top of page

ฝ้า เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยกฝ้าจากกระ กระลึก และรอยดำ ฝ้ามีกี่ชนิด ทำไมเลเซอร์บางแบบยิ่งทำให้แย่ลง และการรักษาตามหลักฐาน

11 ส.ค.
ยาว 4 นาที

อัปเดตเมื่อ 3 วันที่ผ่านมา

ลักษณะฝ้าและรอยดำบนใบหน้า

ฝ้าที่หน้า หรือโรคฝ้า (Melasma) คือภาวะเม็ดสีผิวเพิ่มขึ้นแบบเรื้อรัง ทำให้เกิดปื้นสีน้ำตาลถึงเทาอมน้ำตาลค่อนข้างสมมาตรบนใบหน้า พบบ่อยที่โหนกแก้ม หน้าผาก จมูก เหนือริมฝีปาก และคาง ฝ้าเกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีที่ไวต่อแสง ฮอร์โมน และพันธุกรรม ไม่ติดต่อและไม่ใช่มะเร็ง รักษาให้จางลงและคุมได้ แต่กลับมาเข้มใหม่ได้ถ้าตัวกระตุ้นยังอยู่

ฝ้าพบมากในผู้หญิงอายุราว 20–40 ปี และผู้ชายคิดเป็นราว 10% ของผู้ป่วย บทความนี้อธิบายชนิดของฝ้า วิธีแยกจากกระ กระลึก และรอยดำ ชื่อยาที่ใช้รักษาฝ้าพร้อมระยะเวลา และเหตุผลที่รักษาแล้วฝ้ากลับมา

ฝ้าหน้าตาเป็นแบบไหน ดูอย่างไรว่าใช่ฝ้า

ฝ้าไม่มีอาการคันหรือเจ็บ คนส่วนใหญ่สังเกตเห็นจากกระจกหรือจากรูปถ่าย ลักษณะร่วมที่ทำให้นึกถึงฝ้ามี 5 ข้อ

  • เป็นปื้น ไม่ใช่จุด: ปื้นแบน คลำไม่นูน ขอบหยักไม่เรียบ

  • เป็นสองข้างคล้ายกัน: ถ้าเป็นข้างเดียวชัดเจน ควรนึกถึงโรคอื่นก่อน

  • อยู่ตรงที่โดนแดด: โหนกแก้ม หน้าผาก สันจมูก เหนือริมฝีปาก คาง

  • สีเปลี่ยนตามฤดูและแดด: เข้มขึ้นหลังเที่ยวทะเลหรือทำงานกลางแจ้ง จางลงเมื่อหลบแดดได้ต่อเนื่อง

  • ค่อย ๆ เป็น: ขึ้นทีละน้อยเป็นเดือน ไม่ได้เกิดข้ามคืน

ลักษณะเหล่านี้ช่วยให้สงสัยได้ แต่ยังยืนยันเองไม่ได้ เพราะรอยคล้ำบนหน้ามีหลายโรคที่ขึ้นตรงจุดเดียวกันและบางโรคเกิดร่วมกับฝ้า

ฝ้า เกิดจากอะไร

ฝ้าเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน เซลล์สร้างเม็ดสี (melanocyte) ในบริเวณที่เป็นฝ้าไวกว่าปกติ เมื่อโดนตัวกระตุ้นจึงสร้างเม็ดสีเมลานินมากเกินไป งานวิจัยยังพบว่าผิวบริเวณฝ้ามีร่องรอยความเสียหายจากแดด เส้นเลือดฝอยเพิ่มขึ้น และเซลล์ในหนังแท้ส่งสัญญาณกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสีร่วมด้วย

  • แสงแดดและแสงที่มองเห็น: เป็นตัวกระตุ้นหลัก ทั้งรังสี UVA และ UVB และแสงที่มองเห็นได้ซึ่งกระตุ้นเม็ดสีได้ชัดในผิวคนเอเชีย

  • ฮอร์โมน: การตั้งครรภ์ ยาคุมกำเนิด และฮอร์โมนทดแทน

  • พันธุกรรมและสีผิว: พบบ่อยในผิวสีกลางถึงคล้ำ (Fitzpatrick III–V) และหลายคนมีญาติสายตรงเป็นฝ้า

  • ความร้อนและการระคายเคือง: ความร้อนสะสม การขัดหน้า ลอกหน้า และครีมที่แสบ กระตุ้นการอักเสบและเม็ดสีต่อ

  • ยาและเครื่องสำอาง: ยาที่ทำให้ไวต่อแสง น้ำหอม และครีมที่ไม่ทราบส่วนผสม

ส่วนแสงจากหน้าจอมีปริมาณน้อยกว่าแสงแดดมาก จึงยังไม่มีหลักฐานชัดว่าเป็นสาเหตุหลักของฝ้า ความเครียดและการอดนอนก็มีข้อมูลจำกัด ไม่ควรมองข้ามแดดแล้วไปโฟกัสแค่เรื่องเหล่านี้

ฝ้ามีกี่ชนิด แพทย์แบ่งอย่างไร

แพทย์แบ่งฝ้าได้ 3 แบบใหญ่ แบบแรกตามความลึกของเม็ดสี คือ ฝ้าตื้น ฝ้าลึก และฝ้าผสม แบบที่สองตามตำแหน่ง คือ แก้ม กลางหน้า และกราม แบบที่สามตามตัวกระตุ้น คือ ฮอร์โมนและแสงแดด คนหนึ่งคนอาจเข้าได้หลายแบบพร้อมกัน

