เจ็บเล็บเท้า แต่ไม่ใช่เล็บขบ เกิดจากอะไร วิธีแยกและสัญญาณอันตราย
อัปเดตเมื่อ 17 ก.ย.
อาการเจ็บเล็บเท้าโดยที่ขอบเล็บไม่ได้ทิ่มเนื้อ ไม่ได้บวมแดงเป็นหนอง และตัดเล็บสั้นแล้วก็ยังเจ็บอยู่ เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยกว่าที่คิด ในทางการแพทย์เรียกรวม ๆ ว่า อาการปวดใต้เล็บและข้างเล็บที่ไม่ได้เกิดจากเล็บขบ (painful toenail without onychocryptosis) ซึ่งไม่ใช่โรคเดียว แต่เป็นกลุ่มอาการที่มีสาเหตุแยกย่อยได้หลายโรค ตั้งแต่กระดูกงอกใต้เล็บ (subungual exostosis) เนื้องอกโกลมัส (glomus tumor) เล็บถอยร่น (retronychia) ไปจนถึงภาวะที่ต้องรีบวินิจฉัยอย่างมะเร็งเมลาโนมาใต้เล็บ (subungual melanoma)
บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อช่วยให้แยกได้ว่าอาการเจ็บที่เกิดขึ้นน่าจะมาจากสาเหตุใด อาการแบบไหนรอดูได้ และอาการแบบไหนควรพบแพทย์โดยไม่ต้องรอ
เจ็บเล็บเท้าแต่ไม่ใช่เล็บขบ คืออะไร และทำไมถึงถูกวินิจฉัยผิดบ่อย
เล็บขบเป็นสาเหตุของอาการเจ็บเล็บเท้าที่คนทั่วไปรู้จักดีที่สุด จึงกลายเป็นคำตอบแรกที่ทุกคนนึกถึง ปัญหาคือเมื่ออาการเจ็บไม่ได้มาจากเล็บขบจริง ๆ ผู้ป่วยจำนวนไม่น้อยจะถูกดูแลไปในทิศทางเดิมซ้ำ ๆ คือตัดเล็บให้สั้นลง แคะขอบเล็บ ทายาฆ่าเชื้อ หรือกินยาแก้อักเสบ ซึ่งไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ
เบาะแสสำคัญที่บอกว่า "น่าจะไม่ใช่เล็บขบ" มีอยู่ไม่กี่ข้อ และสังเกตได้เองที่บ้าน
ตัดเล็บสั้นลงแล้ว หรือปล่อยให้เล็บยาวขึ้นแล้ว อาการเจ็บก็ไม่เปลี่ยน
ขอบเล็บไม่ได้บวมแดง ไม่มีหนอง ไม่มีเนื้อเยื่อนูนขึ้นมาคลุมขอบเล็บ
เจ็บอยู่จุดเดียวชัดเจน กดตรงจุดนั้นแล้วร้าว แต่กดตรงอื่นของนิ้วเดียวกันกลับไม่เจ็บ
เจ็บมากตอนใส่รองเท้า หรือเจ็บตอนกลางคืนจนสะดุ้งตื่น
เป็นมานานเกินสองถึงสามเดือนโดยไม่หายเป็นปกติสักครั้ง
ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ เพราะสาเหตุบางอย่างในกลุ่มนี้ เช่น กระดูกงอกใต้เล็บและเนื้องอกโกลมัส ต้องอาศัยการตรวจเฉพาะอย่างเอกซเรย์หรืออัลตราซาวด์จึงจะเห็น และบางอย่าง เช่น เมลาโนมาใต้เล็บ ผลลัพธ์ขึ้นกับว่าได้รับการวินิจฉัยเร็วแค่ไหน การรอดูอาการต่อไปเรื่อย ๆ ด้วยความเข้าใจว่าเป็นเล็บขบจึงมีต้นทุน
แยกให้ออกก่อน เล็บขบ (Onychocryptosis) เจ็บแบบไหน และแบบไหนที่ไม่ใช่
ลักษณะ — เล็บขบคือภาวะที่ขอบเล็บด้านข้างทิ่มเข้าไปในเนื้อรอบเล็บ ทำให้เกิดการอักเสบเฉพาะที่ ตำแหน่งที่เจ็บจะอยู่ที่ ร่องข้างเล็บ ไม่ใช่ใต้แผ่นเล็บ และมักเห็นเนื้อบวมแดงนูนขึ้นมาเบียดขอบเล็บอย่างชัดเจน ระยะที่เป็นมากจะมีน้ำเหลืองหรือหนองซึม และมีเนื้อเยื่อแดงสดงอกขึ้นมา (granulation tissue)
สาเหตุ — ตัดเล็บโค้งลึกเข้าไปที่มุม ตัดสั้นเกินไป ใส่รองเท้าหน้าแคบบีบนิ้ว เท้าอับชื้น และรูปทรงเล็บที่โค้งมากโดยธรรมชาติ พบบ่อยที่สุดที่นิ้วหัวแม่เท้า
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — โดยทั่วไปไม่ฉุกเฉิน แต่ถ้ามีหนอง บวมแดงลามขึ้นหลังเท้า หรือผู้ป่วยเป็นเบาหวานหรือมีปัญหาหลอดเลือดส่วนปลาย ต้องรีบพบแพทย์เพราะเสี่ยงติดเชื้อลุกลาม
