top of page

เท้าบวม เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกบวมข้างเดียวกับสองข้าง กดบุ๋มบอกอะไร และสัญญาณที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที

18 ก.ย.
ยาว 5 นาที

อัปเดตเมื่อ 3 วันที่ผ่านมา

เปรียบเทียบเท้าปกติกับเท้าบวมข้างเดียว

เท้าบวม (swollen feet หรือ pedal edema) คือภาวะที่ของเหลวคั่งอยู่ในเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังบริเวณเท้า ข้อเท้า หรือหน้าแข้ง จนรูปเท้าเปลี่ยนไป รองเท้าคับกว่าเดิม และมักเห็นรอยถุงเท้าหรือรอยสายรัดชัดกว่าปกติ ตัวอาการเองไม่ใช่โรค แต่เป็นสัญญาณของหลายภาวะที่ความเร่งด่วนต่างกันมาก ตั้งแต่ยืนทำงานทั้งวันจนถึงลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำ

คำถามที่แยกสาเหตุได้เร็วที่สุดไม่ใช่ "บวมมากแค่ไหน" แต่เป็น บวมข้างเดียวหรือสองข้าง กดแล้วบุ๋มหรือไม่ และผิวหนังบริเวณนั้นแดงร้อนหรือไม่ สามคำถามนี้แยกกลุ่มสาเหตุออกจากกันได้เกือบทั้งหมดก่อนที่จะเจาะเลือดหรืออัลตราซาวด์ด้วยซ้ำ บทความนี้อธิบายวิธีอ่านสัญญาณเหล่านั้นทีละแบบ พร้อมยาที่ใช้จริงในแต่ละสาเหตุ และจุดที่ต้องหยุดสังเกตอาการเองแล้วไปโรงพยาบาล

บทความนี้เขียนจากมุมของแพทย์ผิวหนัง เพราะเท้าบวมกลุ่มหนึ่งมีต้นเหตุอยู่ที่ผิวหนังโดยตรง เช่น เนื้อเยื่ออักเสบติดเชื้อและผื่นจากหลอดเลือดดำ ซึ่งมักถูกวินิจฉัยสลับกับสาเหตุอื่นบ่อยที่สุด ส่วนกลุ่มที่ต้นเหตุอยู่ที่หัวใจ ไต ตับ หรือหลอดเลือด บทความจะบอกว่าอาการแบบไหนควรส่งต่อไปสาขาใด

เท้าบวมเกิดขึ้นได้อย่างไร กลไกที่อยู่เบื้องหลังทุกสาเหตุ

ในภาวะปกติ น้ำในหลอดเลือดฝอยจะซึมออกสู่เนื้อเยื่อและถูกดูดกลับเข้าหลอดเลือดดำกับท่อน้ำเหลืองในปริมาณที่สมดุลกันตลอดเวลา เท้าบวมเกิดเมื่อสมดุลนี้เสียไป และเสียได้เพียงสี่ทาง

  • แรงดันในหลอดเลือดดำสูงขึ้น — เลือดไหลกลับหัวใจไม่สะดวก น้ำจึงถูกดันออกนอกหลอดเลือด พบในภาวะหัวใจล้มเหลว หลอดเลือดดำที่ขาทำงานบกพร่อง และการยืนหรือนั่งห้อยขานาน

  • โปรตีนในเลือดต่ำ — โดยเฉพาะอัลบูมิน ซึ่งเป็นตัวดึงน้ำไว้ในหลอดเลือด เมื่อต่ำลงน้ำจะรั่วออกเนื้อเยื่อ พบในโรคไตที่สูญเสียโปรตีนทางปัสสาวะ โรคตับแข็ง และภาวะขาดสารอาหารรุนแรง

  • ผนังหลอดเลือดรั่วมากขึ้น — จากการอักเสบหรือการติดเชื้อ ทำให้ทั้งน้ำและโปรตีนออกมาพร้อมกัน นี่คือกลไกของเนื้อเยื่ออักเสบและของผื่นแพ้ชนิดบวม

  • ทางระบายน้ำเหลืองอุดตัน — ท่อน้ำเหลืองถูกทำลาย อุดตัน หรือถูกตัดออก น้ำเหลืองจึงคั่งค้าง พบหลังผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลือง หลังฉายรังสี และหลังการติดเชื้อที่ผิวหนังซ้ำ ๆ

กลไกที่ต่างกันสี่แบบนี้ทิ้งร่องรอยที่ต่างกันบนผิวหนัง ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการดูเท้าและกดเท้าจึงบอกอะไรได้มากกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด

สามคำถามที่แยกสาเหตุเท้าบวมได้เร็วที่สุด

ก่อนจะไปถึงชื่อโรค ให้ตอบสามข้อนี้ก่อน เพราะเป็นลำดับเดียวกับที่แพทย์ใช้ที่ข้างเตียง

  1. บวมข้างเดียวหรือสองข้าง — บวมสองข้างเท่า ๆ กันมักมาจากสาเหตุทั้งตัว คือหัวใจ ไต ตับ ยา หรือพฤติกรรม ส่วนบวมข้างเดียวมักมาจากปัญหาเฉพาะที่ของขาข้างนั้น คือการติดเชื้อ ลิ่มเลือด การบาดเจ็บ หรือระบบน้ำเหลือง

  2. กดแล้วบุ๋มค้างไว้หรือไม่ — ใช้นิ้วหัวแม่มือกดบนกระดูกหน้าแข้งเหนือข้อเท้าประมาณ 5 เซนติเมตร กดค้าง 10 วินาทีแล้วปล่อย ถ้ามีรอยบุ๋มค้างอยู่เรียกว่า pitting edema ซึ่งชี้ไปทางน้ำคั่งจากแรงดันหรือโปรตีนต่ำ ถ้าไม่บุ๋มและผิวรู้สึกแน่นเป็นยาง ให้นึกถึงบวมน้ำเหลืองและภาวะไทรอยด์ต่ำ

  3. ผิวหนังตรงนั้นแดง ร้อน และกดเจ็บหรือไม่ — แดงร้อนกดเจ็บข้างเดียวคือกลุ่มติดเชื้อและกลุ่มอักเสบ ซึ่งเป็นกลุ่มที่เร่งด่วนที่สุดและเป็นกลุ่มที่แพทย์ผิวหนังดูแลโดยตรง

