กลาก และ เกลื้อน รักษายังไงให้หายขาด และต่างกันอย่างไร — คู่มือฉบับแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง
- 29 พ.ค.
- ยาว 3 นาที
อัปเดตเมื่อ 6 วันที่ผ่านมา
มีผื่นเป็นวง คัน ลอกขุย หรือมีด่างขาว ด่างน้ำตาลขึ้นตามตัวแล้วไม่แน่ใจว่าเป็น "กลาก" หรือ "เกลื้อน" กันแน่? ความสับสนนี้พบได้บ่อยมาก และการเดาเองมักนำไปสู่การใช้ยาผิด ทำให้โรคลุกลามหรือหายช้า บทความนี้ตรวจทานโดยแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง (board-certified dermatologist) เพื่อให้คุณเข้าใจความแตกต่าง สาเหตุ วิธีวินิจฉัยที่ถูกต้อง และแนวทางรักษาที่ได้ผลจริง พร้อมสัญญาณเตือนว่าเมื่อไรควรพบแพทย์
กลาก คืออะไร
กลาก (Tinea / Ringworm / Dermatophytosis) คือการติดเชื้อราที่ผิวหนังชั้นนอก โดยเชื้อกลุ่ม dermatophytes ซึ่งกินสาร keratin ที่อยู่ในผิวหนัง เส้นผม และเล็บ ชื่อภาษาอังกฤษว่า ringworm ทำให้หลายคนเข้าใจผิดว่าเกิดจากหนอนหรือพยาธิ แต่ความจริงไม่เกี่ยวกับหนอนเลย เป็นเพียงเชื้อราที่ทำให้เกิดผื่นเป็นวงแหวน ขอบนูนแดงชัด ตรงกลางมักดูจางลง
กลากเรียกชื่อต่างกันตามตำแหน่งที่เป็น เช่น กลากที่ลำตัว (tinea corporis), ขาหนีบ/สังคัง (tinea cruris), เท้า/ฮ่องกงฟุต (tinea pedis), หนังศีรษะ (tinea capitis) และเล็บ (tinea unguium หรือ onychomycosis)
เกลื้อน คืออะไร
เกลื้อน (Pityriasis versicolor หรือ Tinea versicolor) เกิดจากยีสต์ในกลุ่ม Malassezia ซึ่งปกติอาศัยอยู่บนผิวหนังของคนทั่วไปอยู่แล้ว แต่เมื่อมีปัจจัยกระตุ้น เช่น อากาศร้อนชื้น เหงื่อออกมาก ผิวมัน ยีสต์ชนิดนี้จะเจริญเติบโตมากผิดปกติและรบกวนการสร้างเม็ดสีของผิวหนัง
ผลที่ตามมาคือเกิดเป็นผื่นด่างหลายสี (versicolor แปลว่า หลายสี) อาจเป็นสีขาวจาง สีน้ำตาล หรือสีชมพูแดง มักมีขุยละเอียดบาง ๆ พบบ่อยที่หลัง หน้าอก คอ และหัวไหล่ เกลื้อนไม่ใช่โรคติดต่อร้ายแรงและไม่ได้เกิดจากความสกปรก แต่สัมพันธ์กับสภาพผิวและสภาพอากาศของแต่ละคน
สาเหตุของกลากและเกลื้อน
กลาก เกิดจากเชื้อราสายพันธุ์ dermatophytes (เช่น Trichophyton, Microsporum, Epidermophyton) ติดต่อได้จากคนสู่คน จากสัตว์เลี้ยง (หมา แมว) จากดิน หรือจากการใช้ของร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า รองเท้า ความอับชื้นและเหงื่อเป็นปัจจัยเร่ง
เกลื้อน เกิดจากยีสต์ Malassezia ที่มีอยู่บนผิวเราอยู่แล้วเจริญมากเกินไป ไม่ได้ติดต่อจากคนอื่น ปัจจัยกระตุ้นได้แก่ อากาศร้อนชื้น เหงื่อออกมาก ผิวมัน ภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน และการใช้ยาบางชนิด
