ไลเคนพลานัส (Lichen planus) เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบาย 6 ลักษณะที่บอกโรค วิธีแยกจากสะเก็ดเงินและผื่นแพ้ยา และการรักษา
อัปเดตเมื่อ 3 วันที่ผ่านมา

ไลเคนพลานัส (Lichen planus) คือโรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังจากระบบภูมิคุ้มกัน ที่เม็ดเลือดขาวเข้าไปทำลายเซลล์ผิวหนังชั้นล่างของตัวเอง ทำให้เกิดผื่นตุ่มนูนสีม่วงคล้ำที่คันมาก โรคนี้ขึ้นได้ไม่เฉพาะที่ผิวหนัง แต่ยังไปที่ ช่องปาก เล็บ หนังศีรษะ และอวัยวะเพศ ได้ด้วย และแต่ละตำแหน่งก็มีผลต่างกัน โดยเฉพาะที่หนังศีรษะซึ่งอาจทำให้ผมร่วงเป็นแผลเป็นถาวร และที่ช่องปากซึ่งมีความเสี่ยงเล็กน้อยที่จะกลายเป็นมะเร็ง
จุดที่คนไข้มักสับสนคือ ผื่นไลเคนพลานัสหน้าตาคล้ายสะเก็ดเงิน ผื่นแพ้ยา หรือผื่นเชื้อราได้ และบางกรณีก็ เกิดจากยาที่กินอยู่ โดยไม่รู้ตัว บทความนี้แพทย์ผิวหนังจะอธิบายว่าผื่นไลเคนพลานัสมีลักษณะเฉพาะอย่างไร แยกจากโรคอื่นตรงไหน และมีแนวทางรักษาอย่างไร
ไลเคนพลานัสคืออะไร
ไลเคนพลานัสเป็นโรคที่ ไม่ติดต่อ และไม่ได้เกิดจากความสกปรกหรือการติดเชื้อ แต่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ ไปกระตุ้นการอักเสบที่รอยต่อของผิวหนังชั้นบนและชั้นล่าง ทำให้เซลล์ผิวถูกทำลายและเกิดผื่นเรื้อรัง
โรคนี้พบได้ในผู้ใหญ่วัยกลางคนมากกว่าเด็ก และดำเนินโรคแบบเรื้อรัง ผื่นที่ผิวหนังมักค่อย ๆ ดีขึ้นเองได้ในเวลาหลายเดือนถึง 1–2 ปี แต่ชนิดที่ขึ้นในช่องปาก เล็บ หรือหนังศีรษะมักเรื้อรังและดื้อกว่า
6 ลักษณะของผื่นไลเคนพลานัสที่บอกโรค
ผื่นไลเคนพลานัสที่ผิวหนังมีลักษณะเฉพาะที่แพทย์ใช้จำง่าย ๆ ว่าเป็น "ผื่นสีม่วง แบน เหลี่ยม คัน" ได้แก่:
คันมาก (Pruritic) — เป็นอาการเด่นที่มักรบกวนคุณภาพชีวิต
สีม่วงคล้ำ (Purple/violaceous) — ต่างจากผื่นแดงทั่วไป
ขอบเป็นเหลี่ยม (Polygonal) — ไม่กลมเรียบ
ผิวหน้าแบนราบ (Planar/flat-topped) — ตุ่มนูนแต่ยอดแบน
เป็นตุ่มหรือปื้น (Papules/Plaques) — มักขึ้นที่ข้อมือด้านใน แขน ข้อเท้า หน้าแข้ง
มีเส้นลายสีขาวบนผิวผื่น (Wickham's striae) — เส้นตาข่ายสีขาวเล็ก ๆ บนผิวตุ่ม เป็นเบาะแสสำคัญที่ช่วยวินิจฉัย
นอกจากนี้ผื่นมักขึ้นตาม รอยเกาหรือรอยขีดข่วน เป็นแนวเส้น (Koebner phenomenon) การเกาจึงยิ่งทำให้ผื่นลามมากขึ้น
ไลเคนพลานัสขึ้นได้หลายที่ — และแต่ละที่ไม่เหมือนกัน
สิ่งที่ทำให้ไลเคนพลานัสสำคัญกว่าที่คิดคือ มันไม่ได้อยู่แค่ที่ผิวหนัง:

ในช่องปาก (Oral lichen planus) — เป็นแผ่นหรือเส้นสีขาวคล้ายลูกไม้ที่กระพุ้งแก้ม ลิ้น หรือเหงือก บางรายเป็นแผลแดงเจ็บ ชนิดนี้เรื้อรังและ มีความเสี่ยงเล็กน้อยที่จะกลายเป็นมะเร็งช่องปาก จึงต้องติดตาม