ในการตรวจ แพทย์ดูสีและขอบของฝ้าในแสงที่พอ และอาจใช้ไฟวูด (Wood's lamp) ซึ่งเป็นแสงอัลตราไวโอเลตคลื่นยาว ฝ้าตื้นจะเห็นเข้มชัดขึ้น ฝ้าลึกแทบไม่เปลี่ยน และฝ้าผสมเปลี่ยนเพียงบางส่วน อย่างไรก็ดีการแยกชั้นด้วยวิธีนี้ไม่แม่นทุกครั้งในผิวคล้ำ จึงต้องแปลผลร่วมกับการดูด้วยตาและประวัติ รายที่ไม่ชัดอาจต้องส่องกล้องขยายผิวหรือตัดชิ้นเนื้อ

ฝ้าตื้น (Epidermal melasma)

ลักษณะ: ปื้นสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลเข้ม ขอบค่อนข้างชัด

สาเหตุ: เม็ดสีสะสมในชั้นหนังกำพร้าเป็นหลัก กระตุ้นด้วยแดด ฮอร์โมน และการระคายเคือง

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย ไม่เร่งด่วน เป็นกลุ่มที่ตอบสนองต่อยาทาดีกว่าชนิดอื่น มักเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงใน 8–12 สัปดาห์

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อจะเริ่มใช้ยาลดเม็ดสี หรือทาครีมเองเกิน 8 สัปดาห์แล้วสีไม่ขยับ

ฝ้าลึก (Dermal melasma)

ลักษณะ: ปื้นสีเทาอมน้ำตาลหรือเทาอมฟ้า ขอบเลือนเข้าหาผิวปกติ

สาเหตุ: เม็ดสีหล่นลงไปอยู่ในหนังแท้ ถูกเซลล์เก็บกินเม็ดสีเก็บไว้ ยาทาจึงเข้าถึงได้จำกัด

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่จางช้า ต้องวางแผนเป็นเดือน และบางส่วนอาจไม่จางเต็มที่ ฝ้าแบบนี้เข้มขึ้นได้ถ้าใช้พลังงานเลเซอร์สูงเกินไป

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ก่อนเริ่มเลเซอร์ทุกชนิด เพราะต้องแยกจากกระลึกก่อน อ่านต่อที่ ฝ้าลึกกับฝ้าตื้นต่างกันอย่างไร

ฝ้าผสม (Mixed melasma)

ลักษณะ: บางส่วนน้ำตาล บางส่วนเทาอยู่ในปื้นเดียวกัน เป็นแบบที่พบบ่อยในผิวคนไทย

สาเหตุ: มีเม็ดสีทั้งในหนังกำพร้าและหนังแท้ มักมีแดดสะสมและเส้นเลือดฝอยร่วมด้วย

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย ส่วนตื้นจางก่อน ส่วนลึกจางช้า ทำให้ช่วงหลังดูเหมือนยาหยุดทำงาน ทั้งที่เป็นธรรมชาติของโรค

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ใช้ยาครบ 12 สัปดาห์แล้วดีขึ้นไม่พอ หรือเคยเลเซอร์แล้วเข้มขึ้น ดูแนวทางต่อที่ รักษาฝ้าไม่หาย ทำอย่างไรต่อ

ฝ้าที่โหนกแก้ม (Malar melasma)

ลักษณะ: ปื้นบนโหนกแก้มและสันแก้มสองข้าง อาจลามไปขมับ

สาเหตุ: โหนกแก้มรับแดดตรงที่สุดบนใบหน้า จึงเห็นผลจากแดดและการถูหน้าได้ชัด

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่เร่งด่วน แต่ตำแหน่งนี้ทับซ้อนกับกระลึกและกระแดดบ่อยมาก จึงเป็นจุดที่วินิจฉัยสับสนง่าย

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อเห็นเป็นจุดสีเทาเล็ก ๆ ปนในปื้น หรือทายาฝ้าแล้วส่วนใดส่วนหนึ่งไม่จางเลย

ฝ้ากลางหน้า (Centrofacial melasma)

ลักษณะ: ปื้นที่หน้าผาก จมูก แก้มด้านใน เหนือริมฝีปาก และคาง เป็นรูปแบบที่พบบ่อยในตำราส่วนใหญ่

สาเหตุ: แดดร่วมกับฮอร์โมน บริเวณเหนือริมฝีปากมักชัดในผู้ที่ใช้ยาคุมหรือกำลังตั้งครรภ์

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่มองเห็นง่าย ผิวรอบปากบางและระคายเคืองง่าย การใช้ยาต้องระวังเป็นพิเศษ

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ยาทาทำให้รอบปากแดงแสบ หรือมีตุ่มเล็ก ๆ ขึ้น ซึ่งอาจเป็นผลจากสเตียรอยด์

ฝ้าแนวกราม (Mandibular melasma)

ลักษณะ: ปื้นตามแนวกรามและคางด้านล่าง อาจลงไปถึงลำคอ

สาเหตุ: มักสัมพันธ์กับแดดสะสมและพบในวัยใกล้หรือหลังหมดประจำเดือนมากกว่า

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่เร่งด่วน พบน้อยกว่าสองตำแหน่งแรก และต้องแยกจากรอยคล้ำจากการแพ้เครื่องสำอางหรือน้ำหอม