จุดสำคัญ: ทั้งสองโรคชอบสภาพอากาศร้อนชื้นแบบเมืองไทย จึงพบได้บ่อยตลอดทั้งปี โดยเฉพาะหน้าร้อนและหน้าฝน
อาการและลักษณะ
อาการของกลาก
ผื่นเป็นวงแหวน ขอบนูนแดง มีขุยที่ขอบ ตรงกลางมักดูจางหรือหายดีกว่าขอบ
มักมีอาการคันชัดเจน
วงอาจค่อย ๆ ขยายออกด้านนอก
ถ้าเป็นที่หนังศีรษะอาจมีผมร่วงเป็นหย่อม ถ้าเป็นที่เล็บ เล็บจะหนา เปลี่ยนสี ขุยใต้เล็บ
อาการของเกลื้อน
ผื่นเป็นดวง/ปื้นด่างสี หลายสีปนกัน (ขาว น้ำตาล ชมพู)
มีขุยละเอียดบาง ๆ เวลาขูดหรือเกาเบา ๆ จะเห็นขุยชัดขึ้น (เรียก scratch sign)
มักคันเล็กน้อยหรือไม่คันเลย
เห็นชัดขึ้นเมื่อผิวโดนแดด เพราะบริเวณที่เป็นเกลื้อนจะไม่แทนสีตามผิวรอบข้าง
ตารางเปรียบเทียบ กลาก vs เกลื้อน
กลาก (Tinea/Ringworm): เกิดจากเชื้อรา dermatophytes ผื่นวงแหวนขอบนูนแดง ขุยที่ขอบ กลางจาง พบที่ลำตัว ขาหนีบ เท้า หนังศีรษะ เล็บ คันชัดเจน ติดต่อได้ (คน/สัตว์/ของใช้ร่วม) — เกลื้อน (Pityriasis versicolor): เกิดจากยีสต์ Malassezia ที่มีบนผิวอยู่แล้ว ปื้นด่างหลายสี ขุยละเอียดบาง พบที่หลัง หน้าอก คอ หัวไหล่ คันน้อยหรือไม่คัน ไม่ติดต่อ
วินิจฉัยอย่างไร — ทำไมแพทย์ตรวจแม่นกว่าการเดาเอง
หลายโรคผิวหนังหน้าตาคล้ายกันมาก การดูด้วยตาเปล่าอย่างเดียวจึงพลาดได้บ่อย แพทย์ผิวหนังเฉพาะทางจึงใช้การตรวจเพิ่มเพื่อยืนยันเชื้อก่อนรักษา
การตรวจ KOH (ขูดผิวส่องกล้องจุลทรรศน์) — ขูดขุยผิวบริเวณที่สงสัยมาหยดน้ำยา KOH แล้วส่องกล้อง จะเห็นเส้นใยเชื้อรา (hyphae) หรือสปอร์ได้โดยตรง เป็นการตรวจที่ทำได้รวดเร็วและช่วยยืนยันว่าเป็นเชื้อราจริงหรือไม่
Wood's lamp (ไฟส่องอัลตราไวโอเลต) — ช่วยดูการเรืองแสงของผิว เกลื้อนบางรายเรืองแสงสีเหลืองทอง และยังช่วยแยกโรคหน้าตาคล้ายกัน เช่น erythrasma (เรืองแสงสีแดงปะการัง) ออกจากกลาก
Dermoscopy (กล้องส่องผิวกำลังขยายสูง) — ช่วยดูลักษณะเฉพาะของผื่น มีประโยชน์มากในเคสที่อาการถูกบดบังจากการใช้ยาผิด
ทำไมการวินิจฉัยเองจึงไม่น่าเชื่อถือ? เพราะผื่นด่าง ผื่นวง และผื่นลอกขุย เกิดได้จากหลายโรค การวินิจฉัยผิดแล้วซื้อยามาทาเองอาจทำให้โรคจริงแย่ลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าเผลอใช้ยาสเตียรอยด์กับเชื้อรา (ดูหัวข้อ tinea incognito ด้านล่าง)
การวินิจฉัยแยกโรค — โรคที่มักสับสนกับกลาก/เกลื้อน
