top of page

เหา เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีสังเกตไข่เหา แยกจากรังแค และวิธีกำจัดให้หมดจริงทั้งบ้าน

28 ก.ค.
ยาว 5 นาที

อัปเดตเมื่อ 4 วันที่ผ่านมา

เหา (head lice, Pediculus humanus capitis) คือแมลงปรสิตไม่มีปีกขนาด 2–3 มิลลิเมตร ที่อาศัยดูดเลือดบนหนังศีรษะคน และวางไข่ (ไข่เหา หรือ nits) ติดแน่นกับโคนเส้นผม ห่างหนังศีรษะไม่เกิน 6 มิลลิเมตร เหาไม่ได้เกิดจากความสกปรกหรือเกิดขึ้นเองได้ แต่ติดต่อจากการที่ศีรษะสัมผัสกันโดยตรง จึงพบมากในเด็กอายุ 3–11 ปี และในคนที่อยู่บ้านเดียวกัน

บทความนี้แพทย์ผิวหนังจะอธิบายตั้งแต่วงจรชีวิตของเหา วิธีแยกไข่เหาจากรังแค ยาฆ่าเหาแต่ละชนิดที่ใช้จริงในทางการแพทย์ (ชื่อสามัญ ความแรง วิธีใช้ และวันที่ต้องใช้ซ้ำ) ไปจนถึงเหตุผลที่กำจัดแล้วกลับมา และวิธีจัดการทั้งบ้านให้จบในรอบเดียว

เหาคืออะไร และเกิดจากอะไรกันแน่

เหาบนศีรษะเป็นแมลงที่อยู่ได้เฉพาะบนหนังศีรษะคนเท่านั้น ไม่อาศัยอยู่บนสุนัข แมว หรือสัตว์เลี้ยง และไม่ใช่พาหะนำโรค ต่างจากเหาตามตัว (body lice) ที่อาศัยอยู่ในตะเข็บเสื้อผ้า

  • ตัวเต็มวัย: ยาวประมาณ 2–3 มม. (ขนาดราวเมล็ดงา) สีเทาอมน้ำตาล มีขา 6 ขาที่ปลายเป็นตะขอไว้เกาะเส้นผม

  • อาหาร: ดูดเลือดจากหนังศีรษะวันละหลายครั้ง น้ำลายของเหาทำให้เกิดอาการคัน

  • การเคลื่อนที่: คลานได้เร็ว แต่ กระโดดไม่ได้ บินไม่ได้ และว่ายน้ำข้ามจากหัวหนึ่งไปอีกหัวหนึ่งไม่ได้

  • สาเหตุของการติด: สัมผัสศีรษะกันโดยตรง (head-to-head contact) เป็นทางหลักเกือบทั้งหมด การใช้หวี หมวก หมอนร่วมกันเป็นทางรองที่พบน้อยกว่ามาก

ดังนั้นคำถามว่า "เหาเกิดเองได้ไหม" คำตอบคือ ไม่ได้ ต้องมีเหาหรือไข่เหาที่ยังมีชีวิตติดมาจากคนอื่นเสมอ และการสระผมทุกวันก็ไม่ได้ป้องกันเหา เพราะเหาเกาะเส้นผมแน่นและทนต่อน้ำได้

วงจรชีวิตของเหา ตัวเลขที่ใช้วางแผนการรักษา

การรู้วงจรชีวิตของเหาคือหัวใจของการกำจัดให้หมด เพราะ ยาฆ่าเหาส่วนใหญ่ฆ่าไข่ได้ไม่หมด วันที่ต้องใช้ยาซ้ำจึงคำนวณจากระยะฟักไข่

  • ไข่เหา (nit): ยาวประมาณ 0.8 มม. รูปรี สีขาวขุ่นถึงเหลืองน้ำตาล ถูกยึดติดกับโคนผมด้วยสารคล้ายกาว ฟักเป็นตัวใน 7–10 วัน (เฉลี่ย 8–9 วัน)

  • ตัวอ่อน (nymph): ลอกคราบ 3 ครั้ง โตเป็นตัวเต็มวัยใน 9–12 วัน

  • ตัวเต็มวัย: มีชีวิตบนศีรษะได้ประมาณ 30 วัน ตัวเมียวางไข่ได้ราว 6–10 ฟองต่อวัน รวมตลอดชีวิตได้มากกว่า 100 ฟอง

  • นอกศีรษะ: เหาที่หลุดออกมาส่วนใหญ่ตายภายใน 1–2 วัน เพราะขาดเลือดและความอบอุ่น ไข่เหาที่หลุดจากผมแทบไม่ฟักที่อุณหภูมิห้อง

สรุปเป็นตัวเลขที่ใช้จริง: ถ้าใช้ยาวันที่ 1 ไข่ที่รอดจะฟักภายในวันที่ 7–10 การใช้ยารอบที่สองจึงต้องตรงกับวันที่ 7–10 (ส่วนใหญ่วันที่ 9) ก่อนที่ตัวอ่อนที่เพิ่งฟักจะโตพอวางไข่ใหม่