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อมีประวัติคันแดงก่อนคล้ำ หรือคล้ำลงคอเป็นลายตาข่าย ซึ่งอาจไม่ใช่ฝ้า

ฝ้าจากฮอร์โมน: ตั้งครรภ์และยาคุมกำเนิด

ลักษณะ: ฝ้าขึ้นหรือเข้มเร็วขณะตั้งครรภ์ (chloasma หรือหน้ากากการตั้งครรภ์) หรือภายในไม่กี่เดือนหลังเริ่มยาฮอร์โมน

สาเหตุ: เอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรนกระตุ้นเซลล์สร้างเม็ดสี แดดยังเป็นตัวร่วมสำคัญ ข้อมูลส่วนใหญ่รายงานว่าฝ้าเกิดในหญิงตั้งครรภ์ราว 15–50%

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย ฝ้าจากการตั้งครรภ์ส่วนหนึ่งจางเองใน 6–12 เดือนหลังคลอด แต่บางรายอยู่ต่อ ระหว่างตั้งครรภ์ใช้กันแดดชนิดมีสีเป็นหลัก แพทย์อาจพิจารณากรดอะเซลาอิก และเลี่ยงไฮโดรควิโนน เทรทิโนอิน และยากินทราเนซามิก

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ก่อนใช้ยาลดเม็ดสีทุกชนิดระหว่างตั้งครรภ์หรือให้นม ถ้าสงสัยว่ายาคุมเป็นตัวกระตุ้น ให้ปรึกษาสูตินรีแพทย์เรื่องวิธีคุมกำเนิดอื่น อย่าหยุดยาคุมเองโดยไม่มีวิธีทดแทน

ฝ้าจากแดดและแสงที่มองเห็น

ลักษณะ: เข้มขึ้นชัดหลังออกแดด แม้ไม่เคยตั้งครรภ์หรือใช้ฮอร์โมน พบในผู้ชายและผู้ที่ทำงานกลางแจ้งหรือขับรถเป็นประจำ

สาเหตุ: รังสี UV และแสงที่มองเห็นกระตุ้นเม็ดสี กันแดดใสแบบไม่มีสีกันแสงที่มองเห็นได้น้อย คนที่ทากันแดดสม่ำเสมอจึงยังเข้มขึ้นได้

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่เร่งด่วน แต่เป็นแบบที่กลับซ้ำได้ง่ายถ้าลักษณะงานเปลี่ยนไม่ได้

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อทากันแดดสม่ำเสมอแล้วยังเข้มขึ้นทุกครั้งที่ออกแดด หรือมีจุดที่รูปร่างเปลี่ยนในบริเวณเดียวกัน

กระแดด (Solar lentigines) ไม่ใช่ฝ้า

ลักษณะ: จุดสีน้ำตาลขอบชัด ขนาดไม่กี่มิลลิเมตรถึงราว 1–2 เซนติเมตร แยกเป็นจุด ไม่เป็นปื้นสองข้าง ส่วนกระแบบเด็ก (ephelides) จะเล็กกว่าและจางลงเมื่อโดนแดดน้อย

สาเหตุ: แสงแดดสะสมหลายปี พบมากในวัยกลางคนขึ้นไป

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย ตอบสนองต่อเลเซอร์ต่างจากฝ้ามาก การใช้ค่าพลังงานเดียวกันทั้งหน้าอาจทำให้ฝ้าที่อยู่ข้างกันเข้มขึ้น อ่านเพิ่มที่ กระแดดต่างจากฝ้าอย่างไร และถ้าเป็นจุดเล็กมากสีเข้ม ดู ขี้แมลงวัน เกิดจากอะไร

เมื่อไรต้องพบแพทย์: เมื่อจุดโตเร็ว สีไม่สม่ำเสมอ ขอบขรุขระ หรือเป็นแผล ซึ่งต้องตรวจแยกมะเร็งผิวหนังก่อน

กระลึก (ABNOM หรือ Hori's nevus) ไม่ใช่ฝ้าลึก

ลักษณะ: จุดเล็กสีเทาน้ำตาลถึงเทาอมฟ้าจำนวนมาก อยู่ที่โหนกแก้มสองข้าง บางคนมีที่ขมับ หน้าผาก หรือจมูก มักเริ่มในวัยผู้ใหญ่

สาเหตุ: มีเซลล์สร้างเม็ดสีอยู่ในหนังแท้ ไม่ใช่การสร้างเม็ดสีมากขึ้นแบบฝ้า

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นฝ้าลึก ยาลดเม็ดสีได้ผลน้อย การรักษาหลักคือเลเซอร์สลายเม็ดสีตามที่แพทย์ประเมิน ซึ่งใช้หลักการต่างจากการรักษาฝ้า

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทายาฝ้าครบ 3–4 เดือนแล้วสีเท่าเดิม หรือเห็นเป็นจุดเล็กปนในปื้นที่โหนกแก้ม

รอยดำหลังอักเสบ (Post-inflammatory hyperpigmentation)

ลักษณะ: รอยน้ำตาลถึงดำตรงจุดที่เคยเป็นสิว ผื่น แผล หรือไหม้จากหัตถการ รูปร่างตามรอยเดิม ไม่สมมาตรแบบฝ้า

