คีลอยด์ กับ แผลเป็นนูน ต่างกันอย่างไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีรักษาที่ได้ผลจริง และทำไมการผ่าตัดออกเฉย ๆ มักกลับมานูนกว่าเดิม
อัปเดตเมื่อ 12 ต.ค.
คีลอยด์ (Keloid) คือแผลเป็นที่ร่างกายสร้างคอลลาเจนมากเกินจนนูนแข็ง ขยายเกินขอบแผลเดิมออกไปบนผิวปกติ และแทบไม่ยุบเอง ส่วน แผลเป็นนูน (Hypertrophic scar) นูนเหมือนกันแต่อยู่ในขอบเขตของแผลเดิม และมักค่อย ๆ แบนลงเองใน 1–2 ปี
สองภาวะนี้หน้าตาคล้ายกันมาก แต่การพยากรณ์โรคและวิธีรักษาต่างกัน โดยเฉพาะเรื่องการผ่าตัด แผลเป็นนูนผ่าตัดแก้ได้ค่อนข้างปลอดภัย ส่วนคีลอยด์ถ้าตัดออกอย่างเดียวโดยไม่มีการรักษาเสริม จะกลับมาใหม่ราว 45–100% และหลายครั้งโตกว่าเดิม บทความนี้แยกคีลอยด์ตามตำแหน่งที่พบบ่อย บอกชื่อยาที่แพทย์ใช้จริง ความแรง ระยะห่างของการฉีด และเกณฑ์ที่บอกว่าการรักษาได้ผลหรือไม่
คีลอยด์กับแผลเป็นนูน ต่างกันอย่างไร
วิธีแยกที่ง่ายที่สุดคือดูว่าแผลเป็นเลยขอบแผลเดิมหรือไม่ และดูว่าเวลาผ่านไปแล้วแผลยุบลงหรือโตขึ้น
ขอบเขต: แผลเป็นนูนอยู่ในแนวแผลเดิม คีลอยด์ลามออกนอกแนวแผล บางครั้งเป็นก้อนรูปปู แผ่ขาออกด้านข้าง
เวลาที่เริ่มเห็น: แผลเป็นนูนมักนูนภายใน 4–8 สัปดาห์หลังเกิดแผล คีลอยด์อาจเริ่มนูนช้ากว่า 3 เดือนถึงเป็นปี
แนวโน้ม: แผลเป็นนูนมักแบนและสีจางลงเองใน 12–24 เดือน คีลอยด์มักโตช้า ๆ ต่อเนื่องหรือคงที่ แทบไม่ยุบเอง
อาการ: ทั้งคู่คันและเจ็บได้ แต่คีลอยด์มักคันหรือเจ็บแปลบมากกว่า โดยเฉพาะตอนเหงื่อออกหรือโดนเสื้อเสียดสี
ตำแหน่ง: แผลเป็นนูนพบได้ทุกที่ที่แผลตึง เช่น ข้อพับ แผลไฟไหม้ คีลอยด์ชอบติ่งหู หน้าอก หัวไหล่ หลังส่วนบน และกราม
หลังผ่าตัดออก: แผลเป็นนูนผ่าตัดปรับแนวแผลแล้วมักดีขึ้น คีลอยด์ถ้าตัดออกอย่างเดียวมีโอกาสกลับมาสูงมาก
ในทางปฏิบัติ แผลเป็นที่อายุยังไม่ถึง 1 ปีบางครั้งแยกไม่ได้ชัด แพทย์จะใช้ประวัติ ตำแหน่ง และการติดตามดูการเปลี่ยนแปลงประกอบกัน ถ้าแยกไม่ได้ แพทย์มักรักษาแบบคีลอยด์ไว้ก่อน เพราะปลอดภัยกว่าการผ่าตัดทันที
อาการเริ่มต้นของคีลอยด์เป็นอย่างไร
คีลอยด์ระยะแรกมักไม่ได้ดูเหมือนก้อน แต่เป็นแผลที่ควรหายแล้วกลับไม่เรียบ สัญญาณที่ควรสังเกตคือ
แผลปิดสนิทแล้ว แต่ยังแดงหรือชมพูเข้มอยู่เกิน 6–8 สัปดาห์
แผลเริ่มหนาและแข็งขึ้นเมื่อคลำ เทียบกับผิวรอบ ๆ
คันในแผลเป็นเป็นพัก ๆ หรือเจ็บแปลบเวลาโดนเสื้อ
รูเจาะหูมีตุ่มแข็งเล็ก ๆ ขนาด 2–3 มม. ด้านหน้าหรือหลังติ่งหู ซึ่งไม่ยุบแม้ถอดต่างหูแล้ว
ขอบแผลเริ่มยื่นออกไปบนผิวปกติ