เวลาที่ใช้ตอบสามข้อนี้ไม่ถึงหนึ่งนาที และมันตัดสินว่าคุณควรนอนยกขาคืนนี้ หรือควรอยู่โรงพยาบาลคืนนี้

วิธีทดสอบกดบุ๋มด้วยตัวเอง และการแบ่งระดับความรุนแรง

กดด้วยแรงพอประมาณตรงหน้าแข้งส่วนล่างซึ่งมีกระดูกรองอยู่ ไม่ใช่กดตรงน่องที่เป็นกล้ามเนื้อ กดค้างนิ่ง ๆ 10 วินาที แล้วดูรอยบุ๋มที่เหลือ

  • ระดับ 1 — บุ๋มลึกประมาณ 2 มิลลิเมตร หายภายในไม่กี่วินาที

  • ระดับ 2 — บุ๋มลึกประมาณ 4 มิลลิเมตร หายภายใน 10–15 วินาที

  • ระดับ 3 — บุ๋มลึกประมาณ 6 มิลลิเมตร หายใน 1 นาทีขึ้นไป เท้าและขาดูบวมชัดเจน

  • ระดับ 4 — บุ๋มลึกกว่า 8 มิลลิเมตร ค้างนานเกิน 2 นาที ขาบวมจนผิวตึงเป็นมัน

ระดับที่วัดได้ไม่ได้บอกว่าโรคอะไร แต่บอกว่าน้ำคั่งมากแค่ไหน และใช้เทียบกับตัวเองในวันถัดไปเพื่อดูว่าดีขึ้นหรือแย่ลง วิธีที่แม่นกว่าการกะด้วยตาคือ ชั่งน้ำหนักตอนเช้าหลังเข้าห้องน้ำทุกวันด้วยเครื่องเดิม น้ำหนักที่ขึ้นเกิน 1 กิโลกรัมต่อวัน หรือเกิน 2 กิโลกรัมใน 3 วัน แทบทั้งหมดคือน้ำ ไม่ใช่ไขมัน และเป็นสัญญาณที่ต้องบอกแพทย์

ตารางย่อ เท้าบวมแบบไหน คิดถึงอะไร และควรพบแพทย์สาขาไหน

  • สองข้าง กดบุ๋ม เป็นมากตอนเย็น ยุบตอนเช้า → หลอดเลือดดำทำงานบกพร่อง ยืนนาน กินเค็ม → แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปหรืออายุรกรรม

  • สองข้าง กดบุ๋ม ร่วมกับเหนื่อยง่าย นอนราบไม่ได้ → หัวใจ → อายุรกรรมโรคหัวใจ ไม่ควรรอ

  • สองข้าง กดบุ๋ม ร่วมกับหน้าบวมตอนเช้า ปัสสาวะเป็นฟอง → ไต → อายุรกรรมโรคไต

  • สองข้าง ร่วมกับท้องโตขึ้น ตาเหลือง → ตับ → อายุรกรรมโรคตับ

  • สองข้าง เริ่มหลังเปลี่ยนยาใหม่ 2–8 สัปดาห์ → ผลข้างเคียงของยา → แพทย์ผู้สั่งยาเดิม ห้ามหยุดยาเอง

  • ข้างเดียว แดง ร้อน กดเจ็บ มีไข้ → เนื้อเยื่ออักเสบติดเชื้อ → แพทย์ผิวหนังหรือห้องฉุกเฉิน วันนี้

  • ข้างเดียว ปวดตึงน่อง ไม่แดงชัด → ลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือดดำ → ห้องฉุกเฉิน ทันที

  • ข้างเดียว ไม่ปวด ไม่แดง ค่อย ๆ บวมขึ้นเป็นเดือน กดไม่ค่อยบุ๋ม → บวมน้ำเหลือง → แพทย์ผิวหนังหรือศัลยกรรมหลอดเลือด

  • สองข้าง ผิวคล้ำ คัน เป็นขุย มีแผลเรื้อรังเหนือตาตุ่ม → ผื่นจากหลอดเลือดดำ → แพทย์ผิวหนัง

เท้าบวมสองข้างจากพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม

  • ลักษณะ — บวมเท่ากันทั้งสองข้าง กดบุ๋มระดับ 1–2 หนักตอนเย็นและยุบเกือบหมดหลังนอนตื่นเช้า ไม่แดง ไม่ร้อน ไม่เจ็บ

  • สาเหตุ — ยืนต่อเนื่องเกิน 4–6 ชั่วโมง นั่งห้อยขาเป็นเวลานาน การเดินทางด้วยเครื่องบินหรือรถทัวร์เกิน 4 ชั่วโมง อากาศร้อนจัดซึ่งทำให้หลอดเลือดขยาย การกินโซเดียมมากกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน และน้ำหนักตัวที่มากขึ้น

  • ความรุนแรงและความเร่งด่วน — ต่ำ แต่ห้ามใช้เป็นคำอธิบายสำเร็จรูป ถ้าบวมไม่ยุบเลยหลังนอนหนึ่งคืนเต็ม แปลว่ามีอย่างอื่นซ้อนอยู่

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อบวมไม่ยุบตอนเช้า เมื่อบวมสูงเลยหัวเข่า หรือเมื่อมีอาการเหนื่อยร่วมด้วย

เท้าบวมสองข้างจากโรคหัวใจ ไต และตับ

กลุ่มนี้คือเหตุผลที่ไม่ควรตีความว่าเท้าบวมเป็นเรื่องเล็กโดยอัตโนมัติ

  • ลักษณะ — บวมสองข้างเท่ากัน กดบุ๋มชัดระดับ 2–4 ค่อย ๆ ลามขึ้นจากข้อเท้าไปหน้าแข้งและต้นขา เมื่อนอนนาน ๆ อาจไปบวมที่หลังส่วนล่างแทน

  • สาเหตุ — หัวใจห้องล่างขวาทำงานลดลงทำให้เลือดคั่งย้อนกลับ ไตที่รั่วโปรตีนหรือขับน้ำและเกลือได้น้อยลง และตับแข็งที่สร้างอัลบูมินได้น้อยลงพร้อมกับความดันในระบบพอร์ทัลสูงขึ้น