อาการของเหา สังเกตอย่างไร

  • คันหนังศีรษะ โดยเฉพาะบริเวณท้ายทอยและหลังใบหู มักคันมากตอนกลางคืน

  • ในคนที่ติดครั้งแรก อาการคันอาจยังไม่เกิดนาน 4–6 สัปดาห์ เพราะร่างกายต้องใช้เวลาสร้างปฏิกิริยาแพ้ต่อน้ำลายเหา ส่วนคนที่เคยเป็นแล้ว จะคันภายใน 1–2 วัน

  • รู้สึกมีอะไรไต่บนศีรษะ นอนไม่หลับ หงุดหงิด สมาธิสั้นลงในเด็ก

  • ตุ่มแดงหรือรอยเกา ที่ท้ายทอย ต้นคอ หลังหู

  • ต่อมน้ำเหลืองที่ท้ายทอยหรือหลังหูโต เมื่อเกาจนเป็นแผลและมีการติดเชื้อแทรกซ้อน

  • บางคนไม่มีอาการเลย จึงต้องตรวจทุกคนในบ้าน ไม่ใช่เฉพาะคนที่บ่นคัน

วิธีตรวจหาเหาให้แน่ใจ

การวินิจฉัยว่าเป็นเหา "ตอนนี้" ต้องเจอ เหาตัวเป็น ๆ การเจอแค่ไข่เหาอย่างเดียวไม่ได้แปลว่ายังมีเหาอยู่เสมอไป

  1. หวีเปียก (wet combing): ชโลมครีมนวดผมให้ทั่ว ใช้หวีเสนียดฟันถี่ (ช่องห่างระหว่างซี่ 0.2–0.3 มม.) สางจากโคนถึงปลายทีละช่อ เช็ดหวีกับกระดาษขาวทุกครั้ง ครีมนวดทำให้เหาเคลื่อนที่ช้าลง จับง่ายขึ้น

  2. ตรวจด้วยตาในที่สว่าง: ดูบริเวณท้ายทอย หลังใบหู และไรผมด้านหน้า ซึ่งเป็นจุดที่เหาวางไข่บ่อยที่สุด

  3. ดูระยะไข่จากหนังศีรษะ: ไข่ที่อยู่ภายใน 6 มม. จากหนังศีรษะมีโอกาสยังมีชีวิต ไข่ที่ห่างเกิน 1 ซม. มักเป็นเปลือกไข่ที่ฟักไปแล้วหรือไข่ที่ตายแล้ว เพราะผมยาวขึ้นราว 1 ซม. ต่อเดือน

  4. การส่องกล้องผิวหนัง (dermoscopy) โดยแพทย์: แยกไข่ที่ยังมีชีวิต (มีฝาปิดและมีเนื้อด้านในทึบ) จากเปลือกไข่ว่างที่โปร่งแสงและปลายเปิด ช่วยตัดสินว่าต้องรักษาต่อหรือไม่

ไข่เหาต่างจากรังแคอย่างไร จุดสับสนที่คนเข้าใจผิดบ่อยที่สุด

นี่คือคำถามที่คนค้นหามากที่สุดเรื่องหนึ่ง วิธีแยกที่ง่ายที่สุดคือ ลองดึงหรือเป่า

  • ไข่เหา: รูปรีเล็ก ๆ ยาวราว 0.8 มม. ติดอยู่ข้างเส้นผมเป็นมุมเฉียง เป่าไม่หลุด สะบัดไม่หลุด ต้องใช้เล็บรูดหรือหวีถี่รูดออก มักอยู่ห่างหนังศีรษะไม่เกิน 6 มม.

  • รังแค: เป็นสะเก็ดผิวหนังแบน ขนาดและรูปร่างไม่เท่ากัน สีขาวหรือเหลืองมัน หลุดออกง่ายเมื่อสะบัดหรือเป่า ไม่ติดกับเส้นผม และกระจายทั่วหนังศีรษะ

  • ปลอกหุ้มเส้นผม (hair cast): เป็นวงสีขาวที่หุ้มรอบเส้นผม รูดเลื่อนขึ้นลงตามเส้นผมได้ ต่างจากไข่เหาที่ติดอยู่ข้างเดียวและเลื่อนไม่ได้

  • คราบสเปรย์หรือเจลใส่ผม: เป็นเม็ดเล็กไม่สม่ำเสมอ ล้างน้ำแล้วหาย

ส่วน "ไข่เหาลีบ" หรือ "ไข่เหาฝ่อ" ที่หลายคนถาม คือเปลือกไข่ที่ฟักแล้วหรือไข่ที่ตายแล้ว จะแบน โปร่งแสง สีขาวใส และมักอยู่ห่างหนังศีรษะเกิน 1 ซม. ไข่แบบนี้ไม่ทำให้เหากลับมา แต่ควรหวีออกเพื่อไม่ให้สับสนเวลาตรวจซ้ำ

ถ้าแยกไม่ออกระหว่างรังแคกับไข่เหา หรือมีสะเก็ดหนาร่วมด้วย อ่านเพิ่มเติมเรื่อง รังแคเกิดจากอะไร และวิธีแยกรังแคแต่ละชนิด

เหา แยกจากโรคหนังศีรษะอื่นอย่างไร

อาการคันหนังศีรษะไม่ได้มาจากเหาเสมอไป แพทย์ผิวหนังจะแยกโรคต่อไปนี้ก่อนเริ่มยาฆ่าเหา