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อมีหนอง เป็นซ้ำหลายครั้ง หรือรักษาเองแล้วไม่ดีขึ้นภายในหนึ่งถึงสองสัปดาห์ อ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความ เล็บฝังเนื้อ (ingrown toenail)
สรุปสั้น ๆ ถ้าเจ็บที่ร่องข้างเล็บ มีเนื้อบวมแดงเบียดขอบเล็บ และอาการสัมพันธ์กับการตัดเล็บ นั่นเข้าได้กับเล็บขบ แต่ถ้าเจ็บใต้แผ่นเล็บ กดจุดเดียวแล้วร้าว หรือเจ็บโดยที่ขอบเล็บดูปกติทุกอย่าง ให้คิดถึงกลุ่มโรคที่เหลือในบทความนี้แทน
แยกโรคเร็วด้วย 6 คำถาม ก่อนไปพบแพทย์
การตอบหกคำถามนี้ให้ตัวเองก่อน จะช่วยให้เล่าอาการกับแพทย์ได้ตรงจุดและลดการตรวจที่ไม่จำเป็น
เจ็บตรงไหนกันแน่ — ใต้แผ่นเล็บ ที่โคนเล็บ หรือที่ร่องข้างเล็บ ลองใช้ปลายนิ้วหรือปลายดินสอกดไล่ทีละจุดเบา ๆ แล้วจำตำแหน่งที่เจ็บที่สุด
กดจุดเดียวแล้วเจ็บร้าวไหม — ถ้ากดจุดเล็ก ๆ จุดเดียวแล้วเจ็บจี๊ดร้าวขึ้นไปทั้งนิ้ว ให้คิดถึงเนื้องอกโกลมัสเป็นอันดับต้น ๆ
ความเย็นทำให้เจ็บขึ้นไหม — จุ่มเท้าในน้ำเย็นแล้วปวดมากขึ้นชัดเจน เป็นลักษณะเฉพาะของเนื้องอกโกลมัสเช่นกัน
แผ่นเล็บถูกดันขึ้นหรือผิดรูปไหม — ถ้าเล็บถูกยกขึ้นเป็นเนินจากด้านล่าง ให้คิดถึงกระดูกงอกใต้เล็บหรือก้อนใต้เล็บอื่น ๆ
มีสีผิดปกติร่วมด้วยไหม — ม่วงคล้ำหลังกระแทกเข้าได้กับเลือดคั่ง แต่แถบสีน้ำตาลดำที่ค่อย ๆ กว้างขึ้นเองโดยไม่มีอุบัติเหตุ เป็นสัญญาณที่ต้องให้แพทย์ดู
เล็บยังงอกอยู่ไหม — ถ้ารู้สึกว่าเล็บหยุดยาวมาหลายเดือน ร่วมกับโคนเล็บบวมแดง ให้คิดถึงเล็บถอยร่น
กระดูกงอกใต้เล็บ (Subungual exostosis)
ลักษณะ — ก้อนกระดูกเล็ก ๆ ที่งอกจากปลายกระดูกนิ้วขึ้นมาดันใต้แผ่นเล็บ ทำให้เล็บถูกยกขึ้นเป็นเนิน ปลายเล็บอาจแยกตัวจากพื้นเล็บ และบางรายเห็นเป็นก้อนเนื้อสีชมพูโผล่ที่ใต้ขอบเล็บด้านปลาย พบบ่อยที่สุดที่นิ้วหัวแม่เท้า และพบมากในวัยรุ่นและผู้ใหญ่ตอนต้น
สาเหตุ — เชื่อว่าสัมพันธ์กับการบาดเจ็บซ้ำ ๆ ที่ปลายนิ้ว เช่น การกระแทกจากกีฬาหรือรองเท้า แต่ผู้ป่วยจำนวนมากนึกเหตุการณ์ที่ชัดเจนไม่ออก
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — เป็นก้อนที่ไม่ใช่มะเร็ง แต่จะค่อย ๆ โตขึ้นและเจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ อาการเด่นคือเจ็บเวลาใส่รองเท้าหรือเวลามีอะไรมากดที่ปลายนิ้ว มักไม่หายเองและไม่ตอบสนองต่อการตัดเล็บ
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อเล็บถูกดันขึ้นผิดรูป หรือเจ็บปลายนิ้วเวลาใส่รองเท้าติดต่อกันเกินสองถึงสามเดือน การวินิจฉัยอาศัยภาพเอกซเรย์นิ้วเท้าซึ่งจะเห็นก้อนกระดูกได้ชัด และการรักษาที่ได้ผลคือการผ่าตัดเอาก้อนกระดูกออกโดยแพทย์
เนื้องอกโกลมัสใต้เล็บ (Glomus tumor)
ลักษณะ — เนื้องอกขนาดเล็กมาก มักไม่กี่มิลลิเมตร ที่เกิดจากกลุ่มหลอดเลือดควบคุมอุณหภูมิใต้เล็บ อาการคลาสสิกคือ สามอาการร่วมกัน ได้แก่ เจ็บรุนแรงเป็นพัก ๆ กดจุดเดียวแล้วเจ็บจี๊ดร้าว และปวดมากขึ้นเมื่อโดนความเย็น บางรายเห็นจุดสีม่วงหรือชมพูจาง ๆ ใต้เล็บ หรือมีร่องยาวบนแผ่นเล็บ