ถ้าเห็นสัญญาณเหล่านี้ในคนที่เคยเป็นคีลอยด์มาก่อนหรือมีคนในครอบครัวเป็น ควรพบแพทย์ผิวหนังตั้งแต่ตอนนี้ คีลอยด์ที่เล็กกว่า 1 ซม. และเพิ่งเกิดไม่ถึง 1 ปี ตอบสนองต่อการฉีดยาดีกว่าก้อนเก่าที่ใหญ่มาก
คีลอยด์เกิดจากอะไร ใครเสี่ยงบ้าง
คีลอยด์เกิดจากเซลล์สร้างเส้นใย (fibroblast) ในแผลทำงานไม่ยอมหยุด หลังแผลปิดแล้วก็ยังสร้างคอลลาเจนต่อ ร่วมกับการอักเสบที่ค้างอยู่ในชั้นหนังแท้ แรงตึงของผิวทำให้กระบวนการนี้รุนแรงขึ้น จึงพบมากในบริเวณที่ผิวถูกยืดตลอดเวลา เช่น หน้าอกที่ขยับตามการหายใจ
ปัจจัยเสี่ยงที่ชัดเจน ได้แก่
พันธุกรรม: มีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นคีลอยด์ ความเสี่ยงสูงขึ้นชัดเจน
สีผิว: คนผิวคล้ำ รวมถึงคนเอเชีย เป็นคีลอยด์บ่อยกว่าคนผิวขาว
อายุ: พบมากช่วงอายุ 10–30 ปี เด็กเล็กและผู้สูงอายุพบน้อยกว่า
ฮอร์โมน: วัยรุ่นและช่วงตั้งครรภ์ คีลอยด์อาจโตเร็วขึ้น
ชนิดของแผล: แผลที่อักเสบนาน ติดเชื้อ หรือหายช้าเกิน 3 สัปดาห์ เช่น แผลไฟไหม้ สิวอักเสบลึก อีสุกอีใส แผลผ่าตัดที่ตึง
คนที่เคยเป็นคีลอยด์ที่ตำแหน่งหนึ่งแล้ว มีโอกาสเป็นซ้ำที่แผลใหม่ตำแหน่งอื่นด้วย จึงควรบอกแพทย์ทุกครั้งก่อนผ่าตัด เจาะหู หรือทำหัตถการบนผิว
แผลเป็นนูนหลังผ่าตัดหรือแผลไฟไหม้ (Hypertrophic scar)
ลักษณะ: นูนแดงหรือชมพู ตามแนวแผลเดิมพอดี ไม่ลามออกนอกขอบ มักเป็นแนวเส้นหรือเป็นแผ่นตามรูปแผลไฟไหม้ อาจดึงรั้งข้อพับจนเหยียดไม่สุด
สาเหตุ: แผลตึง แผลติดเชื้อ หรือแผลหายช้า โดยเฉพาะแผลไฟไหม้ที่ใช้เวลาหายเกิน 2–3 สัปดาห์
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย ส่วนใหญ่แบนลงเองใน 1–2 ปี แต่ถ้าดึงรั้งข้อจนขยับลำบาก ไม่ควรรอ
เมื่อไรต้องพบแพทย์: แผลยังนูนแดงเกิน 3 เดือน คันมากจนนอนไม่หลับ หรือดึงรั้งข้อมือ ข้อศอก คอ
แผลเป็นนูนเป็นกลุ่มที่ตอบสนองต่อแผ่นซิลิโคนและการกดทับดีที่สุด ถ้าเริ่มเร็วในช่วง 2–3 เดือนแรก แผลแบนเร็วขึ้นชัดเจน รายละเอียดการเลือกเจลและแผ่นซิลิโคนอ่านได้ที่ ยาทาแผลเป็น เลือกตัวไหน ทานานแค่ไหน
คีลอยด์ที่ติ่งหูจากการเจาะหู
ลักษณะ: ก้อนกลมแข็ง ผิวเรียบมัน ด้านหน้า ด้านหลัง หรือทั้งสองด้านของรูเจาะ ขนาดตั้งแต่เม็ดถั่วจนถึง 2–3 ซม. บางคนเป็นทั้งสองหู
สาเหตุ: แผลจากการเจาะหูหรือเจาะกระดูกอ่อนหู โดยเฉพาะเมื่อรูเจาะอักเสบหรือติดเชื้อช่วงแรก หรือแพ้โลหะในต่างหูจนอักเสบเรื้อรัง
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่มักโตช้า ๆ ต่อเนื่อง ยิ่งรอ ก้อนยิ่งใหญ่และรักษายากขึ้น