สำหรับภาพรวมของอาการคันหนังศีรษะทุกสาเหตุ อ่าน คันหนังศีรษะ เกิดจากอะไร

ยาฆ่าเหามีกี่แบบ เลือกอย่างไร

ยาฆ่าเหาแบ่งตามกลไกได้ 2 กลุ่มใหญ่ การเข้าใจความต่างนี้ช่วยอธิบายว่าทำไมบางคนใช้ยาแล้วไม่หาย

  • กลุ่มยาที่ทำลายระบบประสาทของเหา (neurotoxic pediculicides): เช่น เพอร์เมทริน (permethrin) ไพรีทริน (pyrethrins) มาลาไทออน (malathion) ไอเวอร์เมกติน (ivermectin) สปิโนแซด (spinosad) — ได้ผลดีแต่เหาบางพื้นที่ดื้อยาได้

  • กลุ่มยาที่ออกฤทธิ์ทางกายภาพ (physical agents): เช่น ไดเมทิโคน (dimeticone) และเบนซิลแอลกอฮอล์ (benzyl alcohol) — เคลือบตัวเหาจนขาดอากาศหรือรบกวนการขับน้ำ เหาดื้อยากลุ่มนี้ได้ยาก เพราะไม่ได้ออกฤทธิ์ผ่านตัวรับในระบบประสาท

แพทย์จะเลือกยาจากอายุ น้ำหนัก การตั้งครรภ์ ประวัติใช้ยามาก่อน และยาที่หาได้จริงในประเทศไทย ด้านล่างคือรายละเอียดยาที่ใช้บ่อยทีละตัว

ยาฆ่าเหาแต่ละตัว ความแรง วิธีใช้ และวันที่ต้องใช้ซ้ำ

เพอร์เมทริน 1% (permethrin 1% lotion / cream rinse)

  • วิธีใช้: สระผมด้วยแชมพูธรรมดาที่ไม่มีครีมนวด เช็ดผมหมาด ๆ ชโลมยาให้ทั่วตั้งแต่โคนจรดปลาย ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก

  • ทาซ้ำ: วันที่ 9 (ช่วงวันที่ 7–10) เพราะฆ่าไข่ได้ไม่หมด

  • อายุ: ใช้ได้ตั้งแต่อายุ 2 เดือนขึ้นไป

  • ข้อควรรู้: ห้ามใช้ครีมนวดหรือแชมพูผสมครีมนวดก่อนทายา และไม่ควรสระผมซ้ำภายใน 1–2 วันหลังทา เพราะลดการเกาะของยากับเส้นผม ปัจจุบันพบเหาดื้อเพอร์เมทรินมากขึ้นในหลายประเทศ จากการกลายพันธุ์ที่ช่องโซเดียมของเซลล์ประสาทเหา (kdr mutation)

ไพรีทรินผสมไพเพอโรนิลบิวทอกไซด์ (pyrethrins + piperonyl butoxide)

  • วิธีใช้: ทาบนผมแห้ง ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก ทาซ้ำวันที่ 9–10

  • อายุ: ตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป

  • ข้อห้าม: คนที่แพ้ดอกเบญจมาศ (chrysanthemum) หรือหญ้าแร็กวีด

ไดเมทิโคน 4% (dimeticone 4% lotion)

  • วิธีใช้: ชโลมบนผมแห้งให้ชุ่มทั่วทุกเส้น ปล่อยให้แห้งเอง ทิ้งไว้ตามเวลาที่ฉลากกำหนด (โดยทั่วไป 8 ชั่วโมงหรือข้ามคืน) แล้วสระออก

  • ทาซ้ำ: วันที่ 7

  • อายุ: ส่วนใหญ่ใช้ได้ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป

  • ข้อดี: ออกฤทธิ์ทางกายภาพ เหาดื้อได้ยาก ระคายเคืองน้อย เป็นตัวเลือกที่ดีเมื่อสงสัยว่าดื้อเพอร์เมทริน

  • ข้อควรระวัง: ผมที่ชโลมยาติดไฟง่าย ห้ามเข้าใกล้เปลวไฟ บุหรี่ หรือไดร์เป่าผมความร้อนสูงจนกว่าจะสระออก

เบนซิลแอลกอฮอล์ 5% (benzyl alcohol 5% lotion)

  • วิธีใช้: ทาบนผมแห้งให้ชุ่ม ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก ทาซ้ำวันที่ 7

  • อายุ: ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป

  • ข้อจำกัด: ไม่ฆ่าไข่ จึงต้องทาซ้ำทุกครั้ง

ไอเวอร์เมกติน 0.5% ชนิดโลชั่น (ivermectin 0.5% lotion)

  • วิธีใช้: ทาบนผมแห้งครั้งเดียว ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก

  • ข้อดี: ในการศึกษาส่วนใหญ่ใช้ครั้งเดียวได้ผล เพราะตัวอ่อนที่เพิ่งฟักจะตายก่อนกินเลือดได้

  • อายุ: ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป

สปิโนแซด 0.9% (spinosad 0.9% suspension)

  • วิธีใช้: ทาบนผมแห้ง ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก ทาซ้ำวันที่ 7 เฉพาะเมื่อยังเห็นเหาตัวเป็น