ที่เล็บ — เล็บบาง เป็นร่องตามยาว เล็บฝ่อ หรือเกิดพังผืดดึงรั้ง (pterygium) จนเล็บเสียหายถาวร (แยกจากเชื้อราที่เล็บได้ยาก — อ่านเพิ่มในบทความ "เชื้อราที่เล็บ" ของเรา)
ที่หนังศีรษะ (Lichen planopilaris) — ทำให้ผมร่วงเป็นหย่อมพร้อมหนังศีรษะเป็นแผลเป็น ซึ่ง ผมที่ร่วงจากแผลเป็นจะไม่งอกกลับ จึงต้องรีบรักษาเพื่อรักษาเส้นผมที่เหลือไว้
ที่อวัยวะเพศ — ผื่นหรือแผลเรื้อรังที่อาจเจ็บและกระทบการใช้ชีวิต
เพราะตำแหน่งเหล่านี้บางจุดสร้างความเสียหายถาวร การวินิจฉัยและรักษาแต่เนิ่น ๆ จึงสำคัญ
ไลเคนพลานัสเกิดจากอะไร ใครเสี่ยง
สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบชัด แต่เป็นปฏิกิริยาของ ระบบภูมิคุ้มกันชนิดที-เซลล์ ที่เข้าโจมตีเซลล์ผิวหนังของตัวเอง มีปัจจัยที่พบร่วมและควรรู้:
ยาบางชนิด (lichenoid drug eruption) — ยาลดความดันบางกลุ่ม ยาขับปัสสาวะ ยารักษามาลาเรีย ยาแก้อักเสบ NSAIDs และอื่น ๆ อาจกระตุ้นให้เกิดผื่นคล้ายไลเคนพลานัสได้ กรณีนี้มักดีขึ้นเมื่อหยุดยาต้นเหตุ
ไวรัสตับอักเสบซี — ในบางประชากรพบความสัมพันธ์กัน แพทย์อาจพิจารณาตรวจในรายที่เหมาะสม
วัสดุอุดฟันหรือการแพ้สัมผัส — สัมพันธ์กับไลเคนพลานัสในช่องปากบางราย
ความเครียดและการเสียดสี/บาดเจ็บของผิว — อาจเป็นตัวกระตุ้น
ไลเคนพลานัสไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่ได้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมโดยตรง
ไลเคนพลานัส vs สะเก็ดเงิน vs ผื่นแพ้ยา — แยกอย่างไร
นี่คือส่วนที่ทำให้วินิจฉัยพลาดบ่อย เพราะผื่นเรื้อรังหลายโรคหน้าตาคล้ายกัน แพทย์ผิวหนังจะแยกดังนี้:
ไลเคนพลานัส — ตุ่มสีม่วง แบน เหลี่ยม คันมาก มีเส้นลายขาว (Wickham) มักที่ข้อมือด้านใน/ข้อเท้า อาจมีรอยโรคในช่องปากหรือเล็บร่วม
สะเก็ดเงิน — ปื้นแดงหนา ขุยสีเงิน มักที่ข้อศอก เข่า หนังศีรษะ เล็บเป็นหลุม ไม่ค่อยมีเส้นลายขาวแบบ Wickham
ผื่นแพ้ยาแบบไลเคน (lichenoid drug eruption) — หน้าตาคล้ายไลเคนพลานัสมาก แต่มีประวัติเริ่มยาใหม่ก่อนเกิดผื่น และมักดีขึ้นเมื่อหยุดยา
ผื่นเชื้อรา/เกลื้อน — เป็นวง ขอบชัด ลอกเป็นขุย ตรวจพบเชื้อราได้ ต่างจากไลเคนพลานัสที่ไม่มีเชื้อ
ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (eczema) — คันเช่นกัน แต่ผิวมักแห้งแดงเป็นปื้นไม่สม่ำเสมอ ไม่เป็นตุ่มม่วงเหลี่ยมที่มี Wickham
หลักสำคัญคือ ผื่นเรื้อรังที่คัน สีม่วง มีเส้นลายขาว โดยเฉพาะเมื่อมีในช่องปากหรือเล็บร่วม ควรนึกถึงไลเคนพลานัส และการตัดชิ้นเนื้อช่วยยืนยันได้ชัด