สาเหตุ — เป็นเนื้องอกชนิดไม่ร้ายแรงที่เกิดขึ้นเอง พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย และพบที่นิ้วมือบ่อยกว่านิ้วเท้า แต่เกิดที่นิ้วเท้าได้
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉิน แต่เป็นสาเหตุที่ถูกวินิจฉัยล่าช้าเฉลี่ยหลายปี เพราะก้อนเล็กจนตรวจร่างกายทั่วไปมองไม่เห็น ผู้ป่วยจำนวนมากถูกดูแลเป็นเล็บขบหรือ "ปวดเส้นประสาท" อยู่นาน
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อมีอาการเจ็บจี๊ดรุนแรงเฉพาะจุดร่วมกับไวต่อความเย็น แพทย์อาจใช้การกดหาจุดเจ็บด้วยปลายวัตถุแหลม (Love's pin test) การรัดต้นนิ้วเพื่อดูว่าอาการเจ็บลดลงหรือไม่ (Hildreth's test) และส่งอัลตราซาวด์หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อยืนยัน การรักษาคือการผ่าตัดเอาก้อนออก ซึ่งมักทำให้อาการเจ็บหายไป
เล็บถอยร่น (Retronychia)
ลักษณะ — ภาวะที่แผ่นเล็บเก่าหยุดงอกไปข้างหน้าและถูกดันย้อนกลับเข้าไปในโคนเล็บ ขณะที่แผ่นเล็บใหม่งอกซ้อนอยู่ข้างใต้ ผลคือโคนเล็บบวมแดง เจ็บ มีน้ำเหลืองซึมเป็นครั้งคราว และผู้ป่วยมักสังเกตได้ว่า เล็บไม่ยาวขึ้นเลยมาหลายเดือน
สาเหตุ — มักตามหลังการกระแทกที่ปลายเท้า การหยุดกะทันหันขณะวิ่ง หรือรองเท้าที่บีบปลายเท้า พบบ่อยที่นิ้วหัวแม่เท้าและพบในผู้หญิงวัยทำงานมากกว่ากลุ่มอื่น
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — ไม่อันตราย แต่เป็นสาเหตุที่ถูกวินิจฉัยผิดเป็นเล็บขบหรือรอบเล็บอักเสบเรื้อรังบ่อยมาก และการรักษาต่างกันโดยสิ้นเชิง ผู้ป่วยหลายรายได้รับยาปฏิชีวนะซ้ำหลายรอบโดยไม่ดีขึ้น
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อโคนเล็บบวมเจ็บเรื้อรังร่วมกับเล็บที่หยุดงอก แนวทางการรักษาคือให้แพทย์ประเมิน บางรายตอบสนองต่อยาทาลดการอักเสบ แต่รายที่เป็นชัดเจนมักต้องถอดแผ่นเล็บเก่าออกโดยแพทย์เพื่อให้เล็บใหม่งอกได้ตามปกติ
เล็บก้ามปูหรือเล็บหนีบ (Pincer nail)
ลักษณะ — แผ่นเล็บโค้งงุ้มเข้าหากันมากผิดปกติตามแนวขวาง ยิ่งไปทางปลายเล็บยิ่งบีบ ทำให้หนีบเนื้อใต้เล็บและเจ็บตลอดเวลาแม้ไม่มีการอักเสบให้เห็น บางรายเล็บม้วนจนเกือบเป็นท่อ
สาเหตุ — ส่วนหนึ่งเป็นลักษณะทางพันธุกรรม อีกส่วนเกิดตามหลังกระดูกงอกใต้เล็บ โรคข้อเสื่อมที่นิ้วเท้า การใส่รองเท้าบีบนิ้วเป็นเวลานาน หรือเป็นผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — ไม่ฉุกเฉิน แต่ทำให้เจ็บเรื้อรังและรบกวนการเดิน มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเล็บขบเพราะเจ็บที่ขอบเล็บเหมือนกัน ความต่างคือเล็บก้ามปูเจ็บจาก รูปทรงของเล็บที่บีบ ไม่ใช่จากขอบเล็บที่ทิ่มเนื้อ
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อรูปทรงเล็บผิดไปชัดเจนและเจ็บจนกระทบการเดิน แพทย์จะประเมินว่ามีสาเหตุตั้งต้นอย่างกระดูกงอกใต้เล็บร่วมด้วยหรือไม่ก่อนวางแผนรักษา
รอบเล็บอักเสบ (Paronychia) ชนิดเฉียบพลันกับเรื้อรังเจ็บไม่เหมือนกัน