เมื่อไรต้องพบแพทย์: เห็นตุ่มแข็งที่รูเจาะไม่ยุบภายใน 4–6 สัปดาห์หลังถอดต่างหู หรือก้อนโตขึ้นเรื่อย ๆ
คีลอยด์ติ่งหูเป็นตำแหน่งเดียวที่การผ่าตัดร่วมกับการรักษาเสริมได้ผลค่อนข้างดี เพราะติ่งหูกดทับได้ง่ายด้วยต่างหูกดทับ (pressure earring) หลังผ่าตัด แพทย์มักฉีดสเตียรอยด์ที่แผลผ่าตัดซ้ำทุก 2–4 สัปดาห์ และให้ใส่ต่างหูกดทับวันละ 12–24 ชั่วโมงต่อเนื่อง 6–12 เดือน คนที่เคยเป็นคีลอยด์ติ่งหูไม่ควรเจาะหูใหม่ทุกตำแหน่ง
คีลอยด์ที่หน้าอกและหัวไหล่
ลักษณะ: ก้อนนูนแข็ง แดงคล้ำ มักเป็นรูปผีเสื้อหรือรูปปูกลางหน้าอก หรือเป็นแผ่นบนหัวไหล่ ขยายออกด้านข้างตามแนวที่ผิวถูกดึง
สาเหตุ: สิวอักเสบ รอยข่วน แผลผ่าตัดกลางอก การฉีดวัคซีนที่ต้นแขน หรือบางรายเกิดขึ้นโดยไม่มีแผลชัดเจน (spontaneous keloid)
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: เป็นตำแหน่งที่คีลอยด์โตเร็วและกลับมาซ้ำบ่อยที่สุด มักคันและเจ็บมาก
เมื่อไรต้องพบแพทย์: ตั้งแต่ก้อนยังเล็ก ไม่ควรรอให้ขยาย และไม่ควรผ่าตัดออกโดยไม่มีแผนรักษาเสริม
หน้าอกและหัวไหล่เป็นตำแหน่งที่แพทย์ผิวหนังส่วนใหญ่ หลีกเลี่ยงการผ่าตัดเป็นการรักษาแรก เพราะแรงตึงจากการหายใจและการขยับแขนทำให้แผลผ่าตัดใหม่กลายเป็นคีลอยด์ที่ใหญ่กว่าเดิม การรักษาหลักคือฉีดยาเข้าก้อนเป็นรอบ ๆ ร่วมกับแผ่นซิลิโคน
คีลอยด์จากสิว ที่หลัง กราม และคาง
ลักษณะ: ตุ่มนูนแข็งหลายจุด กระจายตามแนวที่เคยมีสิวอักเสบ เช่น กราม คาง หลังส่วนบน หน้าอก บางตุ่มเล็กเท่าเม็ดถั่วเขียว บางตุ่มรวมกันเป็นแผ่น
สาเหตุ: สิวอักเสบลึก สิวหัวช้าง และการบีบหรือแกะสิว ทำให้การอักเสบลงลึกถึงหนังแท้
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ถ้ายังมีสิวอักเสบอยู่ จะเกิดคีลอยด์จุดใหม่ต่อเนื่อง ต้องคุมสิวไปพร้อมกัน
เมื่อไรต้องพบแพทย์: มีตุ่มแข็งที่ไม่ยุบหลังสิวหายเกิน 2–3 เดือน หรือยังมีสิวอักเสบเป็นตุ่มลึกอยู่
หัวใจของการรักษาคีลอยด์จากสิวคือหยุดสิวอักเสบให้ได้ก่อน ไม่อย่างนั้นฉีดยุบจุดเก่าไปก็เกิดจุดใหม่ อ่านแนวทางคุมสิวอักเสบได้ที่ สิวอักเสบ เกิดจากอะไร และรักษาอย่างไรไม่ให้เป็นแผลเป็น และ สิวหัวช้าง บีบได้ไหม ส่วนสิวที่หายแล้วเหลือเป็นหลุมยุบลง ไม่ใช่คีลอยด์ ดู หลุมสิว รักษาให้เต็มได้จริงไหม
คีลอยด์หลังผ่าตัด ผ่าคลอด และแผลจากอุบัติเหตุ
ลักษณะ: แผลผ่าตัดที่นูนหนาขึ้นหลังผ่าตัด 2–6 เดือน ช่วงแรกเหมือนแผลเป็นนูน แต่ค่อย ๆ ลามออกนอกแนวเย็บ
สาเหตุ: แผลตึง แผลติดเชื้อ ไหมหลุด หรือแผลที่ตั้งฉากกับแนวการยืดของผิว