รอยดำหลังผื่นในผิวคนไทย
จุดที่คนไข้ผิวสีแบบคนไทยมักกังวลคือ แม้ผื่นไลเคนพลานัสจะสงบแล้ว มักทิ้ง รอยดำคล้ำ (post-inflammatory hyperpigmentation) ไว้นาน โดยเฉพาะผื่นที่เป็นมานานหรือถูกเกา รอยดำเหล่านี้ค่อย ๆ จางได้เองแต่ใช้เวลาหลายเดือนถึงเป็นปี การควบคุมการอักเสบให้เร็ว ไม่เกา และป้องกันแดด ช่วยลดรอยดำได้ ส่วนการรักษารอยดำที่เหลือควรทำภายใต้คำแนะนำของแพทย์
วินิจฉัยไลเคนพลานัสอย่างไร
การวินิจฉัยอาศัยการประเมินโดยแพทย์ผิวหนังร่วมกับการตรวจเพิ่มเติม:
ตรวจผื่นและส่องกล้องผิวหนัง (dermoscopy) — เห็นเส้นลายขาว Wickham ช่วยยืนยัน
ตัดชิ้นเนื้อตรวจ (skin biopsy) — พบเซลล์ภูมิคุ้มกันเรียงตัวเป็นแนวที่รอยต่อผิวหนัง ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะ
ทบทวนยาที่ใช้อยู่ — เพื่อแยกผื่นแพ้ยาแบบไลเคน
ตรวจเพิ่มตามความเหมาะสม — เช่น คัดกรองไวรัสตับอักเสบในบางราย และตรวจช่องปาก/เล็บ/หนังศีรษะร่วม
แนวทางการรักษาไลเคนพลานัส
การรักษาเป็นแบบเฉพาะบุคคล ขึ้นกับตำแหน่งและความรุนแรง ประเมินและสั่งโดยแพทย์:
ยาทาเฉพาะที่ — คอร์ติโคสเตียรอยด์ชนิดแรงปานกลางถึงสูง เป็นยาหลักสำหรับผื่นผิวหนัง และยากลุ่ม calcineurin inhibitor (เช่น tacrolimus) มักใช้ในช่องปากและอวัยวะเพศ
ยาฉีดเฉพาะจุด — สเตียรอยด์ฉีดในรอยโรคหนา ๆ หรือที่หนังศีรษะ
การฉายแสงรักษา (phototherapy) — สำหรับผื่นที่กระจายทั่วตัว
ยารับประทาน — สเตียรอยด์ระยะสั้น อะซิเทรติน เมโธเทรกเซท หรือไซโคลสปอริน ในรายที่เป็นมากหรือดื้อยา
ดูแลตามตำแหน่งพิเศษ — ช่องปากเน้นคุมการอักเสบและติดตามเฝ้าระวังมะเร็ง หนังศีรษะต้องรีบรักษาเพื่อรักษาเส้นผม และถ้าเป็นผื่นแพ้ยาก็ต้องหยุด/เปลี่ยนยาต้นเหตุร่วมกับแพทย์ที่สั่งยานั้น
เป้าหมายคือคุมการอักเสบให้สงบ ลดอาการคัน และป้องกันความเสียหายถาวรที่เล็บและหนังศีรษะ การรักษาต่อเนื่องและติดตามกับแพทย์จึงสำคัญ
เมื่อไหร่ต้องพบแพทย์
ควรพบแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจให้ชัด หากมีอาการต่อไปนี้:
ผื่นคันเรื้อรังสีม่วง ที่เป็นนานหรือลามมากขึ้น รักษาเองแล้วไม่ดีขึ้น
แผลหรือแผ่นขาวในช่องปากที่เรื้อรัง โดยเฉพาะแผลที่ไม่หาย เจ็บ หรือมีก้อน — ต้องพบแพทย์เพื่อเฝ้าระวังมะเร็งช่องปาก
ผมร่วงเป็นหย่อมพร้อมหนังศีรษะแดงหรือเป็นแผลเป็น — ควรรีบรักษาก่อนผมร่วงถาวร
เล็บผิดรูป ร่อง หรือมีพังผืด ร่วมกับผื่นตามตัว
ผื่นเกิดขึ้น หลังเริ่มยาใหม่ ซึ่งอาจเป็นผื่นแพ้ยา
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับไลเคนพลานัส
ไลเคนพลานัสติดต่อไหม?