  • ความรุนแรงและความเร่งด่วน — สูง สัญญาณร่วมที่ต้องใส่ใจคือ นอนราบแล้วเหนื่อยต้องหนุนหมอนสูงขึ้น ตื่นมาหอบกลางดึก เหนื่อยเร็วกว่าเดิมชัดเจน หน้าและเปลือกตาบวมตอนเช้า ปัสสาวะเป็นฟองละเอียดที่ไม่สลาย ปัสสาวะน้อยลง ท้องโตขึ้นเร็ว หรือตาและตัวเหลือง

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์ — ภายในไม่กี่วันเมื่อมีสัญญาณข้างต้นข้อใดข้อหนึ่ง และทันทีถ้าเหนื่อยจนนอนราบไม่ได้

การรักษาคือรักษาที่ต้นเหตุ ไม่ใช่ที่อาการบวม ยาขับปัสสาวะกลุ่มลูป เช่น ฟูโรเซไมด์ (furosemide) และกลุ่มไทอาไซด์ เช่น ไฮโดรคลอโรไทอาไซด์ (hydrochlorothiazide) เป็นยาที่ใช้กันบ่อยในกลุ่มนี้ แต่ต้องสั่งและติดตามโดยแพทย์อายุรกรรมเสมอ เพราะการให้ในคนที่บวมจากสาเหตุอื่นจะทำให้ขาดน้ำ ไตเสื่อมลง และโพแทสเซียมต่ำจนหัวใจเต้นผิดจังหวะได้ ห้ามซื้อยาขับปัสสาวะมากินเองเพื่อลดเท้าบวม และห้ามใช้ยาที่เหลือของคนในบ้าน นี่เป็นหนึ่งในความผิดพลาดที่พบบ่อยและอันตรายที่สุดของอาการนี้

เท้าบวมสองข้างที่เกิดจากยา

ยาเป็นสาเหตุที่ถูกมองข้ามมากที่สุด เพราะผู้ป่วยมักไม่เชื่อมโยงยาที่กินมาหลายเดือนกับอาการบวมที่เพิ่งเริ่ม

  • ลักษณะ — บวมสองข้าง กดบุ๋ม เริ่มขึ้นในช่วง 2–8 สัปดาห์หลังเริ่มยาใหม่หรือหลังเพิ่มขนาดยา ไม่มีอาการเหนื่อยร่วม

  • สาเหตุ — ยาลดความดันกลุ่มแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์ โดยเฉพาะแอมโลดิพีน (amlodipine) ซึ่งทำให้ข้อเท้าบวมได้ประมาณร้อยละ 10–15 และสัมพันธ์กับขนาดยาโดยตรง · ยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด เช่น ไอบูโพรเฟน (ibuprofen) และไดโคลฟีแนค (diclofenac) · ยาสเตียรอยด์ชนิดรับประทาน เช่น เพรดนิโซโลน (prednisolone) · ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน · ยากลุ่มกาบาเพนติน (gabapentin) และพรีกาบาลิน (pregabalin) · ยาเบาหวานกลุ่มไทอะโซลิดีนไดโอน เช่น ไพโอกลิตาโซน (pioglitazone)

  • ความรุนแรงและความเร่งด่วน — ปานกลาง ไม่ฉุกเฉิน แต่ต้องแก้ไข

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์ — นัดพบแพทย์ผู้สั่งยาเพื่อทบทวน ห้ามหยุดยาความดันหรือยาหัวใจเองเด็ดขาด เพราะอันตรายกว่าตัวอาการบวมมาก แพทย์อาจลดขนาดยา เปลี่ยนกลุ่มยา หรือเติมยากลุ่มที่ช่วยลดอาการบวมของยาเดิม อาการบวมจากยามักดีขึ้นภายใน 1–4 สัปดาห์หลังปรับยา ซึ่งเป็นตัวชี้ว่าวินิจฉัยถูก

เท้าบวมขณะตั้งครรภ์

  • ลักษณะ — บวมสองข้าง กดบุ๋มเล็กน้อยถึงปานกลาง เริ่มพบบ่อยตั้งแต่ไตรมาสที่สามเป็นต้นไป หนักตอนเย็นและในอากาศร้อน

  • สาเหตุ — ปริมาณเลือดในร่างกายเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 40–50 ในการตั้งครรภ์ปกติ ร่วมกับมดลูกที่โตขึ้นกดหลอดเลือดดำใหญ่ในช่องท้อง ทำให้เลือดจากขากลับหัวใจได้ช้าลง

  • ความรุนแรงและความเร่งด่วน — ส่วนใหญ่เป็นภาวะปกติของการตั้งครรภ์ แต่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจน

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์ทันที — เมื่อบวมขึ้นเร็วมากภายในหนึ่งถึงสองวัน เมื่อบวมที่หน้าและมือร่วมด้วย เมื่อปวดศีรษะรุนแรง ตาพร่า เห็นแสงวูบวาบ หรือจุกแน่นใต้ลิ้นปี่ อาการชุดนี้คือภาวะครรภ์เป็นพิษ (preeclampsia) ซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินทางสูติกรรม และเมื่อบวมข้างเดียวร่วมกับปวดน่อง เพราะการตั้งครรภ์เพิ่มความเสี่ยงลิ่มเลือดอุดตันหลายเท่า

เท้าบวมข้างเดียว แดง ร้อน กดเจ็บ คือเนื้อเยื่ออักเสบติดเชื้อ

นี่คือสาเหตุที่ AI และบทความสุขภาพทั่วไปมักพูดถึงน้อยที่สุด ทั้งที่เป็นสาเหตุที่แพทย์ผิวหนังพบบ่อยที่สุดในกลุ่มเท้าบวมข้างเดียว

  • ลักษณะ — บวมแดงเป็นปื้นข้างเดียว ขอบเขตค่อนข้างชัด ผิวร้อนกว่าอีกข้างเมื่อใช้หลังมือเทียบ กดแล้วเจ็บมาก บางรายมีตุ่มน้ำใสหรือผิวลอกบนปื้นแดง และมักมีไข้เกิน 38 องศาเซลเซียส หนาวสั่น หรืออ่อนเพลียนำมาก่อน 1–2 วัน