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: ไม่อันตราย แต่ถ้ารักษาช่วงที่แผลยังแดงอยู่ ตอบสนองดีกว่าแผลเก่า
เมื่อไรต้องพบแพทย์: แผลผ่าตัดยังนูนแดงและคันเกิน 3 เดือน หรือคนที่รู้ตัวว่าเป็นคีลอยด์ง่ายและกำลังจะผ่าตัด
คนที่มีประวัติคีลอยด์และวางแผนผ่าตัด เช่น ผ่าคลอดครั้งที่สอง ควรแจ้งศัลยแพทย์ล่วงหน้า แผนป้องกันที่ใช้บ่อยคือ เย็บแผลให้ตึงน้อยที่สุด เริ่มแผ่นซิลิโคนเมื่อแผลปิดสนิท (ราว 2 สัปดาห์หลังผ่าตัด) และในบางรายแพทย์ฉีดสเตียรอยด์ที่แผลตั้งแต่ช่วงแรก
ตุ่มนูนที่ท้ายทอยหลังโกนผม (Acne keloidalis nuchae)
ลักษณะ: ตุ่มนูนแข็งเล็ก ๆ หลายตุ่มบริเวณท้ายทอยใต้แนวผม บางรายรวมกันเป็นแผ่นนูนขวางคอ มีหนองหรือขนคุดร่วม
สาเหตุ: การอักเสบของรูขุมขนเรื้อรังจากการโกนหรือไถผมสั้นติดหนังศีรษะ คอเสื้อเสียดสี พบบ่อยในผู้ชายผมหยิก
ความรุนแรง/ความเร่งด่วน: เป็นโรคต่างจากคีลอยด์ทั่วไป แม้ชื่อคล้ายกัน ถ้ายังโกนผมสั้นต่อจะลุกลามเรื่อย ๆ
เมื่อไรต้องพบแพทย์: มีตุ่มนูนที่ท้ายทอยเกิน 1 เดือน หรือมีหนองซ้ำ ๆ
การรักษาเริ่มที่หยุดโกนผมให้สั้นติดหนัง ร่วมกับยาลดการอักเสบของรูขุมขน เช่น ยาทาสเตียรอยด์ ยาทา clindamycin 1% หรือยากิน doxycycline ตามที่แพทย์ประเมิน ตุ่มที่แข็งแล้วจึงใช้การฉีดสเตียรอยด์เหมือนคีลอยด์
คีลอยด์อันตรายไหม กลายเป็นมะเร็งได้หรือเปล่า
คีลอยด์เป็นการเจริญของเนื้อเยื่อแผลเป็นที่ ไม่ใช่มะเร็ง และไม่กลายเป็นมะเร็ง ไม่แพร่ไปอวัยวะอื่น ความทุกข์หลักคืออาการคัน เจ็บ ดึงรั้ง และผลต่อความมั่นใจ
แต่มีบางกรณีที่ก้อนดูคล้ายคีลอยด์แล้วไม่ใช่ แพทย์จะพิจารณาตัดชิ้นเนื้อตรวจเมื่อ
ก้อนเกิดขึ้นเองโดยไม่มีแผลมาก่อน และโตเร็วผิดปกติในไม่กี่เดือน
ก้อนมีแผลแตก เลือดออกง่าย หรือเป็นตุ่มหลายสีในก้อนเดียว
ก้อนไม่ตอบสนองต่อการฉีดยาเลยหลังฉีด 3 ครั้ง
ก้อนอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ใช่ตำแหน่งปกติของคีลอยด์ เช่น ฝ่ามือ ฝ่าเท้า
เนื้องอกบางชนิด เช่น dermatofibrosarcoma protuberans (DFSP) หน้าตาคล้ายคีลอยด์ในระยะแรก การตัดชิ้นเนื้อเล็ก ๆ ช่วยแยกได้ชัดเจน
ฉีดยาสเตียรอยด์เข้าคีลอยด์ (Triamcinolone acetonide)
การฉีดสเตียรอยด์เข้าก้อนเป็นการรักษาหลักของคีลอยด์และแผลเป็นนูนที่ไม่ยุบเอง ยาที่ใช้คือ ไตรแอมซิโนโลน อะเซโทไนด์ (triamcinolone acetonide) ซึ่งลดการอักเสบและลดการสร้างคอลลาเจนในก้อน
ความแรง: 10–40 มก./มล. แพทย์เลือกตามความหนาของก้อน ก้อนบางหรือบนใบหน้าใช้ 10 มก./มล. ก้อนหนาแข็งบนหน้าอกหรือติ่งหูใช้ 20–40 มก./มล.