สาเหตุ: การอักเสบกระตุ้นให้ผิวสร้างเม็ดสีเพิ่ม เกิดง่ายในผิวคล้ำ

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย มักจางเองในหลายสัปดาห์ถึง 6–12 เดือนหากคุมต้นเหตุและกันแดดได้

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ยังมีสิวหรือผื่นขึ้นใหม่ เพราะต้องรักษาต้นเหตุก่อน รายละเอียดอยู่ที่ รอยดำหลังอักเสบ

รอยคล้ำจากการแพ้เครื่องสำอาง (Riehl's melanosis)

ลักษณะ: ผิวสีน้ำตาลเทาลายตาข่ายที่หน้าผาก ขมับ ข้างแก้ม และลำคอ

สาเหตุ: การแพ้สัมผัสเรื้อรังจากน้ำหอมและส่วนผสมในเครื่องสำอาง บางรายแทบไม่มีอาการคันนำมาก่อน

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ฉุกเฉิน แต่จะไม่ดีขึ้นถ้ายังใช้สารเดิม การรักษาเริ่มจากการหาและเลิกสารนั้น บางรายต้องทดสอบภูมิแพ้สัมผัส (patch test)

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ผิวคล้ำขึ้นหลังเปลี่ยนเครื่องสำอาง หรือคล้ำเป็นลายตาข่าย ดูเพิ่มที่ Riehl's melanosis รอยดำจากเครื่องสำอาง

ผิวคล้ำจากครีมหน้าขาว (Exogenous ochronosis)

ลักษณะ: ปื้นน้ำเงินเทาถึงดำอมเทา มีจุดเล็กคล้ายไข่ปลาบนโหนกแก้ม แก้ม และขมับ

สาเหตุ: ทาไฮโดรควิโนนต่อเนื่องนานเกินโดยไม่มีแพทย์ดูแล ส่วนครีมนอกระบบอาจมีสเตียรอยด์หรือปรอทซึ่งทำให้ผิวบางและคล้ำเพิ่ม

ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่ฉุกเฉิน แต่แก้ยากกว่าฝ้าเดิม และการหยุดสเตียรอยด์ทันทีอาจทำให้ผื่นกำเริบ จึงควรมีแพทย์วางแผนหยุดยา

เมื่อไรต้องพบแพทย์: ทันทีที่รู้สึกว่าครีมทำให้หน้าแดง แสบ หรือคล้ำขึ้น ควรนำครีมที่ใช้ทุกตัวมาให้แพทย์ดูด้วย

กันแดด: ขั้นแรกของการรักษาฝ้า

กันแดดเป็นการรักษาฝ้าโดยตรง ถ้าส่วนนี้ขาด ยาทาและเลเซอร์มักรักษาผลไว้ไม่ได้

  • ชนิด: SPF 30 เป็นขั้นต่ำ แต่ในคนเป็นฝ้าแนะนำ SPF 50 ขึ้นไป PA++++ และควรเป็นชนิดมีสีที่มีไอรอนออกไซด์ (iron oxide) เพื่อกันแสงที่มองเห็นได้

  • ปริมาณ: หน้าและลำคอราว 2 ข้อนิ้ว ก่อนออกแดด 15 นาที

  • การทาซ้ำ: ทุก 2 ชั่วโมงเมื่ออยู่กลางแจ้งหรือเหงื่อออกมาก

  • เสริม: หมวกปีกกว้าง หลบแดดช่วง 10:00–16:00 น. และทาแม้ขับรถหรือนั่งริมหน้าต่าง

รักษาฝ้าด้วยยาทา: ชื่อยา ความแรง และระยะเวลา

ยาทาคือการรักษาหลักของฝ้าส่วนใหญ่ รายการนี้ช่วยให้เข้าใจแผนการรักษา ส่วนการเลือกและการสั่งยาเป็นหน้าที่ของแพทย์ ซึ่งดูจากชนิดฝ้า การตั้งครรภ์ และความไวของผิว ในประเทศไทยไฮโดรควิโนนเป็นสารที่ห้ามใส่ในเครื่องสำอาง จึงไม่ควรซื้อครีมที่มีสารนี้มาทาเอง

  • ยาสูตรผสมสามตัว (triple combination): ไฮโดรควิโนน (hydroquinone) 4% เทรทิโนอิน (tretinoin) 0.05% และฟลูโอซิโนโลน อะเซโทไนด์ (fluocinolone acetonide) 0.01% ทาเฉพาะบริเวณฝ้าก่อนนอน ไม่เกินราว 8 สัปดาห์ต่อรอบ แล้วแพทย์ประเมินเพื่อลดลง สิ่งที่ตัดสินผลคือความลึกของเม็ดสีและแผนหลังครบ 8 สัปดาห์ เพราะใช้นานเกินเสี่ยงผิวบางจากสเตียรอยด์

  • ไฮโดรควิโนน (hydroquinone) 2–4%: ทาก่อนนอน เห็นผลชัดที่ 8–12 สัปดาห์ ใช้ต่อเนื่องไม่เกิน 3–4 เดือนแล้วพักหรือเปลี่ยนยา สิ่งที่ตัดสินผลคือวินัยในการกันแดดและการหยุดให้ตรงเวลา ใช้นานเกินเสี่ยงผิวคล้ำถาวร (ochronosis)