  • สาเหตุ — เชื้อแบคทีเรีย โดยเฉพาะสเตรปโตค็อกคัสและสแตฟิโลค็อกคัส ที่เข้าทางรอยแตกของผิวหนัง ทางเข้าที่พบบ่อยที่สุดในคนไทยคือ ง่ามเท้าที่เป็นเชื้อรา แผลถลอกเล็ก ๆ ส้นเท้าแตก และรอยแกะเล็บขบ

  • ความรุนแรงและความเร่งด่วน — สูง ลุกลามได้ภายในหลักชั่วโมง ในผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำยิ่งเร็วกว่านั้น

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์ — วันนี้ ไม่ใช่สัปดาห์หน้า

การรักษา เป็นยาปฏิชีวนะชนิดรับประทานในรายที่ไม่รุนแรง ตัวที่ใช้บ่อยคือ คล็อกซาซิลลิน (cloxacillin) 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง หรือ เซฟาเล็กซิน (cephalexin) 500 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง นาน 7–10 วัน ผู้ที่แพ้เพนิซิลลินมักใช้ คลินดามัยซิน (clindamycin) 300 มิลลิกรัม วันละ 4 ครั้ง สิ่งที่ชี้ว่าได้ผลคือไข้ลดและขอบแดงหยุดลามภายใน 48–72 ชั่วโมง ถ้าครบ 72 ชั่วโมงแล้วยังลามหรือไข้ไม่ลด ต้องกลับไปพบแพทย์เพื่อทบทวนการวินิจฉัยและพิจารณายาฉีด การเลือกยาและขนาดยาทั้งหมดเป็นการตัดสินใจของแพทย์ ไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมากินเอง เพราะกินไม่ครบขนาดหรือหยุดกลางคันคือสาเหตุหลักของการเป็นซ้ำ

สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันและมักถูกลืม คือรักษาเชื้อราที่ง่ามเท้าให้หายด้วย มิฉะนั้นประตูทางเข้าของเชื้อยังเปิดอยู่และจะติดเชื้อซ้ำ การติดเชื้อซ้ำหลายครั้งทำลายท่อน้ำเหลืองถาวรจนกลายเป็นบวมน้ำเหลืองในที่สุด อ่านรายละเอียดเพิ่มที่ เนื้อเยื่ออักเสบ cellulitis คืออะไร และวิธีแยกจากไฟลามทุ่งที่ cellulitis กับ erysipelas ต่างกันอย่างไร

เท้าบวมข้างเดียว ปวดตึงน่อง แต่ไม่แดงชัด คือสัญญาณลิ่มเลือดอุดตัน

  • ลักษณะ — บวมข้างเดียวที่เกิดขึ้นภายในไม่กี่วัน ปวดตึงหรือปวดหน่วงที่น่องมากกว่าที่เท้า เส้นรอบวงน่องข้างที่บวมใหญ่กว่าอีกข้างเกิน 3 เซนติเมตรเมื่อวัดที่ระดับเดียวกัน ผิวอาจออกแดงคล้ำหรือม่วงแต่ไม่ร้อนจัดและขอบไม่ชัดเหมือนการติดเชื้อ บางรายเห็นเส้นเลือดดำผิวตื้นโป่งชัดขึ้น

  • สาเหตุ — ลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำส่วนลึก (deep vein thrombosis) ปัจจัยเสี่ยงคือ นั่งนิ่งนานเกิน 4 ชั่วโมง ผ่าตัดใหญ่หรือเข้าเฝือกเมื่อไม่นาน มะเร็ง การตั้งครรภ์และหลังคลอด ยาคุมกำเนิดและฮอร์โมนทดแทน และประวัติลิ่มเลือดในครอบครัว

  • ความรุนแรงและความเร่งด่วน — สูงที่สุดในบทความนี้ เพราะลิ่มเลือดอาจหลุดไปอุดหลอดเลือดปอด

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์ — ไปห้องฉุกเฉินทันที และไปทันทีที่สุดถ้ามีเหนื่อยหอบขึ้นเฉียบพลัน เจ็บหน้าอกเวลาหายใจเข้าลึก ใจสั่น หรือไอเป็นเลือดร่วมด้วย

ห้ามนวด ห้ามบีบ และห้ามประคบร้อนที่น่องข้างที่สงสัย ระหว่างเดินทางไปโรงพยาบาล การวินิจฉัยใช้การตรวจอัลตราซาวด์หลอดเลือดดำร่วมกับการเจาะเลือดดูค่า D-dimer และการรักษาคือยาต้านการแข็งตัวของเลือดซึ่งต้องสั่งโดยแพทย์เท่านั้น

เท้าบวมข้างเดียว ไม่ปวด ไม่แดง ค่อย ๆ เป็นมากขึ้น คือบวมน้ำเหลือง

  • ลักษณะ — บวมข้างเดียวที่ค่อย ๆ มากขึ้นเป็นสัปดาห์ถึงเป็นเดือน เริ่มที่หลังเท้าและนิ้วเท้าก่อน กดแล้วแทบไม่บุ๋มหรือบุ๋มยาก ผิวหนาขึ้นเป็นยาง ผิวหลังนิ้วเท้าหยิบขึ้นเป็นจีบไม่ได้ ซึ่งเป็นสัญญาณเฉพาะของภาวะนี้ ระยะหลังผิวจะหนาตะปุ่มตะป่ำและแห้งลอก

  • สาเหตุ — ท่อน้ำเหลืองถูกทำลายหรืออุดตัน พบหลังผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลืองในผู้ป่วยมะเร็ง หลังฉายรังสี หลังเนื้อเยื่ออักเสบติดเชื้อซ้ำหลายครั้ง จากโรคเท้าช้าง และในบางรายเป็นความผิดปกติแต่กำเนิดที่แสดงอาการช่วงวัยรุ่น

  • ความรุนแรงและความเร่งด่วน — ไม่ฉุกเฉิน แต่ยิ่งเริ่มดูแลเร็วยิ่งคุมได้ดี เพราะเมื่อผิวหนาแล้วจะย้อนกลับได้ยาก

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อบวมข้างเดียวไม่ยุบเลยหลังยกขานอนหนึ่งคืน และเมื่อเริ่มหยิบผิวหลังนิ้วเท้าเป็นจีบไม่ได้