ระยะห่าง: ทุก 4–6 สัปดาห์ (บางรายถี่ถึงทุก 2–3 สัปดาห์ในช่วงแรก)
จำนวนครั้ง: ส่วนใหญ่ต้องฉีด 3–6 ครั้งขึ้นไป ก้อนจึงแบนลงชัด
เห็นผลเมื่อไร: อาการคันและเจ็บมักลดตั้งแต่หลังเข็มแรก ก้อนเริ่มนิ่มและแบนลงหลังฉีด 2–3 ครั้ง
ได้ผลแค่ไหน: ก้อนแบนลงบางส่วนถึงเกือบเรียบในราว 50–100% ของผู้ป่วย แต่กลับมาโตใหม่ได้ราว 9–50% จึงต้องติดตามต่อ
ผลข้างเคียง ที่ต้องรู้ก่อนฉีด คือ ผิวบุ๋มยุบลงกว่าระดับผิวรอบ ๆ (atrophy) ผิวรอบก้อนสีจางลง (hypopigmentation) และเส้นเลือดฝอยขึ้น โดยเฉพาะเมื่อฉีดความแรงสูงหรือยาซึมออกนอกก้อน ส่วนใหญ่ค่อย ๆ ดีขึ้นใน 6–12 เดือน ผู้หญิงบางรายประจำเดือนคลาดเคลื่อนชั่วคราวหลังฉีดปริมาณมาก การหยุดฉีดเมื่อก้อนแบนเสมอผิวแล้ว และการเว้นระยะให้พอ ช่วยลดผลข้างเคียงเหล่านี้
ยาฉีดอื่นเมื่อสเตียรอยด์อย่างเดียวไม่พอ: 5-FU, verapamil, botulinum toxin
ถ้าฉีดสเตียรอยด์ 3–4 ครั้งแล้วก้อนแบนไม่ถึงครึ่ง หรือผิวรอบก้อนเริ่มบางและสีจาง แพทย์อาจเปลี่ยนหรือเสริมยาตัวอื่น
ไฟว์-เอฟยู (5-fluorouracil, 5-FU) 50 มก./มล.: ยับยั้งการแบ่งตัวของเซลล์สร้างเส้นใย มักผสมกับไตรแอมซิโนโลนในสัดส่วน 9:1 (5-FU 0.9 มล. กับ triamcinolone 40 มก./มล. 0.1 มล.) ฉีดทุก 1–4 สัปดาห์ ได้ผลดีกว่าสเตียรอยด์เดี่ยวในหลายการศึกษา และทำให้ผิวบุ๋มน้อยกว่า เจ็บระหว่างฉีดมากกว่า อาจเป็นแผลตื้นหรือสีคล้ำที่จุดฉีด ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
เวอราพามิล (verapamil) 2.5 มก./มล.: ยาที่ใช้ฉีดเข้าก้อนทุก 3–4 สัปดาห์ เป็นทางเลือกเมื่อไม่อยากให้ผิวบางจากสเตียรอยด์ ได้ผลช้ากว่าเล็กน้อย
โบทูลินัมท็อกซินชนิดเอ (botulinum toxin type A): ลดแรงตึงของกล้ามเนื้อรอบแผลและลดอาการคัน ใช้เสริมในแผลที่อยู่ตำแหน่งขยับมาก ข้อมูลยังน้อยกว่ายาสองตัวแรก
ทุกตัวต้องฉีดโดยแพทย์ และการเลือกยา ความแรง และสัดส่วนผสม แพทย์ตัดสินจากขนาด ตำแหน่ง และประวัติการรักษาเดิมของแต่ละคน
แผ่นซิลิโคนและเจลซิลิโคน ใช้นานแค่ไหน
ซิลิโคนเป็นการรักษาที่มีหลักฐานดีที่สุดในกลุ่มที่ใช้เองที่บ้าน ทำงานโดยปิดผิวให้ชุ่มชื้นและลดสัญญาณกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน
เริ่มเมื่อไร: เมื่อแผลปิดสนิท ไม่มีสะเก็ดและไม่มีน้ำเหลือง ปกติราว 2 สัปดาห์หลังผ่าตัดหรือหลังตัดไหม
