นที่ขาหนีบ กับสังคัง ต่างกันยังไง ดูเองได้ไหม
ดูเองได้พอสมควรครับ ให้ดูที่ขอบของผื่นเป็นหลัก ผื่นอับชื้นจะเป็นแผ่นแดงเรียบ ขอบอยู่พอดีกับแนวร่องขาหนีบ ผิวชื้น และแสบมากกว่าคัน ส่วนสังคังจะเห็นขอบนูนเป็นสันแดงชัดและมีขุยที่ขอบ ตรงกลางจางลงจนเกือบดูปกติ คันเด่นกว่าแสบ และมักลามออกนอกร่องไปที่ต้นขาด้านในเป็นรูปโค้ง อีกจุดที่ช่วยได้คือสังคังมักเป็นข้างเดียวหรือไม่สมมาตร ขณะที่ผื่นอับชื้นมักเป็นสองข้างเท่ากัน ถ้ายังไม่แน่ใจ อย่าเพิ่งทายาผสมสเตียรอยด์แรง เพราะจะทำให้ขอบผื่นหายไปและวินิจฉัยยากขึ้น
เด็กเล็กมีผื่นแดงในซอกคอ ทาแป้งได้ไหม
ไม่แนะนำครับ แป้งฝุ่นในร่องที่ยังชื้นจะจับตัวเป็นก้อนเล็ก ๆ แล้วกลายเป็นตัวเสียดสีเพิ่มแทนที่จะช่วยดูดซับ และในเด็กเล็กยังมีความเสี่ยงเรื่องการสูดผงแป้งเข้าทางเดินหายใจด้วย สิ่งที่ได้ผลกว่าคือเช็ดร่องคอด้วยน้ำสะอาดแล้วซับให้แห้งถึงก้นร่องทุกครั้งหลังกินนมหรือเวลาน้ำลายไหล จากนั้นทาครีมกั้นความชื้นที่มีซิงก์ออกไซด์บาง ๆ บนผิวที่แห้งสนิท และให้เด็กอยู่ในที่อากาศถ่ายเท ถ้าผื่นมีตุ่มหนอง ผิวลอกเป็นแผ่น หรือเด็กมีไข้ซึม ควรพาไปพบแพทย์ทันที
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 15 กันยายน 2569
อ่านบทความอื่นในกลุ่มโรคผิวหนังได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง

ความคิดเห็น