ลักษณะ — การอักเสบของเนื้อเยื่อรอบเล็บ ชนิดเฉียบพลันจะบวมแดงร้อน เจ็บตุบ ๆ และมักมีหนองภายในไม่กี่วัน ส่วนชนิดเรื้อรังจะบวมนุ่ม ๆ ที่โคนเล็บ ไม่ค่อยมีหนอง เจ็บตื้อ ๆ เป็นเดือน และหนังกำพร้าที่โคนเล็บ (cuticle) หายไป
สาเหตุ — ชนิดเฉียบพลันมักเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหลังมีแผลเล็ก ๆ จากการแคะหรือตัดหนังรอบเล็บ ส่วนชนิดเรื้อรังสัมพันธ์กับการสัมผัสน้ำและสารระคายเคืองซ้ำ ๆ และเชื้อรากลุ่มแคนดิดา
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — ชนิดเฉียบพลันที่มีหนองควรได้รับการดูแลเร็ว เพราะอาจต้องเจาะระบายหนอง ส่วนชนิดเรื้อรังไม่เร่งด่วนแต่ต้องรักษานาน
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อมีหนอง เจ็บมากขึ้นทุกวัน มีไข้ หรือเป็นเรื้อรังเกินหกสัปดาห์ รายละเอียดของทั้งสองชนิดอยู่ในบทความ เปื่อยรอบเล็บอักเสบ (paronychia)
เลือดคั่งใต้เล็บ (Subungual hematoma) เจ็บตุบ ๆ หลังกระแทกหรือวิ่ง
ลักษณะ — เลือดออกสะสมใต้แผ่นเล็บ เห็นเป็นสีแดงคล้ำ ม่วง หรือดำ อาการเจ็บเป็นแบบตุบ ๆ ตามจังหวะชีพจร และมักเจ็บมากที่สุดใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรกแล้วค่อย ๆ ทุเลา จุดสังเกตสำคัญคือรอยสีจะ เลื่อนออกไปทางปลายเล็บพร้อมกับเล็บที่งอก
สาเหตุ — ของหล่นทับ เตะของแข็ง หรือแรงกดซ้ำ ๆ ในนักวิ่งระยะไกลและนักกีฬาที่ต้องเบรกกะทันหัน กลุ่มหลังนี้บางครั้งเรียกว่าเล็บนักวิ่ง
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — ถ้าเลือดคั่งกินพื้นที่มากกว่าครึ่งของแผ่นเล็บ ปวดรุนแรง หรือสงสัยว่ามีกระดูกนิ้วหัก ควรพบแพทย์ภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมง เพราะการเจาะระบายเลือดโดยแพทย์ในช่วงเวลานี้ช่วยลดปวดได้ ห้ามเจาะเล็บเองด้วยเข็มหรือของร้อนเพราะเสี่ยงติดเชื้อ
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อปวดมาก เมื่อจำเหตุการณ์กระแทกไม่ได้เลย หรือเมื่อสีคล้ำนั้นไม่เลื่อนออกและไม่จางลงภายในสองถึงสามเดือน ประเด็นการแยกเลือดคั่งออกจากมะเร็งใต้เล็บอธิบายไว้ละเอียดในบทความ เล็บดำ เกิดจากอะไร
หูดใต้เล็บ (Subungual wart)
ลักษณะ — ก้อนขรุขระผิวหยาบที่ใต้ขอบเล็บหรือรอบเล็บ กดแล้วเจ็บ อาจดันให้แผ่นเล็บยกขึ้นหรือทำให้ขอบเล็บแหว่ง บางรายเห็นจุดดำเล็ก ๆ กระจายอยู่ในก้อน ซึ่งคือหลอดเลือดฝอยที่มีลิ่มเลือด
สาเหตุ — เชื้อไวรัสฮิวแมนแพพพิลโลมา (HPV) ติดต่อได้จากการสัมผัส และแพร่ไปนิ้วอื่นได้จากการแคะหรือกัดเล็บ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — ไม่อันตราย แต่รักษายากกว่าหูดตำแหน่งอื่นเพราะอยู่ใต้แผ่นเล็บ และมีโอกาสเป็นซ้ำ
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อก้อนโตขึ้น เจ็บ ทำให้เล็บผิดรูป หรือรักษาเองแล้วไม่หาย ควรให้แพทย์ประเมิน เพราะรอยโรคใต้เล็บบางชนิดหน้าตาคล้ายหูดแต่ไม่ใช่หูด
เชื้อราที่เล็บ (Onychomycosis) ที่หนาจนกดเจ็บ
ลักษณะ — เล็บหนาตัวขึ้น เปราะ ร่วน สีขุ่นเหลืองหรือน้ำตาล มีเศษขุยสะสมใต้เล็บ ตามปกติเชื้อราที่เล็บไม่ทำให้เจ็บ แต่เมื่อเล็บหนามากจนถูกกดจากรองเท้า หรือเมื่อเล็บที่ผิดรูปไปกดเนื้อใต้เล็บ ก็ทำให้เจ็บได้