  • กรดอะเซลาอิก (azelaic acid) 15–20%: ทาวันละ 2 ครั้ง นาน 12–24 สัปดาห์ เหมาะกับผู้ที่มีสิวร่วมและเป็นทางเลือกช่วงตั้งครรภ์ สิ่งที่ตัดสินผลคือการทาได้ต่อเนื่องครบเวลา เพราะออกฤทธิ์ช้าและช่วงแรกอาจแสบคัน

  • เทรทิโนอิน (tretinoin) 0.025–0.05%: ทาก่อนนอน มักต้องใช้นานถึง 24 สัปดาห์ ห้ามใช้เมื่อตั้งครรภ์หรือวางแผนตั้งครรภ์ สิ่งที่ตัดสินผลคือการเลี่ยงการระคายเคือง เพราะผิวที่อักเสบอาจเกิดรอยดำเพิ่ม

  • ซิสเทียมีน (cysteamine) 5%: ทา 15 นาทีแล้วล้างออก วันละ 1 ครั้ง นาน 16 สัปดาห์ เป็นทางเลือกเมื่อไม่ควรใช้ไฮโดรควิโนน สิ่งที่ตัดสินผลคือการใช้ตรงเวลาและกันแดดร่วม

  • ยาเสริม: กรดโคจิก (kojic acid) 1–4% ไนอะซินาไมด์ (niacinamide) 4–5% และกรดทราเนซามิกชนิดทา (topical tranexamic acid) 2–5% ใช้เสริมหรือใช้ช่วงคุมอาการ มีหลักฐานเบากว่ากลุ่มหลัก

เกณฑ์ตัดสินคือสีและพื้นที่ของฝ้าเทียบกับตอนเริ่มที่สัปดาห์ 8–12 ถ้ายังไม่ขยับ แพทย์จะทบทวนการวินิจฉัย การกันแดด และเปลี่ยนแผน เปรียบเทียบยาหลักได้ที่ ไฮโดรควิโนน ทราเนซามิก และซิสเทียมีน ต่างกันอย่างไร

ยากินทราเนซามิกในการรักษาฝ้า

กรดทราเนซามิก (tranexamic acid) ชนิดรับประทานเป็นทางเลือกในฝ้าปานกลางถึงรุนแรง หรือฝ้าที่ดื้อต่อยาทา เป็นการใช้นอกข้อบ่งใช้ที่ขึ้นทะเบียน แพทย์จึงต้องซักประวัติเรื่องลิ่มเลือดก่อนสั่งทุกครั้ง ไม่ควรซื้อกินเอง

  • ขนาดที่ใช้บ่อยในการศึกษา: 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง นาน 8–12 สัปดาห์ บางแผนแพทย์ขยายถึง 3–6 เดือนโดยติดตามเป็นระยะ เริ่มเห็นผลราวสัปดาห์ที่ 4–8 ใช้ร่วมกับยาทาและกันแดด

  • ห้ามหรือต้องระวัง: เคยมีลิ่มเลือดอุดตัน โรคหลอดเลือดสมองหรือหัวใจ โรคไตรุนแรง กำลังใช้ยาคุมชนิดฮอร์โมนรวม สูบบุหรี่จัด ตั้งครรภ์หรือให้นม

  • ผลข้างเคียงที่พบได้: ปวดท้องเล็กน้อย ประจำเดือนน้อยลง ปวดศีรษะ

  • ต้องหยุดยาและพบแพทย์ทันที: ปวดบวมน่องข้างเดียว เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก หรือตามัวฉับพลัน

  • หลังหยุดยา: ฝ้าอาจกลับมาภายในไม่กี่เดือนถ้าไม่มียาทาและกันแดดรองรับ

สิ่งที่ตัดสินความเหมาะสมคือประวัติความเสี่ยงลิ่มเลือดมากกว่าความเข้มของฝ้า ผู้ที่ความเสี่ยงสูงจะไม่ได้รับยานี้แม้ฝ้าจะเป็นมาก

เลเซอร์รักษาฝ้า: กลไกและความคาดหวังที่ตรงความจริง

เลเซอร์เป็นตัวเสริม ไม่ใช่การรักษาแนวแรกของฝ้า แพทย์จะพิจารณาเมื่อใช้ยาทาและกันแดดครบ 8–12 สัปดาห์แล้วยังไม่พอ หรือในฝ้าผสมและฝ้าลึกที่ดื้อยา ไม่มีเลเซอร์ชนิดใดที่ทำครั้งเดียวแล้วฝ้าหายถาวร โดยทั่วไปต้องทำหลายครั้ง ต้องใช้ยาทาต่อ ผลต่างกันในแต่ละคน และเมื่อหยุดดูแลฝ้าอาจกลับมา

  • เลเซอร์พิโควินาที: ปล่อยพลังงานในช่วงเวลาสั้นมากเพื่อสลายเม็ดสีเป็นอนุภาคเล็ก เกิดความร้อนสะสมน้อย ในฝ้าใช้แบบพลังงานต่ำ เว้นระยะราว 2–4 สัปดาห์ต่อครั้ง