  • ข้อดี: ฆ่าได้ทั้งตัวเหาและไข่ส่วนใหญ่

  • อายุ: ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป

มาลาไทออน 0.5% (malathion 0.5% lotion)

  • วิธีใช้: ทาบนผมแห้ง ทิ้งไว้ 8–12 ชั่วโมง แล้วสระออก ทาซ้ำวันที่ 7–9 ถ้ายังเห็นเหา

  • อายุ: 6 ปีขึ้นไป

  • ข้อควรระวัง: มีแอลกอฮอล์ ติดไฟง่าย กลิ่นแรง หาได้ยากในประเทศไทย

ไอเวอร์เมกตินชนิดกิน (oral ivermectin) — ใช้ตามแพทย์สั่งเท่านั้น

  • ขนาดที่ใช้: 200–400 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม กินครั้งเดียว แล้วกินซ้ำวันที่ 8 (ช่วงวันที่ 7–10)

  • ใช้เมื่อ: ยาทาหลายชนิดไม่ได้ผล หรือใช้ยาทาไม่ได้

  • ข้อห้าม: เด็กน้ำหนักน้อยกว่า 15 กิโลกรัม หญิงตั้งครรภ์ และหญิงให้นมบุตร แพทย์ต้องตรวจยาที่กินร่วมเพื่อดูปฏิกิริยาระหว่างยาก่อน

ยาที่แพทย์ผิวหนังไม่แนะนำแล้ว: ลินเดน (lindane) หรือแกมมาเบนซีนเฮกซะคลอไรด์ (gamma benzene hexachloride)

ยังมีขายและยังมีบางเว็บไซต์แนะนำ แต่ยานี้มีพิษต่อระบบประสาท อาจทำให้ชักได้ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก ผู้ที่น้ำหนักตัวน้อย และผู้ที่มีแผลบนหนังศีรษะ แนวทางเวชปฏิบัติปัจจุบันจึงไม่ใช้เป็นยาตัวเลือกในการรักษาเหาอีก

อะไรบอกว่ายาได้ผล: หลังทายา 8–12 ชั่วโมงไม่ควรเห็นเหาที่เคลื่อนที่ได้ปกติ ถ้ายังเห็นเหาวิ่งได้คล่องเหมือนเดิม แสดงว่ายาอาจไม่ได้ผล ไม่ควรทาซ้ำทันทีด้วยยาเดิม แต่ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเปลี่ยนกลุ่มยา การเลือกยา ขนาด และระยะเวลาทั้งหมด เป็นการตัดสินใจของแพทย์ตามสภาพของผู้ป่วยแต่ละคน

ตารางวันกำจัดเหาให้หมด 17 วัน

ใช้ได้กับยาส่วนใหญ่ที่ต้องทาซ้ำ ปรับวันทาซ้ำตามชนิดยาที่แพทย์สั่ง

  1. วันที่ 1: ทายาครั้งแรกตามวิธีของยาแต่ละชนิด จากนั้นหวีถี่เก็บตัวเหาและไข่ที่ตายออก ตรวจทุกคนในบ้านวันเดียวกัน

  2. วันที่ 2–3: หวีเปียกซ้ำ ถ้ายังเห็นเหาวิ่งได้ปกติ แสดงว่ายาอาจไม่ได้ผล ให้ปรึกษาแพทย์

  3. วันที่ 5: หวีเปียกเพื่อเก็บตัวอ่อนที่เพิ่งฟัก

  4. วันที่ 7–10 (ส่วนใหญ่วันที่ 9): ทายารอบที่สอง ก่อนที่ตัวอ่อนจะโตพอวางไข่

  5. วันที่ 13: หวีเปียกอีกครั้ง

  6. วันที่ 17: หวีเปียกเพื่อยืนยัน ถ้าไม่เจอเหาตัวเป็นเลย ถือว่ากำจัดสำเร็จ

หวีเปียกอย่างเดียวได้ไหม สำหรับคนที่ไม่อยากใช้ยา

ได้ และเป็นวิธีหลักสำหรับทารกอายุน้อยกว่า 2 เดือน แต่ต้องทำอย่างมีวินัย

  • อุปกรณ์: หวีเสนียดโลหะหรือพลาสติกแข็ง ซี่ห่าง 0.2–0.3 มม. ครีมนวดผมธรรมดา กระดาษทิชชูสีขาว

  • วิธีทำ: แบ่งผมเป็นช่อเล็ก ๆ ชโลมครีมนวด หวีจากโคนจรดปลายทุกช่อ เช็ดหวีทุกครั้ง ใช้เวลาประมาณ 15–30 นาทีสำหรับผมสั้น และนานกว่านั้นสำหรับผมยาว

  • ความถี่: ทุก 3–4 วัน ได้แก่วันที่ 1, 5, 9, 13 และตรวจยืนยันวันที่ 17

  • ข้อจำกัด: อัตราการหายต่ำกว่าการใช้ยา ถ้าข้ามรอบเพียงครั้งเดียวก็อาจไม่หมด

ทำไมรักษาแล้วเหากลับมาอีก 6 สาเหตุที่พบบ่อย

  1. ไม่ได้ทายารอบที่สอง หรือทาซ้ำเร็วหรือช้าเกินไป ไข่ที่รอดจากรอบแรกจึงฟักมาวางไข่ต่อ