ด่างขาว (Vitiligo) — เป็นปื้นขาวสนิท ขอบชัด ไม่มีขุย ไม่คัน เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีถูกทำลาย ไม่ใช่เชื้อรา ต่างจากเกลื้อนที่มีขุยและสีไม่ขาวสนิท
เกลื้อนน้ำนม (Pityriasis alba) — ปื้นขาวจาง ขอบไม่ชัด มีขุยละเอียด พบบ่อยในเด็กที่หน้าและแขน สัมพันธ์กับผิวแห้ง/ภูมิแพ้ผิวหนัง ไม่ใช่การติดเชื้อรา
ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Eczema) — ผื่นแดง คัน ลอกขุย แต่มักไม่เป็นวงแหวนขอบชัดแบบกลาก และตอบสนองต่อยาคนละกลุ่ม
สะเก็ดเงิน (Psoriasis) — ปื้นแดงหนา มีสะเก็ดสีเงินหนา มักเป็นที่ข้อศอก เข่า หนังศีรษะ เรื้อรัง ต่างจากกลากที่ขอบเป็นวงและตอบสนองต่อยาฆ่าเชื้อรา
เพราะหน้าตาคล้ายกันเช่นนี้ การตรวจยืนยันเชื้อจึงสำคัญ — รักษาถูกโรคตั้งแต่แรกหายเร็วกว่าและประหยัดกว่า
วิธีรักษากลาก
ยาทา (สำหรับกลากบริเวณผิวหนังทั่วไปที่ไม่กว้างมาก): กลุ่ม azole เช่น clotrimazole, miconazole, ketoconazole; กลุ่ม allylamine เช่น terbinafine; โดยทั่วไปทาต่อเนื่อง 2–4 สัปดาห์ และควรทาเลยขอบผื่นออกไปเล็กน้อย รวมถึงทาต่ออีกระยะหลังผื่นดูหายแล้ว เพื่อกำจัดเชื้อให้หมด
ยากิน (พิจารณาโดยแพทย์ในกรณีเป็นวงกว้าง เป็นที่หนังศีรษะ หรือที่เล็บ): griseofulvin, itraconazole, fluconazole หรือ terbinafine — กลากที่เล็บและหนังศีรษะมักต้องใช้ยากินเป็นหลักและใช้เวลานานหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน
วิธีรักษาเกลื้อน
ยาทา (แนวทางแรก): ketoconazole (ครีมหรือแชมพู), selenium sulfide, clotrimazole; แชมพู/โลชั่นบางชนิดใช้ทาทิ้งไว้บนผิวสักระยะแล้วล้างออก ตามที่แพทย์หรือฉลากแนะนำ
ยากิน (สำหรับเป็นบริเวณกว้างหรือเป็นซ้ำบ่อย โดยการสั่งของแพทย์): fluconazole หรือ itraconazole
สำคัญมาก — เรื่องรอยด่างที่ยังค้างอยู่: หลังเชื้อหายแล้ว รอยด่างสีของผิวอาจยังคงอยู่ได้อีกหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน เพราะเซลล์สร้างเม็ดสี (melanocytes) ถูกรบกวนระหว่างติดเชื้อและต้องใช้เวลาฟื้นตัวให้สีผิวกลับมาสม่ำเสมอ รอยด่างที่เหลือไม่ได้แปลว่าเชื้อยังอยู่หรือยังไม่หาย หลายคนเข้าใจผิดแล้วทายาซ้ำเรื่อย ๆ โดยไม่จำเป็น สีผิวจะค่อย ๆ กลับมาเองเมื่อโดนแดดและเวลาผ่านไป
ใช้เวลารักษานานแค่ไหน และทำไมห้ามหยุดยาเอง
ระยะเวลารักษาขึ้นกับชนิด ตำแหน่ง และความรุนแรง กลากผิวทั่วไปมักใช้เวลาประมาณ 2–4 สัปดาห์ ส่วนเกลื้อนตอบสนองต่อยาได้ดี แต่ รอยด่าง จะค่อย ๆ จางตามมาทีหลัง กลากที่เล็บและหนังศีรษะใช้เวลานานกว่ามาก