สาเหตุ — เชื้อราสายกลุ่มเดอร์มาโตไฟต์เป็นหลัก ปัจจัยเสี่ยงคือความอับชื้น เท้าเหงื่อออกมาก เบาหวาน ภูมิคุ้มกันต่ำ และการใช้ห้องน้ำหรือสระว่ายน้ำสาธารณะ
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — ไม่ฉุกเฉิน แต่ในผู้ป่วยเบาหวานหรือหลอดเลือดส่วนปลายตีบ เล็บที่หนาและแตกเป็นทางเข้าของเชื้อแบคทีเรีย จึงควรได้รับการดูแล
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — ก่อนเริ่มยาใด ๆ ควรให้แพทย์ยืนยันว่าเป็นเชื้อราจริงด้วยการตรวจทางห้องปฏิบัติการ เพราะเล็บหนาผิดรูปเกิดจากสะเก็ดเงินและสาเหตุอื่นได้เช่นกัน รายละเอียดอยู่ในบทความ เชื้อราที่เล็บ
ถุงน้ำไขข้อที่นิ้ว (Digital myxoid cyst)
ลักษณะ — ก้อนนูนใส ๆ หรือสีเนื้อที่โคนเล็บด้านบน ขนาดมักไม่เกินหนึ่งเซนติเมตร กดแล้วอาจเจ็บตื้อ ๆ จุดสังเกตที่ช่วยวินิจฉัยคือ ร่องยาวตามแนวเล็บ ที่ตรงกับตำแหน่งของก้อนพอดี เพราะก้อนไปกดเบียดแหล่งสร้างเล็บ
สาเหตุ — สัมพันธ์กับข้อเสื่อมของข้อปลายนิ้วและการรั่วของน้ำไขข้อออกมาสะสม พบในผู้สูงอายุมากกว่าวัยหนุ่มสาว
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — ไม่อันตราย แต่ไม่ควรเจาะหรือบีบเอง เพราะมีทางเชื่อมกับข้อ การเจาะเองเสี่ยงติดเชื้อเข้าข้อซึ่งเป็นภาวะที่รุนแรง
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อก้อนโตขึ้น เจ็บ มีน้ำใสไหล หรือทำให้เล็บผิดรูป ความผิดปกติของแผ่นเล็บลักษณะเป็นร่องหรือเป็นคลื่นมีสาเหตุได้หลายอย่าง อธิบายไว้ในบทความ เล็บเป็นคลื่น
เจ็บจากรองเท้าและแรงกดซ้ำ ทำไมนักวิ่งและคนใส่ส้นสูงถึงเจ็บนิ้วโป้งเท้า
ลักษณะ — เจ็บตื้อ ๆ ที่ปลายนิ้วหรือใต้เล็บหลังเดินหรือวิ่งนาน อาจมีเล็บคล้ำ เล็บหนาขึ้น หรือหนังด้านใต้ปลายเล็บร่วมด้วย อาการมักดีขึ้นเมื่อได้พักและเปลี่ยนรองเท้า
สาเหตุ — รองเท้าหน้าแคบหรือสั้นเกินไปทำให้ปลายนิ้วชนหัวรองเท้าซ้ำ ๆ รองเท้าส้นสูงเพิ่มแรงกดที่ปลายเท้าอย่างมาก การวิ่งลงเนินและการเบรกกะทันหันในกีฬาที่ต้องเปลี่ยนทิศทาง รวมถึงถุงเท้าที่บีบรัดปลายเท้า
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — ไม่อันตราย แต่เป็นสาเหตุที่แก้ได้ง่ายที่สุดและถูกมองข้ามบ่อยที่สุด ก่อนจะไปถึงการตรวจซับซ้อน ควรตรวจสอบเรื่องรองเท้าก่อนเสมอ
แนวทางดูแลเบื้องต้น
เลือกรองเท้าที่มีพื้นที่หน้าเท้ากว้างพอ ปลายนิ้วที่ยาวที่สุดควรห่างจากหัวรองเท้าประมาณหนึ่งเซนติเมตร
วัดขนาดเท้าในช่วงบ่ายหรือเย็น ซึ่งเป็นเวลาที่เท้าขยายที่สุดของวัน
ตัดเล็บเท้าให้ตรง ไม่โค้งลึกที่มุม และไม่สั้นจนเห็นเนื้อใต้ปลายเล็บ
ลดระยะวิ่งลงชั่วคราวเมื่อเริ่มเจ็บ แทนที่จะฝืนวิ่งต่อด้วยความเร็วเดิม
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อปรับรองเท้าและพักแล้วยังเจ็บต่อเนื่องเกินสองถึงสี่สัปดาห์
เมื่ออาการเจ็บไม่ได้มาจากเล็บ เท้าเบาหวาน หลอดเลือดตีบ และเส้นประสาท
ลักษณะ — เจ็บหรือแสบร้อนที่ปลายเท้าโดยที่เล็บและผิวหนังดูปกติ อาจมีอาการชา เหน็บ หรือรู้สึกเหมือนเข็มทิ่ม ร่วมกับผิวเท้าแห้ง ขนที่หน้าแข้งบางลง หรือแผลที่หายช้า