  2. ใช้ยาไม่ถูกวิธี เช่น ทาบนผมเปียกโชกจนยาเจือจาง ทาไม่ทั่วถึงโคนผม ใช้ปริมาณน้อยเกินไปสำหรับผมยาว หรือใช้ครีมนวดก่อนทายา

  3. ติดซ้ำจากคนใกล้ชิด คนในบ้าน เพื่อนในห้องเรียน หรือญาติที่ยังไม่ได้ตรวจและรักษาพร้อมกัน

  4. เหาดื้อยา โดยเฉพาะยากลุ่มเพอร์เมทรินและไพรีทริน

  5. เข้าใจผิดว่าไข่ที่ตายแล้วคือเหายังไม่หาย ทำให้ทายาซ้ำไปเรื่อย ๆ จนหนังศีรษะระคายเคือง

  6. ใช้ยาสมุนไพรหรือสูตรบ้านแทนยาที่มีหลักฐาน ซึ่งฆ่าเหาได้ไม่สม่ำเสมอ

เหาในเด็กวัยเรียน

ลักษณะ: พบมากที่สุดในเด็กอายุ 3–11 ปี เด็กผู้หญิงพบบ่อยกว่าเพราะผมยาวและเล่นใกล้ชิดกัน มักเจอไข่ที่ท้ายทอยและหลังใบหู

สาเหตุ: สัมผัสศีรษะกันระหว่างเล่น นอนกลางวันใกล้กัน หรือถ่ายรูปชิดกัน

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย ไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ควรรักษาภายใน 1–2 วันหลังพบ เพื่อลดการแพร่ในห้องเรียน

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ใช้ยาครบ 2 รอบแล้วยังเจอเหาตัวเป็น มีแผลเกาติดเชื้อ หรือเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี

ในเรื่องการไปโรงเรียน แนวทางของสมาคมกุมารแพทย์หลายประเทศไม่แนะนำให้หยุดเรียนเพราะเหา เด็กกลับไปเรียนได้หลังทายาครั้งแรก และไม่จำเป็นต้องรอให้ไข่เหาหมดทุกฟอง

เหาในผู้ใหญ่

ลักษณะ: มักเป็นพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู หรือผู้ดูแลเด็ก อาการคันอาจน้อยกว่าเด็กและถูกมองข้าม

สาเหตุ: ติดจากลูกหรือเด็กที่ดูแล นอนหมอนติดกัน หรือกอดใกล้ชิด

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่ผู้ใหญ่ที่ไม่ได้รักษาเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เด็กติดซ้ำ

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ถ้ามีไข่เหาหรือตัวเหาที่ขนบริเวณอื่นนอกจากหนังศีรษะ เช่น ขนหัวหน่าว ขนรักแร้ เพราะอาจเป็นโลน ซึ่งเป็นเหาคนละชนิดและต้องตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ร่วมด้วย

เหาในหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร

ลักษณะ: อาการเหมือนคนทั่วไป แต่ทางเลือกยาจำกัดกว่า

สาเหตุ: มักติดจากลูกคนโต

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ แต่ควรรักษาเพื่อไม่ให้ทารกแรกเกิดติดต่อ

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาทุกชนิด ตัวเลือกที่ใช้บ่อยคือเพอร์เมทริน 1% หรือไดเมทิโคน 4% ร่วมกับการหวีเปียก หลีกเลี่ยงไอเวอร์เมกตินชนิดกิน มาลาไทออน และลินเดน

เหาในทารกและเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 2 ปี

ลักษณะ: พบได้น้อยกว่าเด็กโต แต่เกิดได้เมื่อพี่หรือผู้ดูแลมีเหา

สาเหตุ: อุ้มกอด นอนเตียงเดียวกับคนที่มีเหา

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ผิวทารกบางและดูดซึมยาได้มาก จึงต้องระวังเรื่องยาเป็นพิเศษ

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทุกครั้งก่อนใช้ยาฆ่าเหา ทารกอายุน้อยกว่า 2 เดือนใช้การหวีเปียกเป็นหลัก ส่วนอายุ 2 เดือนขึ้นไป แพทย์อาจเลือกเพอร์เมทริน 1% และตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไปมีตัวเลือกเพิ่ม เช่น ไดเมทิโคน ห้ามใช้ลินเดนและมาลาไทออนโดยเด็ดขาด

เหาที่ดื้อยาหรือกลับมาเป็นซ้ำ

ลักษณะ: ใช้ยาครบ 2 รอบตามวันที่ถูกต้องแล้ว แต่ 8–12 ชั่วโมงหลังทายายังเห็นเหาวิ่งได้ปกติ

สาเหตุ: เหาดื้อยากลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท หรือมีการติดซ้ำจากคนใกล้ชิด

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่การใช้ยาเดิมซ้ำหลายรอบเพิ่มการระคายเคืองหนังศีรษะโดยไม่ช่วยให้หาย