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยที่สุดคือ หยุดยาทันทีที่ผื่นดูดีขึ้น ทั้งที่เชื้อยังไม่ถูกกำจัดหมด ทำให้กลับมาเป็นซ้ำและอาจดื้อยา ควรใช้ยาให้ครบระยะที่แพทย์กำหนดเสมอ แม้ผิวจะดูหายแล้วก็ตาม นอกจากนี้การใช้ยาผิดชนิดหรือผิดขนาดยังเป็นสาเหตุของปัญหาเชื้อราดื้อยาที่กำลังเพิ่มขึ้นทั่วโลก
เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง
ผื่นเป็นวงกว้าง หรือกระจายหลายตำแหน่ง
เป็นซ้ำบ่อย หรือรักษาเองแล้วไม่หายภายใน 2–4 สัปดาห์
เป็นที่หนังศีรษะหรือเล็บ (ยาทาทั่วไปมักไม่พอ)
ผู้ป่วยเบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ หรือกำลังใช้ยากดภูมิ
ผื่นหน้าตาเปลี่ยนไปหลังเคยทายาสเตียรอยด์ (สงสัย tinea incognito)
ระวัง tinea incognito (เชื้อราที่ถูกบดบังจากการทาสเตียรอยด์): เมื่อนำยาสเตียรอยด์มาทาบนกลากโดยเข้าใจผิด อาการคันจะดูดีขึ้นชั่วคราว แต่จริง ๆ เชื้อรากลับลุกลามมากขึ้นและผื่นเปลี่ยนหน้าตาจนวินิจฉัยยาก ยิ่งทาสเตียรอยด์มาก เชื้อยิ่งกระจายและยิ่งดูไม่ออกว่าเป็นกลาก นี่คือเหตุผลสำคัญที่ ต้องวินิจฉัยให้ถูกก่อนรักษา และไม่ควรหยิบครีมสเตียรอยด์มาทาผื่นที่ยังไม่รู้สาเหตุ
การป้องกัน
รักษาผิวให้แห้งสะอาด เช็ดตัวให้แห้งหลังอาบน้ำ โดยเฉพาะซอกพับ ขาหนีบ และเท้า
หลีกเลี่ยงเสื้อผ้าอับชื้น เปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกเหงื่อทันที เลือกผ้าที่ระบายอากาศดี
ไม่ใช้ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า หวี หรือรองเท้าร่วมกับผู้อื่น
ถ้าเลี้ยงสัตว์ หากสัตว์มีผื่นขนร่วงเป็นหย่อม ควรพาไปรักษาด้วย
ผู้ที่เคยเป็นเกลื้อนซ้ำบ่อย แพทย์อาจแนะนำใช้แชมพู/ยาทาเป็นระยะเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
เกลื้อนหายเองได้ไหม? เกลื้อนมักไม่หายเองและมีแนวโน้มเป็นซ้ำ เพราะยีสต์ที่เป็นสาเหตุอยู่บนผิวเราตามปกติ การรักษาด้วยยาฆ่าเชื้อราช่วยให้หายเร็วและลดการกลับเป็นซ้ำ
กลากกับเกลื้อนต่างกันยังไง? กลากเกิดจากเชื้อรา dermatophytes เป็นผื่นวงแหวนขอบนูนแดงและคันชัด ติดต่อได้ ส่วนเกลื้อนเกิดจากยีสต์ Malassezia เป็นปื้นด่างหลายสี ขุยละเอียด คันน้อย และไม่ติดต่อ
ทำไมรอยด่างยังอยู่ทั้งที่กินยาแล้ว? หลังเชื้อหาย เซลล์สร้างเม็ดสีต้องใช้เวลาฟื้นตัว รอยด่างจึงอาจค้างอยู่หลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน ไม่ได้แปลว่าเชื้อยังอยู่ สีผิวจะค่อย ๆ กลับมาสม่ำเสมอเอง