การดูแลหลักคือการพันผ้ายืดหรือใส่ถุงน่องทางการแพทย์ตามแรงดันที่แพทย์กำหนด การนวดระบายน้ำเหลืองโดยนักกายภาพที่ได้รับการฝึกเฉพาะ การออกกำลังกล้ามเนื้อน่อง และ การดูแลผิวอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้ติดเชื้อซ้ำ เพราะทุกครั้งที่ติดเชื้อ ท่อน้ำเหลืองจะเสียหายเพิ่มขึ้นอีก ยาขับปัสสาวะไม่ใช่การรักษาภาวะนี้และไม่ช่วยให้ยุบ

เท้าและขาบวมสองข้าง ร่วมกับผิวคล้ำ คัน เป็นขุย คือผื่นจากหลอดเลือดดำ

ภาวะนี้เป็นจุดที่ปัญหาหลอดเลือดกับปัญหาผิวหนังมาบรรจบกัน และเป็นกลุ่มที่ถูกวินิจฉัยผิดเป็นเชื้อราหรือผื่นแพ้บ่อยที่สุด

  • ลักษณะ — บวมสองข้าง หนักตอนเย็น ร่วมกับผิวเหนือตาตุ่มด้านในเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลคล้ำจากเม็ดเลือดแดงที่รั่วออกมาสะสม ผิวแห้ง คัน เป็นขุย บางรายมีผิวแข็งรัดรอบข้อเท้าจนขาดูเหมือนขวดคว่ำ และรายที่เป็นนานอาจมีแผลเรื้อรังตื้น ๆ เหนือตาตุ่มด้านใน

  • สาเหตุ — ลิ้นในหลอดเลือดดำที่ขาปิดไม่สนิท เลือดจึงไหลย้อนและแรงดันในหลอดเลือดฝอยสูงเรื้อรัง พบมากในผู้ที่ยืนทำงานนาน ผู้ที่มีเส้นเลือดขอด ผู้ที่น้ำหนักเกิน และผู้ที่เคยมีลิ่มเลือดที่ขามาก่อน

  • ความรุนแรงและความเร่งด่วน — ปานกลาง ไม่ฉุกเฉิน แต่เป็นภาวะเรื้อรังที่แย่ลงได้ถ้าไม่จัดการแรงดันในหลอดเลือดดำ

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อผิวเริ่มคล้ำ เมื่อคันเรื้อรังที่หน้าแข้งทั้งสองข้าง และทันทีเมื่อเริ่มมีแผลเปิด

สิ่งที่รักษาภาวะนี้จริง ๆ คือการลดแรงดันในหลอดเลือดดำ ด้วยถุงน่องทางการแพทย์ระดับแรงดัน 20–30 มิลลิเมตรปรอทในรายทั่วไป ใส่ตั้งแต่ตื่นนอนก่อนที่ขาจะบวม ร่วมกับการยกขาสูงกว่าระดับหัวใจวันละ 3–4 ครั้ง ครั้งละ 20–30 นาที ส่วนอาการอักเสบและคันใช้ยาทาสเตียรอยด์ความแรงปานกลาง เช่น โมเมทาโซนฟูโรเอต (mometasone furoate) 0.1% ทาวันละ 1 ครั้ง ประมาณ 2 สัปดาห์ ร่วมกับสารให้ความชุ่มชื้นทาวันละ 2 ครั้งอย่างสม่ำเสมอ สิ่งที่ห้ามคือการทายาฆ่าเชื้อราเพราะเข้าใจว่าเป็นเชื้อรา ซึ่งไม่ช่วยอะไรและทำให้เสียเวลา รวมถึงการใช้ยาทาที่มีนีโอมัยซินหรือส่วนผสมน้ำหอม เพราะผิวบริเวณนี้แพ้สัมผัสง่ายกว่าผิวที่อื่นมาก อ่านเพิ่มเติมที่ ผื่นที่ขา stasis dermatitis

เท้าบวมหลังบาดเจ็บ และเท้าบวมจากข้ออักเสบ

  • ลักษณะ — บวมข้างเดียวที่เริ่มทันทีหรือภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเหตุการณ์ มีรอยช้ำเขียวคล้ำตามมาใน 1–2 วัน กดเจ็บเฉพาะจุดบนกระดูกหรือเส้นเอ็น

  • สาเหตุ — ข้อเท้าพลิก เอ็นฉีก กระดูกร้าว และการใช้งานหนักเกินไป

  • กรณีที่ต่างออกไปคือเก๊าต์ — บวมแดงร้อนปวดมากที่ โคนนิ้วหัวแม่เท้า ปวดรุนแรงถึงขีดสุดภายใน 12–24 ชั่วโมง เจ็บจนผ้าห่มแตะไม่ได้ ต่างจากเนื้อเยื่ออักเสบตรงที่ขอบเขตจำกัดอยู่รอบข้อและมักมีประวัติเป็นซ้ำเป็นครั้ง ๆ

  • เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อลงน้ำหนักไม่ได้เลย เมื่อเท้าผิดรูป เมื่อชาหรือปลายเท้าซีดเย็น และเมื่อบวมแดงร้อนที่ข้อร่วมกับมีไข้ เพราะต้องแยกข้ออักเสบติดเชื้อออกไปก่อนเสมอ

เท้าบวมในผู้ป่วยเบาหวาน ทำไมต้องรีบกว่าคนอื่น

ผู้ป่วยเบาหวานมีเหตุผลสามข้อที่ทำให้เท้าบวมมีน้ำหนักต่างจากคนทั่วไป หนึ่งคือปลายประสาทเสื่อมทำให้เจ็บน้อยกว่าความจริง แผลและการติดเชื้อจึงถูกพบช้า สองคือเลือดที่ไปเลี้ยงปลายเท้าน้อยลงทำให้แผลหายช้าและเชื้อลุกลามเร็ว สามคือยาเบาหวานบางกลุ่มทำให้บวมได้เอง

ในผู้ป่วยเบาหวาน เท้าบวมข้างเดียวที่แดงหรืออุ่นขึ้น ให้ถือว่าเป็นการติดเชื้อไว้ก่อนจนกว่าจะพิสูจน์ว่าไม่ใช่ และควรพบแพทย์ในวันเดียวกัน ภาวะที่ต้องนึกถึงเพิ่มคือข้อชาร์โกต์ ซึ่งเท้าบวมแดงอุ่นโดยไม่มีไข้และไม่ค่อยเจ็บ หากรักษาช้าเท้าจะผิดรูปถาวร