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อรักษาไม่ได้ผล 2 รอบ แพทย์จะทบทวนวิธีใช้ยา ตรวจยืนยันด้วยกล้องว่ายังเป็นไข่ที่มีชีวิตหรือไม่ แล้วเปลี่ยนไปใช้ยากลุ่มกายภาพอย่างไดเมทิโคน หรือยาอื่น เช่น ไอเวอร์เมกตินชนิดทา สปิโนแซด หรือไอเวอร์เมกตินชนิดกินในรายที่เหมาะสม

เหาที่มีแผลติดเชื้อที่หนังศีรษะ

ลักษณะ: มีแผลเกา หนอง สะเก็ดสีเหลืองน้ำผึ้ง ผมจับตัวเป็นก้อน มีกลิ่น ต่อมน้ำเหลืองท้ายทอยโตและเจ็บ

สาเหตุ: เชื้อแบคทีเรียบนผิว เช่น สแตฟิโลคอคคัส (Staphylococcus aureus) เข้าสู่รอยเกา

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ควรพบแพทย์ภายในไม่กี่วัน ถ้ามีไข้หรือแผลลามเร็ว ควรพบแพทย์โดยเร็ว

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทันทีที่เห็นหนองหรือมีไข้ แพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะชนิดทา เช่น มิวพิโรซิน 2% (mupirocin) หรือกรดฟูซิดิก 2% (fusidic acid) ทาวันละ 2–3 ครั้ง 5–7 วัน หรือยาปฏิชีวนะชนิดกินถ้าแผลกว้าง และอาจเลื่อนการใช้ยาฆ่าเหาที่ระคายเคืองออกไปจนแผลดีขึ้น

โลนและเหาตามตัว ต่างจากเหาบนหัวอย่างไร

  • โลน (pubic lice, Pthirus pubis): ตัวสั้นป้อมคล้ายปู อาศัยที่ขนหัวหน่าว อาจพบที่ขนรักแร้ ขนหน้าอก หรือขนตา ส่วนใหญ่ติดทางเพศสัมพันธ์ ควรตรวจโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นร่วมด้วย และรักษาคู่นอนพร้อมกัน ถ้าพบโลนที่ขนตาในเด็ก ควรให้แพทย์ประเมินเพิ่มเติม

  • เหาตามตัว (body lice, Pediculus humanus corporis): อาศัยและวางไข่ในตะเข็บเสื้อผ้า ขึ้นมากินเลือดบนผิว พบในภาวะที่เปลี่ยนเสื้อผ้าหรืออาบน้ำได้ยาก และเป็นพาหะของโรคบางชนิดได้ การรักษาหลักคือซักเสื้อผ้าและเครื่องนอนด้วยน้ำร้อน

  • เหาบนหัว: อยู่เฉพาะหนังศีรษะ ไม่ใช่พาหะนำโรค และไม่เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์

จัดการเหาทั้งบ้าน และเครื่องนอนของใช้

  • ตรวจทุกคนในบ้านวันเดียวกัน ด้วยการหวีเปียก แต่ ทายาเฉพาะคนที่เจอเหาตัวเป็นหรือไข่ใกล้หนังศีรษะ ยกเว้นคนที่นอนเตียงเดียวกับผู้ป่วย แพทย์อาจพิจารณาให้รักษาพร้อมกัน

  • เครื่องนอน หมวก ผ้าเช็ดตัว ที่ใช้ใน 2 วันก่อนรักษา: ซักด้วยน้ำร้อนอย่างน้อย 60 องศาเซลเซียส หรืออบผ้าด้วยความร้อนสูงอย่างน้อย 15 นาที

  • ของที่ซักไม่ได้ เช่น ตุ๊กตา หมวกกันน็อก: ใส่ถุงพลาสติกปิดสนิท 2 สัปดาห์

  • หวี แปรง กิ๊บ: แช่น้ำร้อนประมาณ 60 องศาเซลเซียส 5–10 นาที

  • พื้น โซฟา เบาะรถ: ดูดฝุ่นตามปกติก็พอ

  • ไม่ต้องฉีดยาฆ่าแมลงในบ้าน เพราะไม่ช่วยและเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูดสารเคมี

  • ไม่ต้องตัดผมสั้นหรือโกนหัว ถึงจะช่วยได้จริง แต่ไม่จำเป็นถ้าใช้ยาถูกวิธี

ความเชื่อผิด ๆ เรื่องเหาที่ต้องเลิกเชื่อ

  • "เหาเกิดจากความสกปรก" — ไม่จริง เหาติดได้ทุกคนแม้สระผมทุกวัน

  • "เหากระโดดหรือบินได้" — ไม่จริง ติดจากการสัมผัสศีรษะโดยตรงเกือบทั้งหมด

  • "เหาติดจากหมาแมว" — ไม่จริง เหาบนหัวคนอยู่ได้เฉพาะบนคน

  • "น้ำส้มสายชูฆ่าไข่เหา" — ยังไม่มีหลักฐานที่ดีว่าฆ่าเหาหรือช่วยให้ไข่หลุดได้จริง ใช้แทนยาไม่ได้

  • "มายองเนส น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว ทำให้เหาตายหมด" — อาจทำให้เหาเคลื่อนไหวช้าลงชั่วคราว ช่วยให้หวีง่ายขึ้น แต่ไม่ได้ฆ่าเหาและไข่ได้อย่างสม่ำเสมอ