ใช้วันละกี่ชั่วโมง: แผ่นซิลิโคนแปะ 12–24 ชั่วโมงต่อวัน ถอดล้างวันละครั้ง เจลซิลิโคนทาบาง ๆ วันละ 2 ครั้ง
นานแค่ไหน: อย่างน้อย 12 สัปดาห์ หลายรายต้อง 6 เดือนขึ้นไป
อะไรบอกว่าได้ผล: แผลนิ่มขึ้น สีแดงจางลง และอาการคันลดลงภายใน 4–8 สัปดาห์
ซิลิโคนอย่างเดียวช่วยแผลเป็นนูนและคีลอยด์ที่เพิ่งเริ่มได้ดี แต่ไม่ค่อยทำให้คีลอยด์ก้อนใหญ่ที่เป็นมาหลายปียุบลง สำหรับก้อนเก่า ซิลิโคนเป็นตัวเสริมหลังฉีดยาหรือหลังผ่าตัดเพื่อลดการกลับมาใหม่
ผ้ารัดและต่างหูกดทับ (Pressure therapy)
การกดทับต่อเนื่องลดเลือดและออกซิเจนที่ไปเลี้ยงเซลล์สร้างคอลลาเจน ทำให้แผลเป็นแบนลง ใช้มากในแผลไฟไหม้และคีลอยด์ติ่งหู
แรงกด: ประมาณ 24–30 มม.ปรอท ต้องแน่นพอแต่ไม่ทำให้ปลายนิ้วหรือผิวซีดชา
เวลา: 12–24 ชั่วโมงต่อวัน
ระยะเวลา: 6–12 เดือน
ตำแหน่งที่ทำได้จริง: ติ่งหู (ต่างหูกดทับ) แขนขาและลำตัวหลังแผลไฟไหม้ (ผ้ารัดตามสั่งตัด) ส่วนหน้าอกและหัวไหล่ทำได้ยาก
ข้อจำกัดหลักคือต้องใส่สม่ำเสมอจริง ใส่บ้างไม่ใส่บ้างผลจะลดลงมาก
รักษาคีลอยด์ด้วยความเย็น (Cryotherapy)
การจี้หรือฉีดความเย็นด้วยไนโตรเจนเหลวทำให้เนื้อเยื่อในก้อนตายและยุบลง ใช้ได้ดีกับก้อนเล็กถึงกลาง มักทำร่วมกับการฉีดสเตียรอยด์ เพราะหลังจี้เย็นก้อนจะบวมนิ่มและฉีดยาเข้าง่ายขึ้น
ทำทุก 3–4 สัปดาห์ ข้อเสียสำคัญสำหรับคนเอเชียคือ ผิวตรงที่จี้มักสีจางลงเป็นด่างขาว และอาจเป็นถาวร จึงไม่ค่อยใช้กับตำแหน่งที่มองเห็นชัด เช่น หน้า หรือคนผิวคล้ำมาก
เลเซอร์รักษาแผลเป็นคีลอยด์ได้ไหม
เลเซอร์ช่วยได้ แต่ เป็นการรักษาเสริม ไม่ใช่การรักษาหลัก ของคีลอยด์ และต้องเลือกชนิดให้ตรงกับปัญหา
เลเซอร์หลอดเลือด: ลดสีแดงและเส้นเลือดในแผลเป็นที่ยังแดงอยู่ ช่วยลดคันและทำให้แผลนิ่มขึ้น ใช้ได้ดีในแผลเป็นนูนอายุไม่เกิน 1 ปี มักทำทุก 4–6 สัปดาห์ 3–5 ครั้ง
เลเซอร์แบบแฟรกชันและเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์: เจาะรูเล็ก ๆ ในแผลเป็นเพื่อให้ผิวปรับโครงสร้าง และช่วยให้ยาที่ทาหรือฉีดตามหลังซึมลงลึกขึ้น ใช้กับแผลเป็นนูนที่หนาหรือแผลไฟไหม้