เท้าบวมในผู้สูงอายุ

ในผู้สูงอายุมักไม่มีสาเหตุเดียว แต่เป็นหลายอย่างซ้อนกัน ได้แก่ ลิ้นหลอดเลือดดำเสื่อมตามอายุ กล้ามเนื้อน่องที่ทำหน้าที่ปั๊มเลือดอ่อนแรงลงจากการเดินน้อยลง ยาประจำตัวหลายชนิดที่กินร่วมกัน โปรตีนในอาหารที่ได้ไม่พอ และโรคหัวใจหรือไตที่ซ่อนอยู่

จุดที่ต้องระวังเป็นพิเศษคือ การนั่งหลับบนเก้าอี้หรือรถเข็นทั้งวันโดยห้อยขา ซึ่งทำให้บวมมากขึ้นทุกวันจนผิวตึง แตก และมีน้ำเหลืองซึม ซึ่งเป็นจุดเริ่มของการติดเชื้อ การยกขาให้สูงระดับสะโพกขึ้นไปในช่วงกลางวันและการขยับข้อเท้าขึ้นลงเป็นชุดสั้น ๆ หลายรอบต่อวันช่วยได้จริงและไม่มีค่าใช้จ่าย

แพทย์ตรวจอะไรบ้างเมื่อมาด้วยเท้าบวม

การซักประวัติและการตรวจร่างกายให้คำตอบได้มากกว่าครึ่ง ที่เหลือจึงเลือกตรวจตามสมมติฐาน

  • ตรวจร่างกาย — เทียบสองข้าง วัดเส้นรอบวงน่องที่ระดับเดียวกัน ทดสอบกดบุ๋ม ดูสีและความหนาของผิว คลำชีพจรที่หลังเท้า ฟังปอดและหัวใจ ดูหน้าท้องและตับ

  • ตรวจเลือด — การทำงานของไตและอิเล็กโทรไลต์ อัลบูมิน การทำงานของตับ ฮอร์โมนไทรอยด์ ค่า BNP หรือ NT-proBNP เมื่อสงสัยหัวใจ และ D-dimer เมื่อสงสัยลิ่มเลือด

  • ตรวจปัสสาวะ — ดูโปรตีนรั่ว ซึ่งเป็นการตรวจที่ถูกและให้ข้อมูลมากในกลุ่มบวมสองข้าง

  • ภาพวินิจฉัย — อัลตราซาวด์หลอดเลือดดำที่ขาเมื่อสงสัยลิ่มเลือดหรือลิ้นหลอดเลือดดำรั่ว เอกซเรย์เมื่อสงสัยกระดูก และคลื่นเสียงสะท้อนหัวใจเมื่อสงสัยหัวใจ

สิ่งที่ทำเองได้ระหว่างรอพบแพทย์ และสิ่งที่ห้ามทำ

สิ่งที่ช่วยได้จริงในกลุ่มที่ไม่ใช่การติดเชื้อและไม่ใช่ลิ่มเลือด

  • ยกขาสูงกว่าระดับหัวใจ วันละ 3–4 ครั้ง ครั้งละ 20–30 นาที ให้ส้นเท้าอยู่สูงกว่าหน้าอก ไม่ใช่แค่วางบนเก้าอี้เตี้ย

  • ขยับข้อเท้าขึ้นลงช้า ๆ 20 ครั้งต่อรอบ ทุกชั่วโมงที่ต้องนั่งนาน กล้ามเนื้อน่องคือปั๊มที่ดันเลือดกลับหัวใจ

  • ลดโซเดียมให้ต่ำกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน ตัวหลักในอาหารไทยคือน้ำปลา ซีอิ๊ว ซุปก้อน บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และอาหารแปรรูป

  • ใส่ถุงน่องทางการแพทย์ตั้งแต่ตื่นนอน ก่อนที่ขาจะเริ่มบวม แต่ต้องให้แพทย์ประเมินชีพจรที่เท้าก่อนในผู้ที่มีโรคหลอดเลือดแดงหรือเบาหวาน

  • ชั่งน้ำหนักตอนเช้าทุกวันและจดไว้ เพื่อให้แพทย์เห็นแนวโน้ม

สิ่งที่ห้ามทำ

  • ห้ามซื้อยาขับปัสสาวะมากินเอง — อันตรายจากภาวะขาดน้ำและเกลือแร่ผิดปกติ

  • ห้ามนวดหรือประคบร้อนขาข้างที่สงสัยลิ่มเลือด

  • ห้ามพันผ้ายืดแน่นข้ามคืนด้วยตัวเอง โดยเฉพาะในผู้ที่ชีพจรที่เท้าเบา เพราะอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงปลายเท้าไม่พอ

  • ห้ามหยุดยาความดันหรือยาหัวใจเอง แม้สงสัยว่าเป็นสาเหตุ ให้ปรึกษาแพทย์ผู้สั่งยา

  • ห้ามเจาะหรือกรีดผิวที่ตึงมีน้ำเหลืองซึมเพื่อระบายน้ำ เพราะเป็นทางเปิดให้ติดเชื้อโดยตรง

สัญญาณอันตรายที่ต้องไปโรงพยาบาลทันที

  • เท้าหรือขาบวมข้างเดียวที่เกิดเร็วภายใน 1–2 วัน ร่วมกับปวดตึงน่อง

  • เหนื่อยหอบขึ้นเฉียบพลัน เจ็บหน้าอกเวลาหายใจเข้าลึก ใจสั่น หรือไอเป็นเลือด

  • บวมแดงร้อนลามเร็วร่วมกับไข้เกิน 38 องศาเซลเซียส หรือหนาวสั่น

  • ปวดรุนแรงเกินกว่าที่ตาเห็น ผิวคล้ำม่วง มีตุ่มน้ำเลือด หรือคลำได้เสียงกรอบแกรบใต้ผิวหนัง