สาเหตุ — ปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวาน (diabetic neuropathy) หลอดเลือดแดงส่วนปลายตีบ (peripheral arterial disease) การกดทับเส้นประสาทที่ข้อเท้า และภาวะขาดวิตามินบางชนิด
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน — กลุ่มนี้สำคัญที่สุดในแง่ผลระยะยาว ผู้ป่วยเบาหวานที่มีอาการชาอาจไม่รู้สึกเจ็บตามความรุนแรงจริง ทำให้แผลลุกลามโดยไม่รู้ตัว
เมื่อไรต้องพบแพทย์ — เมื่อมีอาการชาหรือแสบร้อนร่วมด้วย เมื่อเป็นเบาหวานและมีอาการที่เท้าใด ๆ ก็ตาม หรือเมื่อปวดปลายเท้าตอนกลางคืนและดีขึ้นเมื่อห้อยขาลง ซึ่งเป็นลักษณะของหลอดเลือดตีบ กลุ่มนี้ควรได้รับการตรวจโดยไม่รอ
สัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์ รวมถึงมะเร็งเมลาโนมาใต้เล็บ
อาการต่อไปนี้ไม่ควรรอดูเอง
แถบสีน้ำตาลหรือดำตามแนวยาวของเล็บที่ค่อย ๆ กว้างขึ้น สีเข้มขึ้น หรือขอบไม่เรียบ โดยไม่มีประวัติกระแทก เป็นข้อบ่งชี้ให้ตรวจหาเมลาโนมาใต้เล็บ (subungual melanoma)
สีคล้ำลามออกมาที่ผิวหนังรอบเล็บหรือที่หนังกำพร้าโคนเล็บ ซึ่งเรียกว่าสัญญาณฮัตชินสัน
เล็บนิ้วเดียวผิดรูป แหว่ง หรือหลุดโดยไม่มีสาเหตุ โดยเฉพาะเมื่อเป็นข้างเดียวและไม่มีอุบัติเหตุ
ก้อนที่โตเร็ว มีเลือดออกง่าย หรือมีแผลเรื้อรังใต้เล็บที่ไม่หายภายในหนึ่งเดือน
บวมแดงลามขึ้นหลังเท้า มีไข้ หรือมีหนองไหล ซึ่งบ่งถึงการติดเชื้อที่ลุกลาม
เจ็บรุนแรงจนเดินไม่ได้ หรือเจ็บจนตื่นกลางดึกทุกคืน
ผู้ป่วยเบาหวาน ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือมีปัญหาหลอดเลือดส่วนปลาย ที่มีอาการเจ็บเล็บเท้าใด ๆ
ข้อควรจำคือเมลาโนมาใต้เล็บพบไม่บ่อย แต่พบที่นิ้วหัวแม่เท้าและนิ้วหัวแม่มือมากที่สุด และในคนเอเชียสัดส่วนของเมลาโนมาชนิดที่เกิดบริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าและใต้เล็บสูงกว่าในคนผิวขาว การเห็นแถบสีที่เปลี่ยนแปลงจึงควรได้รับการประเมินเสมอ
แพทย์ตรวจอะไรบ้างเมื่อมาด้วยอาการเจ็บเล็บเท้า
ซักประวัติอย่างละเอียด — เจ็บมานานเท่าไร เจ็บแบบไหน สัมพันธ์กับความเย็นหรือรองเท้าหรือไม่ มีอุบัติเหตุนำมาก่อนหรือไม่ เล็บยังงอกอยู่หรือไม่ และโรคประจำตัวโดยเฉพาะเบาหวาน
การตรวจร่างกายและกดหาจุดเจ็บ — ระบุว่าเจ็บใต้แผ่นเล็บ ที่โคนเล็บ หรือร่องข้างเล็บ และตรวจเท้าทั้งสองข้างเปรียบเทียบกัน
การส่องตรวจเล็บด้วยเดอร์มาโตสโคป (dermoscopy) — ช่วยแยกเลือดคั่งออกจากเม็ดสีเมลานิน และช่วยประเมินแถบสีตามแนวยาว
การทดสอบเฉพาะ — การกดจุดด้วยปลายวัตถุแหลมและการรัดต้นนิ้วเมื่อสงสัยเนื้องอกโกลมัส
ภาพถ่ายทางรังสี — เอกซเรย์นิ้วเท้าเมื่อสงสัยกระดูกงอกใต้เล็บหรือกระดูกหัก อัลตราซาวด์หรือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเมื่อสงสัยก้อนเนื้อในเนื้อเยื่ออ่อน
การตรวจทางห้องปฏิบัติการ — ขูดเล็บส่งตรวจเชื้อราเมื่อสงสัยเชื้อรา และการตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจเมื่อสงสัยรอยโรคที่ต้องยืนยันการวินิจฉัย