  • เลเซอร์แบบแฟรกชัน: สร้างแผลขนาดเล็กเป็นจุดเพื่อเร่งการผลัดเซลล์ การบาดเจ็บของผิวอาจกระตุ้นรอยดำและฝ้าให้เข้มขึ้นในผิวคล้ำ จึงไม่ใช่ตัวเลือกต้น ๆ และใช้เฉพาะรายที่เหมาะสม

  • คลื่นวิทยุผ่านเข็ม (RF microneedling): ส่งพลังงานลงหนังแท้ผ่านเข็มละเอียด มีข้อมูลเบื้องต้นในฝ้าที่ไม่ตอบสนองต่อวิธีอื่น หลักฐานยังจำกัด

  • เลเซอร์หลอดเลือด: พิจารณาเฉพาะรายที่มีเส้นเลือดฝอยหรือรอยแดงเด่นร่วมกับฝ้า เป็นการจัดการองค์ประกอบของหลอดเลือด ไม่ใช่ตัวลดเม็ดสีโดยตรง

ทำไมเลเซอร์บางแบบทำให้ฝ้าเข้มขึ้น

เซลล์สร้างเม็ดสีในบริเวณฝ้าไวต่อการกระตุ้นอยู่แล้ว พลังงานหรือความร้อนที่สูงเกิน การทำถี่เกิน และการตากแดดหลังทำ จึงกระตุ้นการอักเสบและทำให้สร้างเม็ดสีเพิ่ม อาการนี้เรียกว่าฝ้าเข้มกลับ (rebound) เกิดได้ตั้งแต่ไม่กี่สัปดาห์หลังทำ และแก้ยากกว่าเดิม

อีกเหตุหนึ่งคือการวินิจฉัยไม่ครบ คนที่มีทั้งฝ้า กระแดด และกระลึกบนหน้าเดียวกันต้องใช้แผนต่างกันในแต่ละรอย การยิงค่าเดียวเต็มหน้าที่ตั้งไว้สำหรับกระอาจทำให้ฝ้าข้างเคียงแย่ลง นี่คือเหตุที่ต้องแยกโรคก่อนเริ่ม

ใครควรเลื่อนหรือเลี่ยงเลเซอร์ฝ้า

  • ตั้งครรภ์หรือให้นม ควรเลื่อนออกไปก่อน

  • ผิวไหม้แดด หรือเพิ่งออกแดดจัดมา

  • มีการติดเชื้อหรือผื่นอักเสบตรงบริเวณที่จะทำ เช่น เริมที่กำลังกำเริบ

  • ใช้ยาที่ทำให้ไวต่อแสง หรือเพิ่งกินยากลุ่มไอโซเทรติโนอิน ต้องแจ้งแพทย์ก่อนเสมอ

  • มีประวัติแผลเป็นนูน คีลอยด์ หรือรอยดำหลังอักเสบรุนแรง

  • เคยทำเลเซอร์แล้วฝ้าเข้มกลับ ต้องทบทวนแผนกับแพทย์ก่อนทำซ้ำ

  • มีรอยที่ยังไม่ได้แยกโรค เช่น จุดที่โตเร็วหรือสีไม่สม่ำเสมอ

ผลข้างเคียงและการดูแลหลังเลเซอร์

  • อาการที่พบได้: แดง ร้อน และบวมเล็กน้อย ไม่กี่ชั่วโมงถึง 1–2 วัน

  • ความเสี่ยงที่ควรรู้: ฝ้าเข้มกลับ รอยดำหลังอักเสบ จุดขาวเป็นหย่อม (guttate hypopigmentation) เมื่อทำถี่หรือใช้พลังงานไม่เหมาะ แผลหรือตุ่มน้ำซึ่งพบไม่บ่อย และไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง

  • การดูแล: ล้างหน้าเบา ๆ ทามอยส์เจอไรเซอร์ กันแดดทุกวัน งดสครับและกรดผลัดเซลล์ราว 3–5 วันหรือตามที่แพทย์แนะนำ และใช้ยาทาที่แพทย์สั่งต่อ

  • กลับมาพบแพทย์เมื่อ: มีตุ่มน้ำ หนอง ปวดมากขึ้น หรือรอยเข้มลงเรื่อย ๆ หลังทำ 2–4 สัปดาห์

การผ่าตัดไม่ใช่การรักษาฝ้า ส่วนรอยที่สงสัยมะเร็งผิวหนังหรือวินิจฉัยไม่ชัด การตัดชิ้นเนื้อไปตรวจคือคำตอบที่เหมาะกว่าเลเซอร์

ทำไมรักษาฝ้าแล้วกลับมา

ฝ้าเป็นภาวะเรื้อรัง เซลล์สร้างเม็ดสีบริเวณนั้นยังไวต่อการกระตุ้นแม้สีจางลงแล้ว การกลับมาจึงเป็นเรื่องพบบ่อย ไม่ได้แปลว่ายาไม่ได้ผล สาเหตุที่พบบ่อยคือ

  • กันแดดไม่พอ: ทาน้อยเกิน ไม่ทาซ้ำ หรือใช้ชนิดไม่มีสี โดยเฉพาะช่วงเดินทางและทำงานกลางแจ้ง