ไม่ติดต่อ เพราะเกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของตัวเอง ไม่ใช่จากเชื้อโรค จึงไม่แพร่ไปสู่ผู้อื่นและไม่เกี่ยวกับความสะอาด
ไลเคนพลานัสหายขาดไหม?
ผื่นที่ผิวหนังมักค่อย ๆ ดีขึ้นเองในเวลาหลายเดือนถึง 1–2 ปี แต่ชนิดที่ขึ้นในช่องปาก เล็บ หรือหนังศีรษะมักเรื้อรังและกลับเป็นซ้ำได้ การรักษาช่วยคุมอาการและป้องกันความเสียหายถาวร
ต่างจากสะเก็ดเงินอย่างไร?
ไลเคนพลานัสเป็นตุ่มสีม่วง แบน เหลี่ยม คันมาก มีเส้นลายขาว (Wickham) และมักมีรอยโรคในช่องปาก/เล็บ ส่วนสะเก็ดเงินเป็นปื้นแดงหนาขุยสีเงินที่ข้อศอก เข่า หนังศีรษะ การตัดชิ้นเนื้อช่วยแยกได้ชัดเมื่อไม่แน่ใจ
ไลเคนพลานัสเกิดจากยาได้ไหม?
ได้ ยาบางชนิดกระตุ้นให้เกิดผื่นคล้ายไลเคนพลานัส (lichenoid drug eruption) ซึ่งมักดีขึ้นเมื่อหยุดยาต้นเหตุ จึงควรแจ้งแพทย์ถึงยาทุกชนิดที่ใช้อยู่ และไม่หยุดยาเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ที่สั่งยานั้น
ไลเคนพลานัสในช่องปากเสี่ยงมะเร็งไหม?
ชนิดในช่องปากมีความเสี่ยงเล็กน้อยที่จะกลายเป็นมะเร็งช่องปากในระยะยาว โดยเฉพาะชนิดที่เป็นแผลเรื้อรัง จึงควรติดตามกับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ และรีบพบแพทย์หากมีแผลไม่หาย เจ็บ หรือมีก้อน
รอยดำหลังผื่นไลเคนพลานัสหายไหม?
รอยดำหลังผื่น (PIH) ในผิวคนไทยมักจางได้เองแต่ใช้เวลาหลายเดือนถึงเป็นปี การคุมการอักเสบให้เร็ว ไม่เกา และป้องกันแดดช่วยลดรอยดำได้ ส่วนการเร่งจางรอยดำควรทำภายใต้คำแนะนำของแพทย์
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 2 สิงหาคม 2569
ข้อมูลในบทความนี้มีไว้เพื่อความเข้าใจเบื้องต้น ไม่ทดแทนการวินิจฉัยและการรักษาโดยแพทย์ หากอาการไม่ดีขึ้นหรือมีสัญญาณอันตราย ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังเพื่อตรวจและวางแผนการรักษาที่เหมาะกับคุณ



ความคิดเห็น