การตรวจไม่ได้ทำทุกอย่างในทุกคน แพทย์จะเลือกตามลักษณะอาการที่ประเมินได้ในแต่ละราย
รักษาอย่างไรตามสาเหตุ และดูแลตัวเองที่บ้านได้แค่ไหน
หลักการคือรักษาตามสาเหตุ ไม่ใช่รักษาตามอาการเจ็บ แนวทางโดยสรุปตามกลุ่มโรค
กระดูกงอกใต้เล็บ — ผ่าตัดเอาก้อนกระดูกออกโดยแพทย์ การตัดเล็บหรือทายาไม่ช่วย
เนื้องอกโกลมัส — ผ่าตัดเอาก้อนออก ซึ่งมักทำให้อาการเจ็บทุเลาชัดเจน
เล็บถอยร่น — ประเมินโดยแพทย์ บางรายใช้ยาทาลดการอักเสบ รายที่ชัดเจนมักต้องถอดแผ่นเล็บเก่าออก
เล็บก้ามปู — ประเมินหาสาเหตุตั้งต้นก่อน แล้วเลือกวิธีปรับรูปทรงเล็บหรือผ่าตัดตามความเหมาะสม
รอบเล็บอักเสบ — ชนิดเฉียบพลันที่มีหนองอาจต้องเจาะระบายและใช้ยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่ง ชนิดเรื้อรังเน้นหลีกเลี่ยงน้ำและสารระคายเคืองร่วมกับยาทาที่แพทย์เลือก
เลือดคั่งใต้เล็บ — รายที่ปวดมากและมาเร็ว แพทย์อาจเจาะระบายเลือด รายที่ปวดน้อยรักษาแบบประคับประคองและติดตามสี
เชื้อราที่เล็บ — ยืนยันการวินิจฉัยก่อน แล้วใช้ยาทาหรือยารับประทานตามความรุนแรงภายใต้การดูแลของแพทย์ เพราะยารับประทานต้องพิจารณาผลต่อตับและปฏิกิริยาระหว่างยา
สาเหตุจากรองเท้าและแรงกด — ปรับรองเท้า ลดกิจกรรมที่กระแทกชั่วคราว และตัดเล็บให้ถูกวิธี
สิ่งที่ทำเองได้อย่างปลอดภัยระหว่างรอพบแพทย์
แช่เท้าในน้ำสะอาดอุณหภูมิห้องถึงอุ่นเล็กน้อยวันละ 10 ถึง 15 นาที แล้วเช็ดให้แห้งสนิท
เปลี่ยนไปใส่รองเท้าหน้ากว้างหรือรองเท้าแตะที่ไม่กดปลายนิ้วชั่วคราว
ตัดเล็บให้ตรง ไม่แคะมุมเล็บ ไม่ตัดหนังรอบเล็บ
ใช้ยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอลตามขนาดที่ระบุบนฉลากได้ หากไม่มีข้อห้าม
สิ่งที่ไม่ควรทำ
ไม่เจาะเล็บเองด้วยเข็ม ของร้อน หรือคลิปหนีบกระดาษ
ไม่ถอดเล็บเองและไม่ให้ผู้ที่ไม่ใช่บุคลากรทางการแพทย์ถอดเล็บให้
ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะที่เหลือจากครั้งก่อนเอง
ไม่บีบหรือเจาะถุงน้ำที่โคนเล็บเอง
FAQ คำถามที่พบบ่อยเรื่องเจ็บเล็บเท้า
อยู่ดี ๆ ก็เจ็บเล็บ เกิดจากอะไร
อาการเจ็บเล็บที่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีอุบัติเหตุนำมาก่อน มักมาจากสามกลุ่มหลัก กลุ่มแรกคือแรงกดสะสมจากรองเท้าซึ่งพบบ่อยที่สุดและมักดีขึ้นเมื่อเปลี่ยนรองเท้า กลุ่มที่สองคือการอักเสบหรือการติดเชื้อรอบเล็บซึ่งจะมีบวมแดงให้เห็น และกลุ่มที่สามคือก้อนหรือรอยโรคใต้เล็บอย่างกระดูกงอกใต้เล็บและเนื้องอกโกลมัส ซึ่งมักเจ็บเฉพาะจุดและเป็นเรื้อรัง ถ้าเจ็บต่อเนื่องเกินสองถึงสามสัปดาห์โดยไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น ควรให้แพทย์ตรวจเพื่อระบุสาเหตุ
อาการเจ็บจี๊ดที่เล็บเกิดจากอะไรได้บ้าง
อาการเจ็บจี๊ดแบบแปล๊บร้าวเฉพาะจุด ต่างจากอาการเจ็บตื้อ ๆ ทั่ว ๆ นิ้ว และเป็นลักษณะที่ทำให้แพทย์นึกถึงเนื้องอกโกลมัสใต้เล็บเป็นอันดับต้น ๆ โดยเฉพาะเมื่อกดจุดเล็ก ๆ จุดเดียวแล้วเจ็บมาก และเจ็บมากขึ้นเมื่อโดนความเย็น สาเหตุอื่นที่ทำให้เจ็บลักษณะนี้ได้คือปลายประสาทที่ถูกกดหรือเสื่อม และการอักเสบเฉียบพลันรอบเล็บในระยะแรก การแยกต้องอาศัยการตรวจร่างกายร่วมกับภาพถ่ายทางรังสีหรืออัลตราซาวด์ในบางราย