  • ตัวกระตุ้นยังอยู่: ยาคุมกำเนิด ฮอร์โมนทดแทน หรือการตั้งครรภ์ครั้งใหม่

  • หยุดยาทันทีเมื่อสีจาง: ไม่มีแผนลดยาและยาคุมอาการต่อ

  • เลเซอร์ถี่หรือแรงเกิน: เกิดการอักเสบแล้วเข้มกลับ

  • การระคายเคืองต่อเนื่อง: ถูหน้าแรง สครับ หรือครีมที่แสบ

  • วินิจฉัยไม่ครบ: ส่วนที่ไม่จางคือกระลึกหรือรอยคล้ำจากครีมซึ่งไม่ใช่ฝ้า

เมื่อสีจางถึงเป้าแล้ว แพทย์มักลดยาหลักเป็นยาที่ใช้ระยะยาวได้ปลอดภัยกว่า เช่น กรดอะเซลาอิก และนัดประเมินเป็นระยะ การรักษาระยะแรกมักใช้เวลาราว 3–6 เดือน ส่วนกันแดดต้องทำต่อเนื่อง

ความเชื่อเรื่องฝ้าที่ไม่ตรงกับหลักฐาน

  • ฝ้าเกิดจากการขาดวิตามิน: ฝ้าไม่ใช่ภาวะขาดวิตามิน การกินวิตามินซีหรืออีไม่ได้รักษาฝ้าโดยตรง

  • เป็นฝ้าต้องงดของทอด ของหวาน: อาหารไม่ใช่สาเหตุหลัก การคุมอาหารดีต่อสุขภาพ แต่ไม่ได้ทำให้ฝ้าจาง

  • ขัดหรือลอกหน้าแรง ๆ แล้วฝ้าจะออก: การระคายเคืองกลับกระตุ้นการอักเสบและทำให้เข้มขึ้น

  • กันแดดอะไรก็ได้: กันแดดใสไม่มีสีกันแสงที่มองเห็นได้น้อย จึงอาจไม่พอสำหรับฝ้า

  • ยิงเลเซอร์แล้วจบ: เลเซอร์เป็นตัวเสริม และยังต้องกันแดดกับใช้ยาทาต่อ

เมื่อไรควรพบแพทย์ผิวหนังเรื่องฝ้า

  • ไม่แน่ใจว่ารอยบนหน้าเป็นฝ้า กระ กระลึก หรือรอยดำ

  • ทาครีมเองเกิน 8 สัปดาห์แล้วไม่จาง หรือกลับเข้มขึ้น

  • ใช้ครีมไม่ทราบส่วนผสมแล้วหน้าแดง แสบ หรือคล้ำ

  • ตั้งครรภ์ ให้นม หรือวางแผนมีบุตร และต้องการรักษาฝ้า

  • สนใจยากินหรือเลเซอร์ ซึ่งต้องมีแพทย์ประเมินข้อห้ามก่อน

  • มีจุดที่โตเร็ว สีไม่สม่ำเสมอ ขอบขรุขระ หรือเป็นแผล ควรตรวจโดยเร็ว

หากกำลังหาที่ตรวจ มีหน้าแยกสำหรับ วิธีเลือกคลินิกรักษาฝ้า แถวกรุงเทพ–สมุทรปราการ และข้อมูลเรื่องการตรวจ เวลา และการเดินทางอยู่ที่หน้า คลินิกรักษาฝ้า สมุทรปราการ–บางนา

สรุปสั้น ๆ

  • ฝ้า (Melasma) คือปื้นน้ำตาลถึงเทาสองข้างบนใบหน้า ไม่ติดต่อ ไม่ใช่มะเร็ง และเป็นภาวะเรื้อรัง

  • ฝ้าแบ่งเป็นฝ้าตื้น ฝ้าลึก และฝ้าผสม โดยฝ้าตื้นตอบสนองต่อยาทาดีกว่า

  • กระแดด กระลึก รอยดำหลังอักเสบ และรอยคล้ำจากครีมรักษาไม่เหมือนฝ้า จึงต้องแยกโรคก่อน

  • การรักษาหลักคือกันแดดชนิดมีสี SPF 50 ขึ้นไป ร่วมกับยาทาที่แพทย์สั่ง และประเมินผลที่ 8–12 สัปดาห์

  • ยากินทราเนซามิก 250 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง และเลเซอร์เป็นตัวเสริมที่ต้องประเมินความเสี่ยงโดยแพทย์

  • ฝ้ากลับมาได้ จึงต้องกันแดดและคุมตัวกระตุ้นต่อเนื่อง

คำถามที่พบบ่อยเรื่องฝ้าที่หน้า

อยู่ดี ๆ ก็เป็นฝ้าที่หน้า เกิดจากอะไร

ฝ้ามักไม่ได้เกิดอยู่ดี ๆ แต่เกิดจากเซลล์สร้างเม็ดสีที่ไวอยู่แล้วตามพันธุกรรม แล้วเจอตัวกระตุ้น ที่พบบ่อยคือแสงแดดกับแสงที่มองเห็น ยาคุมกำเนิด การตั้งครรภ์ ฮอร์โมนทดแทน และการระคายเคืองจากครีมหรือการขัดหน้า ลองทบทวนช่วง 3–6 เดือนก่อนฝ้าขึ้นว่าเริ่มยาหรือเปลี่ยนครีมอะไร หรือออกแดดบ่อยขึ้นหรือไม่ แล้วนำข้อมูลนี้และครีมที่ใช้อยู่ไปให้แพทย์ดู จะช่วยวางแผนรักษาได้ตรงขึ้น