  • "ใบน้อยหน่าตำพอกหัวปลอดภัยเพราะเป็นธรรมชาติ" — สารในเมล็ดและใบน้อยหน่าฆ่าเหาได้ระดับหนึ่ง แต่ถ้าเข้าตาอาจทำให้เยื่อบุตาอักเสบรุนแรง และระคายเคืองหนังศีรษะได้

  • "น้ำมันก๊าด ยาฆ่าแมลง หรือน้ำยาล้างจานฆ่าเหาได้ดี" — อันตรายมาก เสี่ยงไฟไหม้ ผิวไหม้ และพิษจากการดูดซึม ห้ามใช้

  • "ต้องรอให้ไข่เหาหมดก่อนถึงไปโรงเรียนได้" — ไม่จำเป็น เด็กกลับไปเรียนได้หลังเริ่มรักษา

ป้องกันเหาอย่างไร

  • สอนเด็กให้หลีกเลี่ยงการเอาหัวชนกันเวลาเล่นหรือถ่ายรูป

  • รวบผมยาวหรือถักเปีย ลดโอกาสสัมผัสผมของคนอื่น

  • ไม่ใช้หวี หมวก ผ้าคลุมผม หรือหมอนร่วมกันในช่วงที่โรงเรียนมีการระบาด

  • ตรวจหัวเด็กด้วยการหวีเปียกสัปดาห์ละ 1 ครั้งในช่วงที่มีเพื่อนในห้องเป็นเหา

  • ไม่ควรใช้ยาฆ่าเหาเพื่อป้องกัน ในคนที่ไม่ได้เป็น เพราะไม่ได้ผลและเพิ่มโอกาสดื้อยา

สัญญาณที่ควรพบแพทย์ผิวหนัง

  • ใช้ยาครบ 2 รอบตามวันที่ถูกต้องแล้วยังเจอเหาตัวเป็น

  • ไม่แน่ใจว่าเป็นไข่เหา รังแค หรือโรคหนังศีรษะอื่น

  • มีแผล หนอง สะเก็ดเหลือง หรือต่อมน้ำเหลืองโตและเจ็บ

  • เด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี หญิงตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร

  • หนังศีรษะแดง แสบ หรือเป็นผื่นหลังใช้ยาฆ่าเหา (อาจเป็นผื่นระคายเคืองจากยา)

  • พบตัวเหาหรือไข่ที่ขนตา ขนคิ้ว หรือขนหัวหน่าว

แพทย์ผิวหนังสามารถตรวจยืนยันด้วยกล้องส่องผิวหนัง แยกโรค และวางแผนการใช้ยาให้เหมาะกับอายุและสภาวะของแต่ละคน

บทความที่เกี่ยวข้อง

สรุปสั้น ๆ

  • เหาเกิดจากการสัมผัสศีรษะกับคนที่มีเหา ไม่ได้เกิดจากความสกปรก และกระโดดหรือบินไม่ได้

  • ไข่เหาติดแน่นข้างเส้นผม เป่าไม่หลุด ส่วนรังแคเป็นสะเก็ดที่สะบัดหลุดง่าย

  • ไข่เหาฟักใน 7–10 วัน ยาส่วนใหญ่ฆ่าไข่ไม่หมด จึงต้องทาซ้ำวันที่ 7–10 (ส่วนใหญ่วันที่ 9)

  • ยาที่ใช้บ่อย: เพอร์เมทริน 1%, ไดเมทิโคน 4%, เบนซิลแอลกอฮอล์ 5%, ไอเวอร์เมกติน 0.5% ชนิดทา และสปิโนแซด 0.9% ส่วนลินเดนไม่แนะนำแล้ว

  • ตรวจทุกคนในบ้านพร้อมกัน ทายาเฉพาะคนที่เจอเหาตัวเป็น ซักเครื่องนอนด้วยน้ำร้อน 60 องศาเซลเซียส

  • ถ้ารักษา 2 รอบแล้วไม่หาย มีแผลติดเชื้อ หรือเป็นทารก หญิงตั้งครรภ์ ควรพบแพทย์ผิวหนัง

คำถามที่พบบ่อยเรื่องเหา

ทํายังไงให้ไข่เหาหาย

ไข่เหาหายได้ด้วย 2 อย่างควบคู่กัน คือ ยาฆ่าเหาที่ใช้ซ้ำในวันที่ถูกต้อง และการหวีเปียกด้วยหวีเสนียดฟันถี่ ยาส่วนใหญ่ เช่น เพอร์เมทริน 1% ฆ่าไข่ได้ไม่หมด จึงต้องทาครั้งที่สองวันที่ 7–10 หลังครั้งแรก เพื่อฆ่าตัวอ่อนที่เพิ่งฟักก่อนจะวางไข่ใหม่ ระหว่างนั้นให้ชโลมครีมนวดแล้วหวีทุก 3–4 วัน จนครบวันที่ 17 ไข่ที่ห่างหนังศีรษะเกิน 1 ซม. มักเป็นเปลือกไข่ที่ฟักแล้ว ไม่ทำให้เหากลับมา แต่หวีออกได้เพื่อความสะอาด