อาการปวดเล็บเท้าโดยไม่มีเล็บขบ เกิดจากอะไรได้บ้าง
เมื่อขอบเล็บไม่ได้ทิ่มเนื้อ สาเหตุที่พบได้บ่อยเรียงตามความเป็นไปได้คือ แรงกดจากรองเท้าและการใช้งานซ้ำ ๆ เลือดคั่งใต้เล็บจากการกระแทกที่จำไม่ได้ เล็บถอยร่นที่ทำให้เล็บหยุดงอก เล็บก้ามปูที่รูปทรงเล็บบีบเนื้อ กระดูกงอกใต้เล็บ เนื้องอกโกลมัส หูดใต้เล็บ และเชื้อราที่เล็บที่หนาจนถูกกด นอกจากนี้ยังมีกลุ่มที่อาการเจ็บไม่ได้มาจากเล็บโดยตรง เช่น ปลายประสาทเสื่อมจากเบาหวานและหลอดเลือดส่วนปลายตีบ
กดเล็บเท้าแล้วเจ็บ เกิดจากอะไร
ตำแหน่งที่กดแล้วเจ็บช่วยบอกสาเหตุได้มาก ถ้าเจ็บเมื่อกดที่ร่องข้างเล็บและเห็นเนื้อบวมแดง มักเป็นเล็บขบหรือรอบเล็บอักเสบ ถ้าเจ็บเมื่อกดที่โคนเล็บร่วมกับเล็บที่ไม่ยาวขึ้น ให้คิดถึงเล็บถอยร่น ถ้าเจ็บเมื่อกดจุดเล็ก ๆ จุดเดียวใต้แผ่นเล็บและเจ็บร้าว ให้คิดถึงเนื้องอกโกลมัส และถ้าเจ็บเมื่อกดที่ปลายเล็บร่วมกับเล็บที่ถูกดันขึ้นเป็นเนิน ให้คิดถึงกระดูกงอกใต้เล็บ การลองกดไล่ทีละจุดเบา ๆ แล้วจดตำแหน่งไว้ จะช่วยแพทย์ได้มากในวันที่ไปตรวจ
ปวดเล็บเท้าตุบ ๆ เป็นอะไร
อาการปวดตุบ ๆ ตามจังหวะชีพจรบ่งถึงภาวะที่มีแรงดันสะสมอยู่ใต้เล็บหรือมีการอักเสบเฉียบพลัน สองสาเหตุที่พบบ่อยคือเลือดคั่งใต้เล็บหลังการกระแทก และรอบเล็บอักเสบชนิดเฉียบพลันที่กำลังจะเป็นหนอง ทั้งสองภาวะนี้ควรให้แพทย์ประเมินภายในหนึ่งถึงสองวันหากปวดมาก เพราะการระบายแรงดันหรือระบายหนองโดยแพทย์ช่วยลดอาการปวดได้ และไม่ควรเจาะเองเพราะเสี่ยงติดเชื้อ
เล็บแบบไหนที่บอกว่าเป็นมะเร็ง
ลักษณะที่ต้องให้แพทย์ตรวจคือแถบสีน้ำตาลหรือดำตามแนวยาวของเล็บที่ค่อย ๆ กว้างขึ้นหรือสีเข้มขึ้นเอง ขอบของแถบไม่เรียบหรือสีไม่สม่ำเสมอ เกิดที่นิ้วเดียวโดยไม่มีประวัติกระแทก มีสีคล้ำลามออกมาที่หนังรอบเล็บ หรือมีเล็บผิดรูป แตก แหว่ง มีแผลเรื้อรังหรือก้อนที่เลือดออกง่ายร่วมด้วย จุดแยกที่ใช้ได้จริงคือรอยจากเลือดคั่งจะเลื่อนออกไปทางปลายเล็บและจางลงตามการงอกของเล็บ ส่วนรอยจากเม็ดสีจะอยู่กับที่ ถ้าไม่แน่ใจ ควรให้แพทย์ผิวหนังส่องตรวจด้วยเดอร์มาโตสโคปมากกว่าการรอดูเอง
สรุป
อาการเจ็บเล็บเท้าที่ไม่ใช่เล็บขบไม่ใช่เรื่องเล็ก และไม่ใช่โรคเดียว การแยกเบื้องต้นอาศัยสามคำถามคือ เจ็บตรงไหน กดจุดเดียวแล้วร้าวหรือไม่ และเล็บยังงอกอยู่หรือไม่ สาเหตุส่วนใหญ่ไม่อันตรายและแก้ไขได้ โดยเฉพาะกลุ่มที่มาจากรองเท้าและแรงกด แต่มีบางกลุ่มที่ต้องอาศัยการตรวจเฉพาะและการรักษาโดยแพทย์ และมีบางลักษณะโดยเฉพาะแถบสีตามแนวยาวที่เปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องได้รับการประเมินโดยไม่รอ
หากอาการเจ็บเป็นต่อเนื่องเกินสองถึงสามสัปดาห์ ปรับรองเท้าแล้วไม่ดีขึ้น หรือมีสัญญาณอันตรายข้อใดข้อหนึ่งในบทความนี้ ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจวินิจฉัย การรักษาที่ตรงสาเหตุตั้งแต่ต้นช่วยลดระยะเวลาที่ต้องทนเจ็บโดยไม่จำเป็น
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 31 สิงหาคม 2026



ความคิดเห็น