สิ่งที่ไม่ควรทำคือใช้เลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ตัดหรือเผาคีลอยด์ทั้งก้อนออกเพียงอย่างเดียว เพราะกลับมาใหม่สูงไม่ต่างจากการผ่าตัดเปล่า ๆ ผลข้างเคียงที่พบได้คือรอยคล้ำหลังเลเซอร์ (PIH) ซึ่งพบบ่อยในผิวคนไทย ผลลัพธ์ต่างกันในแต่ละคนและต้องทำหลายครั้ง ส่วนรอยดำหรือรอยแดงที่ไม่นูน อ่านแยกได้ที่ รอยสิว แยกรอยแดงกับรอยดำ
ทำไมผ่าตัดคีลอยด์ออกเฉย ๆ มักกลับมานูนกว่าเดิม
การตัดคีลอยด์ออกคือการสร้างแผลใหม่ในคนที่ร่างกายตอบสนองต่อแผลด้วยการสร้างคอลลาเจนเกิน แผลใหม่ที่ยาวกว่าเดิมจึงมีโอกาสกลายเป็นคีลอยด์ที่ใหญ่กว่าเดิม ตัวเลขจากการศึกษาคร่าว ๆ เป็นดังนี้
ผ่าตัดอย่างเดียว: กลับมาใหม่ราว 45–100%
ผ่าตัดแล้วฉีดสเตียรอยด์ที่แผลซ้ำหลายครั้ง: การกลับมาลดลงเหลือราวครึ่งหนึ่งหรือน้อยกว่า ขึ้นกับตำแหน่ง
ผ่าตัดแล้วฉายรังสีที่แผลภายใน 24–48 ชั่วโมง: กลับมาใหม่ราว 10–20% เป็นวิธีที่ใช้กับคีลอยด์ก้อนใหญ่ที่ดื้อต่อการรักษาอื่น ทำในโรงพยาบาลที่มีหน่วยรังสีรักษา และไม่ใช้ในเด็กหรือหญิงตั้งครรภ์
แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดเมื่อก้อนใหญ่มาก มีก้าน (เช่นคีลอยด์ติ่งหูที่ห้อยเป็นติ่ง) หรือฉีดยาแล้วไม่ตอบสนอง และ ต้องวางแผนการรักษาเสริมหลังผ่าตัดไว้ตั้งแต่แรก ไม่ใช่ตัดก่อนแล้วค่อยดูทีหลัง
ทำยังไงให้คีลอยด์ยุบ: แผนรักษาตามขนาดและอายุของก้อน
ไม่มีวิธีเดียวที่เหมาะกับทุกคน แนวทางที่แพทย์ผิวหนังใช้บ่อยแบ่งตามลักษณะของก้อนได้ดังนี้
แผลเป็นนูนอายุน้อยกว่า 3–6 เดือน ยังแดง: แผ่นหรือเจลซิลิโคน 12 สัปดาห์ขึ้นไป ร่วมกับการกดทับถ้าทำได้ ถ้าไม่ดีขึ้นใน 2–3 เดือน เพิ่มการฉีดสเตียรอยด์ความแรงต่ำ
คีลอยด์ขนาดเล็กกว่า 1–2 ซม.: ฉีดไตรแอมซิโนโลน 10–40 มก./มล. ทุก 4–6 สัปดาห์ ร่วมกับซิลิโคน จนก้อนแบนเสมอผิว
คีลอยด์ที่ฉีดสเตียรอยด์ 3–4 ครั้งแล้วยุบไม่ถึงครึ่ง: เปลี่ยนเป็น 5-FU ผสมไตรแอมซิโนโลน หรือเสริมการจี้เย็น หรือเลเซอร์ร่วม
คีลอยด์ติ่งหูหรือก้อนใหญ่ที่มีก้าน: ผ่าตัดออก แล้วฉีดสเตียรอยด์ที่แผลทุก 2–4 สัปดาห์ ร่วมกับต่างหูกดทับ 6–12 เดือน
คีลอยด์ก้อนใหญ่ที่กลับมาซ้ำหลายครั้ง: ผ่าตัดร่วมกับฉายรังสีหลังผ่าตัด ส่งต่อโรงพยาบาลที่มีรังสีรักษา
เป้าหมายที่เป็นจริงคือก้อนแบนลง นิ่มลง หายคันหายเจ็บ และคุมไม่ให้โตต่อ ไม่มีวิธีใดรับประกันว่าหายขาดหรือไม่กลับมาอีก คนที่ตอบสนองดีควรติดตามกับแพทย์ทุก 3–6 เดือนในปีแรก เพราะการฉีดซ้ำตั้งแต่ก้อนเริ่มนูนกลับมา ง่ายกว่ารอจนก้อนใหญ่