  • นอนราบไม่ได้ ต้องลุกนั่งจึงหายใจสะดวก หรือตื่นมาหอบกลางดึก

  • ปัสสาวะน้อยลงมากหรือไม่ปัสสาวะเลยในหนึ่งวัน

  • ในหญิงตั้งครรภ์ บวมหน้าและมือขึ้นเร็ว ปวดศีรษะรุนแรง ตาพร่า หรือจุกใต้ลิ้นปี่

  • ปลายเท้าซีด เย็น ชา หรือคลำชีพจรที่หลังเท้าไม่ได้

เมื่อไรควรพบแพทย์ผิวหนัง ไม่ใช่รอดูอาการเอง

  • บวมข้างเดียวที่มีผิวแดง ร้อน หรือกดเจ็บ ไม่ว่าจะมีไข้หรือไม่

  • ผิวบริเวณหน้าแข้งและข้อเท้าคล้ำขึ้น คัน เป็นขุย หรือเริ่มมีแผลตื้น ๆ เหนือตาตุ่ม

  • ผิวบวมตึงจนแตกและมีน้ำเหลืองซึม

  • เป็นเนื้อเยื่ออักเสบที่ขาเดิมซ้ำมากกว่า 2 ครั้งในหนึ่งปี ซึ่งมักแปลว่ายังมีประตูทางเข้าที่ยังไม่ถูกรักษา เช่น เชื้อราที่ง่ามเท้าหรือเล็บ

  • ผิวหลังนิ้วเท้าเริ่มหยิบเป็นจีบไม่ได้

  • มีเชื้อราที่ง่ามเท้าหรือส้นเท้าแตกลึกร่วมกับขาบวม ซึ่งเป็นชุดอาการที่นำไปสู่การติดเชื้อซ้ำ ดูวิธีจัดการที่ เท้าลอก เกิดจากอะไร และ น้ำกัดเท้า เกิดจากอะไร

ดูหัวข้อโรคผิวหนังอื่น ๆ ได้ที่ หน้ารวมโรคผิวหนัง

สรุปสั้น ๆ

  • เท้าบวมคือของเหลวคั่งในเนื้อเยื่อ ไม่ใช่โรค แต่เป็นสัญญาณที่ความเร่งด่วนต่างกันมากตามสาเหตุ

  • คำถามที่แยกสาเหตุได้เร็วที่สุดคือ บวมข้างเดียวหรือสองข้าง กดแล้วบุ๋มไหม และแดงร้อนไหม

  • บวมสองข้างเท่ากันมักมาจากทั้งตัว คือหัวใจ ไต ตับ ยา หรือพฤติกรรม ส่วนบวมข้างเดียวมักเป็นปัญหาเฉพาะที่ของขาข้างนั้น

  • บวมข้างเดียวที่แดงร้อนกดเจ็บคือเนื้อเยื่ออักเสบติดเชื้อ ต้องได้ยาปฏิชีวนะและต้องรักษาเชื้อราที่ง่ามเท้าซึ่งเป็นประตูทางเข้าไปพร้อมกัน

  • บวมข้างเดียวที่ปวดตึงน่องโดยไม่แดงชัดคือลิ่มเลือดอุดตันจนกว่าจะพิสูจน์ว่าไม่ใช่ ห้ามนวด ให้ไปห้องฉุกเฉิน

  • ผิวคล้ำ คัน เป็นขุยเหนือตาตุ่มพร้อมขาบวมสองข้างคือผื่นจากหลอดเลือดดำ ซึ่งรักษาด้วยการลดแรงดันในหลอดเลือดดำ ไม่ใช่ยาฆ่าเชื้อรา

  • สิ่งเดียวที่ควรทำทันทีคือ ดูว่าบวมข้างเดียวหรือสองข้าง แล้วถ้าข้างเดียวและมีอาการแดงร้อนหรือปวดน่อง ให้ไปโรงพยาบาลวันนี้ ส่วนบวมสองข้างที่ไม่มีอาการเตือน ให้ยกขา ลดเค็ม จดน้ำหนักทุกเช้า และนัดพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุ

คำถามที่พบบ่อย

เท้าบวมอันตรายไหม

ขึ้นอยู่กับว่าบวมแบบไหน เท้าบวมสองข้างเล็กน้อยตอนเย็นหลังยืนหรือนั่งทั้งวันและยุบหมดหลังนอนหนึ่งคืน ส่วนใหญ่ไม่อันตราย แต่มีสามรูปแบบที่อันตรายจริง คือบวมข้างเดียวร่วมกับปวดตึงน่องซึ่งอาจเป็นลิ่มเลือดอุดตันและอาจหลุดไปที่ปอด บวมข้างเดียวที่แดงร้อนกดเจ็บและมีไข้ซึ่งคือการติดเชื้อที่ลามได้ในหลักชั่วโมง และบวมสองข้างที่มาพร้อมอาการเหนื่อยจนนอนราบไม่ได้ซึ่งชี้ไปทางหัวใจ นอกจากนี้ในหญิงตั้งครรภ์ที่บวมหน้าและมือขึ้นเร็วร่วมกับปวดศีรษะหรือตาพร่า ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน สรุปคือไม่ควรตัดสินจากปริมาณบวม แต่ตัดสินจากว่าบวมข้างเดียวหรือไม่ และมีอาการร่วมอะไร

เท้าบวมแบบไหนเป็นโรคไต

เท้าบวมจากโรคไตมักบวมสองข้างเท่า ๆ กัน กดแล้วบุ๋มชัด และมีลักษณะเด่นที่ต่างจากสาเหตุอื่นคือ บวมที่หน้าและเปลือกตาตอนตื่นนอนเช้า แล้วพอลุกเดินไปทั้งวันจึงย้ายลงมาบวมที่เท้าตอนเย็น อาการร่วมที่ช่วยยืนยันคือ ปัสสาวะเป็นฟองละเอียดที่ไม่สลายไปเร็ว ปัสสาวะออกน้อยลง ความดันโลหิตสูงขึ้น อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร และซีดลง การตรวจที่ยืนยันได้เร็วและราคาไม่แพงคือการตรวจปัสสาวะดูโปรตีนรั่ว ร่วมกับเจาะเลือดดูค่าการทำงานของไตและอัลบูมิน ถ้ามีอาการชุดนี้ควรพบแพทย์อายุรกรรมภายในไม่กี่วัน ไม่ควรรอดูเป็นเดือน