ฝ้ารักษาให้หายไปเลยได้ไหม หรือต้องทายาไปตลอด

ฝ้าเป็นภาวะเรื้อรัง จึงรักษาให้จางลงและคุมได้ แต่ไม่มีวิธีที่บอกได้ว่าจะไม่กลับมาอีก ฝ้าจากการตั้งครรภ์หรือยาคุมบางรายจางเองเมื่อตัวกระตุ้นหมดไป ส่วนใหญ่ใช้ยาหลักช่วงแรกราว 3–6 เดือน แล้วลดเป็นยาที่ใช้ระยะยาวได้ปลอดภัยกว่า ไม่ได้ต้องทายาแรงตลอดชีวิต ที่ต้องทำต่อเนื่องจริง ๆ คือการทากันแดดชนิดมีสีทุกวัน เพราะแสงเป็นตัวกระตุ้นให้กลับมาเข้มได้เร็วที่สุด

เป็นฝ้าทายาอะไร ซื้อครีมทาเองได้ไหม

ยาที่ใช้บ่อยคือยาสูตรผสมสามตัวราว 8 สัปดาห์ ไฮโดรควิโนน 2–4% ไม่เกิน 3–4 เดือน กรดอะเซลาอิก 15–20% และซิสเทียมีน 5% การเลือกยาเป็นหน้าที่ของแพทย์ เพราะขึ้นกับชนิดฝ้าและการตั้งครรภ์ ไม่แนะนำให้ซื้อครีมลดฝ้าทาเองโดยไม่ทราบส่วนผสม เพราะครีมนอกระบบอาจมีสเตียรอยด์ ปรอท หรือไฮโดรควิโนนที่ไม่ระบุบนฉลาก ซึ่งอาจทำให้ผิวบางหรือคล้ำถาวร สิ่งที่เริ่มเองได้ทันทีคือกันแดดชนิดมีสี

ฝ้ากับกระ ดูยังไงว่าต่างกัน

ฝ้าเป็นปื้นแบนขอบหยักสองข้างของใบหน้า มักเข้มขึ้นหลังออกแดด ส่วนกระเป็นจุดแยกกันขอบชัด กระแดดพบมากในวัยกลางคนขึ้นไป ขนาดไม่กี่มิลลิเมตรถึงราว 1–2 เซนติเมตร ขณะที่กระลึกเป็นจุดเล็กสีเทาจำนวนมากบนโหนกแก้มซึ่งมักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นฝ้าลึก หลายคนมีมากกว่าหนึ่งอย่างบนหน้าเดียวกัน จึงควรให้แพทย์ตรวจก่อนเลือกยาหรือเลเซอร์ เพราะแผนรักษาที่เหมาะกับกระอาจทำให้ฝ้าเข้มขึ้น

เป็นฝ้า ขาดวิตามินอะไร ห้ามกินอะไรบ้าง

ฝ้าไม่ได้เกิดจากการขาดวิตามิน และไม่มีอาหารชนิดใดที่พิสูจน์แล้วว่าเป็นสาเหตุหลักหรือทำให้ฝ้าหายเมื่องด การกินวิตามินซีหรืออีจึงไม่ใช่การรักษาฝ้าโดยตรง แต่ถ้ากินยาหรืออาหารเสริมชนิดใดอยู่ ควรแจ้งแพทย์ เพราะบางชนิดทำให้ผิวไวต่อแสงหรือมีฮอร์โมนผสม อาหารเสริมที่อ้างว่าช่วยให้ผิวขาวก็ควรระวังเป็นพิเศษ สิ่งที่มีผลต่อฝ้าจริงคือการกันแดด การคุมฮอร์โมนกระตุ้น และยาที่แพทย์เลือกให้

เลเซอร์ฝ้าดีไหม ทำไมบางคนทำแล้วเข้มขึ้น

เลเซอร์ไม่ใช่การรักษาแนวแรกของฝ้า แพทย์จะพิจารณาเลเซอร์พิโควินาทีแบบพลังงานต่ำเป็นตัวเสริมเมื่อใช้ยาทาและกันแดดครบ 8–12 สัปดาห์แล้วยังไม่พอ ต้องทำหลายครั้งและใช้ยาทาต่อ คนที่เข้มขึ้นมักเกิดจากพลังงานสูงเกิน ทำถี่เกิน ออกแดดหลังทำ หรือมีผิวที่ไวต่อการอักเสบ จึงเกิดฝ้าเข้มกลับหรือรอยดำ บางรายมีจุดขาว ก่อนทำควรให้แพทย์ประเมินข้อห้ามและชนิดของรอยทุกครั้ง และผลลัพธ์ขึ้นกับแต่ละบุคคล

อ่านเรื่องที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือคำสั่งการรักษาเฉพาะบุคคล ผลการรักษาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล การเลือกใช้ยาและหัตถการต้องได้รับการประเมินจากแพทย์

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 4 พฤศจิกายน 2569

คำเตือน: การทำเลเซอร์และหัตถการเพื่อรักษาฝ้ามีความเสี่ยงที่จะไม่ได้ผลตามที่คาดหวัง และอาจเกิดอันตรายหรือผลข้างเคียงได้ ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ควรได้รับการประเมินและทำโดยแพทย์ทุกครั้ง

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page