เหามีชีวิตอยู่ได้กี่วัน

บนหนังศีรษะ เหาตัวเต็มวัยมีชีวิตได้ประมาณ 30 วัน แต่เมื่อหลุดออกจากศีรษะ ส่วนใหญ่จะตายภายใน 1–2 วัน เพราะต้องกินเลือดคนหลายครั้งต่อวันและต้องการความอบอุ่นจากหนังศีรษะ ไข่เหาที่หลุดจากเส้นผมก็แทบไม่ฟักที่อุณหภูมิห้อง ด้วยเหตุนี้การทำความสะอาดบ้านจึงเน้นเฉพาะของที่สัมผัสศีรษะในช่วง 2 วันก่อนรักษา เช่น ปลอกหมอน ผ้าห่ม หมวก และหวี โดยซักน้ำร้อน 60 องศาเซลเซียส หรือใส่ถุงปิดสนิท 2 สัปดาห์ ไม่จำเป็นต้องฉีดยาฆ่าแมลงทั้งบ้าน

รังแคและไข่เหาต่างกันอย่างไร?

ไข่เหาเป็นเม็ดรีเล็กยาวราว 0.8 มม. ติดอยู่ข้างเส้นผมด้วยสารคล้ายกาว เป่าหรือสะบัดไม่หลุด ต้องใช้เล็บหรือหวีถี่รูดออก และมักอยู่ใกล้โคนผมบริเวณท้ายทอยและหลังหู ส่วนรังแคเป็นสะเก็ดผิวหนังแบน ขนาดไม่เท่ากัน หลุดร่วงง่ายเมื่อสะบัด และกระจายทั่วศีรษะ อีกสิ่งที่คล้ายกันคือปลอกหุ้มเส้นผม ซึ่งเป็นวงขาวรอบเส้นผมที่รูดเลื่อนได้ ถ้ายังแยกไม่ได้ แพทย์ผิวหนังสามารถส่องกล้องดูได้ภายในไม่กี่นาที

ยาอะไรที่ใช้ฆ่าไข่เหาได้?

ยาที่ฆ่าไข่เหาได้ดีกว่ากลุ่มอื่นคือ สปิโนแซด 0.9% และมาลาไทออน 0.5% ส่วนไอเวอร์เมกติน 0.5% ชนิดทาไม่ได้ฆ่าไข่โดยตรงแต่ทำให้ตัวอ่อนที่เพิ่งฟักตายก่อนกินเลือด จึงมักใช้ครั้งเดียว ยาที่ใช้บ่อยที่สุดอย่างเพอร์เมทริน 1% ไพรีทริน และเบนซิลแอลกอฮอล์ 5% ฆ่าไข่ได้ไม่หมด จึงต้องทาซ้ำวันที่ 7–10 ไดเมทิโคน 4% ฆ่าไข่ได้บางส่วนและทาซ้ำวันที่ 7 การเลือกยาขึ้นกับอายุ การตั้งครรภ์ และประวัติดื้อยา ควรให้แพทย์เป็นผู้พิจารณา

เหาบนหัวคนมาจากไหน

เหาบนหัวคนมาจากคนอื่นที่มีเหาเท่านั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเองจากเหงื่อ ความสกปรก หรือผมที่ไม่ได้สระ และไม่ได้มาจากสัตว์เลี้ยง ทางติดที่พบบ่อยที่สุดคือการเอาศีรษะชนหรือแนบกัน เช่น เด็กเล่นด้วยกัน นอนกลางวันติดกัน หรือกอดลูก การใช้หวี หมวก และหมอนร่วมกันเป็นทางรองที่พบน้อยกว่า เพราะเหาอยู่นอกศีรษะได้เพียง 1–2 วัน เมื่อเด็กคนหนึ่งเป็นเหา จึงควรตรวจทุกคนในบ้านพร้อมกัน และแจ้งโรงเรียนเพื่อให้ผู้ปกครองคนอื่นตรวจลูกด้วย

เหา 1 ตัว สามารถ ออก ไข่ ได้ กี่ ฟอง

เหาตัวเมียหนึ่งตัววางไข่ได้ประมาณ 6–10 ฟองต่อวัน และรวมตลอดอายุประมาณ 30 วันบนศีรษะ วางไข่ได้มากกว่า 100 ฟอง ไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนใน 7–10 วัน และตัวอ่อนใช้อีก 9–12 วันจึงโตพอจะวางไข่ต่อ จำนวนเหาจึงเพิ่มขึ้นเร็วมากถ้าไม่รักษา นี่คือเหตุผลที่การทายาครั้งเดียวมักไม่พอ และต้องทาซ้ำให้ตรงวันที่ 7–10 เพื่อตัดวงจรก่อนรุ่นใหม่จะเริ่มวางไข่ พร้อมกับหวีเปียกต่อเนื่องจนครบวันที่ 17

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 4 ตุลาคม 2026

ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการสั่งยาเฉพาะบุคคล การเลือกยา ขนาด และระยะเวลาการรักษา ควรได้รับการประเมินจากแพทย์

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
เหาและโลน การวินิจฉัยและกำจัดอย่างถูกวิธี โดยแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง

เหาและโลนทำให้คันและติดต่อง่าย รักษาให้หายขาดต้องใช้ยาถูกวิธี กำจัดไข่ และดูแลคนใกล้ชิดพร้อมกัน โดยแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