ทำยังไงให้หายเท้าบวม

ต้องแยกก่อนว่าบวมจากอะไร เพราะวิธีที่ช่วยในกลุ่มหนึ่งอาจไม่ช่วยหรืออันตรายในอีกกลุ่ม ในกลุ่มที่บวมจากพฤติกรรมหรือหลอดเลือดดำ สิ่งที่ได้ผลจริงคือยกขาให้สูงกว่าระดับหัวใจวันละ 3–4 ครั้ง ครั้งละ 20–30 นาที ขยับข้อเท้าขึ้นลง 20 ครั้งทุกชั่วโมงที่นั่งนาน ใส่ถุงน่องทางการแพทย์ตั้งแต่ตื่นนอน ลดโซเดียมให้ต่ำกว่า 2,000 มิลลิกรัมต่อวัน และลดน้ำหนักถ้าน้ำหนักเกิน ส่วนในกลุ่มที่บวมจากหัวใจ ไต หรือตับ การรักษาคือรักษาที่โรคต้นเหตุโดยแพทย์ และในกลุ่มติดเชื้อคือยาปฏิชีวนะ สิ่งที่ห้ามทำในทุกกลุ่มคือซื้อยาขับปัสสาวะมากินเอง เพราะทำให้ขาดน้ำ ไตแย่ลง และเกลือแร่ผิดปกติได้

เท้าบวมในผู้สูงอายุเกิดจากอะไร

ในผู้สูงอายุมักไม่ได้มีสาเหตุเดียว แต่เป็นหลายอย่างพร้อมกัน ที่พบบ่อยที่สุดคือลิ้นในหลอดเลือดดำที่ขาเสื่อมตามอายุร่วมกับการเดินน้อยลงจนกล้ามเนื้อน่องซึ่งทำหน้าที่ปั๊มเลือดกลับหัวใจอ่อนแรง ถัดมาคือผลข้างเคียงของยาที่กินหลายชนิดพร้อมกัน โดยเฉพาะยาลดความดันกลุ่มแคลเซียมแชนแนลบล็อกเกอร์และยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด ตามด้วยโรคหัวใจและโรคไตที่อาจยังไม่ได้รับการวินิจฉัย และภาวะโปรตีนในอาหารไม่พอ พฤติกรรมที่ทำให้แย่ลงชัดเจนคือการนั่งห้อยขาหรือหลับบนเก้าอี้ทั้งวัน ควรพาไปพบแพทย์เพื่อทบทวนยาทั้งหมดและตรวจเลือดกับปัสสาวะพื้นฐาน โดยเฉพาะถ้าบวมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ หรือบวมข้างเดียว

เท้าบวมข้างเดียว ไม่ปวด เกิดจากอะไร

บวมข้างเดียวโดยไม่ปวดและไม่แดงที่ค่อย ๆ เป็นมากขึ้นเป็นสัปดาห์ถึงเป็นเดือน ให้นึกถึงภาวะบวมน้ำเหลืองเป็นอันดับแรก จุดสังเกตคือกดแล้วไม่ค่อยบุ๋ม ผิวหนาขึ้นเป็นยาง และหยิบผิวหลังนิ้วเท้าขึ้นเป็นจีบไม่ได้ สาเหตุที่พบคือเคยผ่าตัดเลาะต่อมน้ำเหลือง เคยฉายรังสี เคยติดเชื้อที่ผิวหนังของขาข้างนั้นซ้ำหลายครั้ง หรือโรคเท้าช้าง สาเหตุอื่นที่ต้องแยกคือลิ่มเลือดอุดตันซึ่งบางรายก็ไม่ปวดชัดเจนเช่นกัน โดยเฉพาะถ้าบวมเกิดเร็วภายในไม่กี่วัน และปัญหาลิ้นหลอดเลือดดำรั่วเฉพาะขาข้างนั้นหลังเคยมีลิ่มเลือดมาก่อน ควรพบแพทย์เพื่อตรวจอัลตราซาวด์หลอดเลือดดำ ไม่ควรสรุปเองว่าไม่ปวดแปลว่าไม่อันตราย

เท้าบวมแดง เกิดจากอะไร

บวมแดงที่เท้าหรือขา ให้แยกสามอย่างเป็นหลัก หนึ่งคือเนื้อเยื่ออักเสบติดเชื้อ ซึ่งแดงเป็นปื้นข้างเดียว ขอบค่อนข้างชัด ร้อนกว่าอีกข้างเมื่อเทียบด้วยหลังมือ กดเจ็บมาก มักมีไข้ และลามกว้างขึ้นภายในหลักชั่วโมงถึงวัน สองคือเก๊าต์ ซึ่งแดงร้อนปวดรุนแรงเฉพาะรอบข้อ โดยเฉพาะโคนนิ้วหัวแม่เท้า ปวดถึงขีดสุดภายใน 12–24 ชั่วโมง และมักเคยเป็นมาก่อนเป็นครั้ง ๆ สามคือผื่นจากหลอดเลือดดำ ซึ่งแดงคล้ำออกน้ำตาล เป็นสองข้าง คันมากกว่าเจ็บ และเป็นเรื้อรังเป็นเดือน ถ้าแยกไม่ออกให้ถือว่าเป็นการติดเชื้อไว้ก่อนและพบแพทย์ในวันนั้น โดยเฉพาะในผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่ภูมิคุ้มกันต่ำ

เอกสารอ้างอิง

  • Trayes KP, Studdiford JS, Pickle S, Tully AS. Edema: diagnosis and management. American Family Physician.

  • Ely JW, Osheroff JA, Chambliss ML, Ebell MH. Approach to leg edema of unclear etiology. Journal of the American Board of Family Medicine.

  • Raju S, Neglén P. Chronic venous insufficiency and varicose veins. New England Journal of Medicine.

  • Stevens DL, Bisno AL, Chambers HF, et al. Practice guidelines for the diagnosis and management of skin and soft tissue infections. Infectious Diseases Society of America.

  • Sullivan RJ, et al. Diagnosis and treatment of lymphedema. Journal of the American Academy of Dermatology.

  • แนวทางเวชปฏิบัติภาวะหลอดเลือดดำอุดตัน สมาคมโลหิตวิทยาแห่งประเทศไทย

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 18 กันยายน 2569

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
ไขมันที่เปลือกตา (Xanthelasma) คืออะไร อันตรายไหม และรักษาอย่างไร

ไขมันที่เปลือกตา Xanthelasma คืออะไร เกี่ยวกับไขมันในเลือดไหม แยกจากสิวข้าวสารและสิวหิน พร้อมเปรียบเทียบวิธีรักษา ความเสี่ยง และการกลับเป็นซ้ำ

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page