ซื้อยาทาเองได้ไหม? กรณีเล็กน้อยพอใช้ยาทาได้ แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าเป็นโรคอะไร เป็นวงกว้าง หรือทาแล้วไม่ดีขึ้น ควรพบแพทย์ เพราะผื่นหลายชนิดหน้าตาคล้ายกัน และการทาสเตียรอยด์ผิดบนกลากทำให้แย่ลงได้
กลากติดต่อไหม? ติดต่อได้ ทั้งจากคนสู่คน จากสัตว์เลี้ยง และจากการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกัน เช่น ผ้าเช็ดตัว เสื้อผ้า รองเท้า
เกลื้อนเป็นซ้ำเพราะอะไร? เพราะยีสต์ Malassezia เป็นเชื้อประจำถิ่นบนผิวอยู่แล้ว เมื่อเจอสภาพร้อนชื้น เหงื่อมาก หรือผิวมัน ก็เจริญมากขึ้นและกลับมาเป็นใหม่ได้ การดูแลผิวให้แห้งและใช้ยาป้องกันตามคำแนะนำแพทย์ช่วยลดการกลับเป็นซ้ำ
สรุป
กลากและเกลื้อนเป็นการติดเชื้อราที่ผิวหนังคนละชนิด อาการคล้ายแต่สาเหตุและการรักษาต่างกัน หัวใจสำคัญคือ วินิจฉัยให้ถูกก่อนรักษา เพราะผื่นหน้าตาคล้ายกันหลายโรค และการใช้ยาผิด โดยเฉพาะสเตียรอยด์ อาจทำให้แย่ลง หากผื่นเป็นวงกว้าง เป็นซ้ำ รักษาเองไม่หาย หรือเป็นที่หนังศีรษะ/เล็บ ควรพบแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง
ที่ Siam Dermatology (สยาม เดอร์มาโทโลจี) ทุกเคสได้รับการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง board-certified ไม่ใช่คลินิกความงามที่ตรวจโดยแพทย์ทั่วไป เราเน้น วินิจฉัยถูกต้องก่อนรักษา เพื่อให้คุณหายจริง ไม่กลับมาเป็นซ้ำ
ปรึกษาแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง
โทร 061-448-7000
LINE @siamderm
420/141 ม.ทิพวัล 1 ถ.เทพารักษ์ ต.เทพารักษ์ อ.เมืองสมุทรปราการ 10270 (ใกล้ BTS ทิพวัล)
เปิดทำการ จันทร์/อังคาร/พุธ/ศุกร์ 17:00–20:00 · เสาร์/อาทิตย์ 09:00–13:00 · ปิดวันพฤหัสบดี
แหล่งอ้างอิง
DermNet NZ — Pityriasis versicolor: https://dermnetnz.org/topics/pityriasis-versicolor
DermNet NZ — Tinea incognito: https://dermnetnz.org/topics/tinea-incognito
Cleveland Clinic — Ringworm: https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/4560-ringworm
Cleveland Clinic — Tinea Versicolor: https://my.clevelandclinic.org/health/diseases/17719-tinea-versicolor
AAFP — Diagnosis and Management of Tinea Infections
CDC — Treatment of Ringworm: https://www.cdc.gov/ringworm/treatment/index.html
Mayo Clinic — Tinea versicolor: Diagnosis & treatment
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 16 กรกฎาคม 2569



ความคิดเห็น