รอยแผลเป็นจางลงกี่วัน
แผลทุกแผลผ่านระยะปรับตัวนานกว่าที่คนส่วนใหญ่คิด
0–3 สัปดาห์: แผลปิด ผิวใหม่ยังบางและแดง
3 สัปดาห์–3 เดือน: แผลเป็นแดงที่สุดและอาจนูนขึ้น เป็นช่วงที่แผลเป็นนูนและคีลอยด์เริ่มแสดงตัว
3–12 เดือน: แผลปกติจะค่อย ๆ จางและแบนลง
12–24 เดือน: แผลเป็นเข้าที่ สีใกล้ผิวปกติขึ้น
ดังนั้นแผลอายุ 2 เดือนที่ยังแดงไม่ได้แปลว่าผิดปกติเสมอไป แต่ถ้าแผลหนาขึ้นเรื่อย ๆ หรือเริ่มลามออกนอกขอบ ควรให้แพทย์ประเมินโดยไม่ต้องรอครบปี ส่วนแผลสดที่ยังไม่ปิด การดูแลให้หายเร็วคือการป้องกันแผลเป็นที่ดีที่สุด อ่านวิธีล้างและปิดแผลได้ที่ แผลถลอก ล้างยังไง ปิดแผลดีไหม กี่วันหาย
ป้องกันคีลอยด์ หลังเจาะหู ผ่าตัด และเป็นสิว
สำหรับคนที่รู้ตัวว่าเป็นคีลอยด์ง่าย การป้องกันได้ผลดีกว่ารักษาทีหลังเสมอ
ไม่เจาะหู สัก หรือทำหัตถการเพื่อความงามโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะบริเวณหน้าอก หัวไหล่ และติ่งหู
ถ้าต้องผ่าตัด แจ้งศัลยแพทย์ว่ามีประวัติคีลอยด์ ให้วางแผนเย็บลดแรงตึงและการรักษาเสริมตั้งแต่ก่อนผ่าตัด
ดูแลแผลให้หายเร็วและไม่ติดเชื้อ ล้างสะอาด ปิดแผลให้ชุ่มชื้น ไม่แกะสะเก็ด
เริ่มซิลิโคนเร็ว ทันทีที่แผลปิดสนิท ใช้ต่อเนื่องอย่างน้อย 12 สัปดาห์
คุมสิวอักเสบให้เร็ว ไม่บีบหรือแกะสิวบนหน้าอก หลัง และกราม
กันแดดบนแผลใหม่ ช่วง 6–12 เดือนแรก เพื่อลดรอยคล้ำ (กันแดดไม่ได้ป้องกันคีลอยด์โดยตรง แต่ช่วยให้แผลเป็นสีกลมกลืนขึ้น)
เมื่อไรควรพบแพทย์ผิวหนังเรื่องคีลอยด์
แผลเป็นยังนูนแดงเกิน 3 เดือน หรือเริ่มลามออกนอกขอบแผลเดิม
มีตุ่มแข็งที่รูเจาะหูไม่ยุบ
คันหรือเจ็บจนรบกวนการนอนหรือการใช้ชีวิต
แผลเป็นดึงรั้งข้อจนขยับลำบาก
ก้อนโตเร็ว มีแผลแตก เลือดออก หรือเกิดขึ้นเองโดยไม่มีแผลมาก่อน
กำลังจะผ่าตัดหรือเจาะหู และเคยเป็นคีลอยด์มาก่อน
ข้อมูลภาพรวมของบริการรักษาแผลเป็นในคลินิก ดูได้ที่ รักษาแผลเป็น หลุมสิว และคีลอยด์
สรุปสั้น ๆ
คีลอยด์ลามเกินขอบแผลเดิมและแทบไม่ยุบเอง แผลเป็นนูนอยู่ในขอบแผลและมักแบนเองใน 1–2 ปี
คีลอยด์ไม่ใช่มะเร็ง แต่ก้อนที่โตเร็ว มีแผลแตก หรือเกิดเองโดยไม่มีแผล ควรให้แพทย์ตรวจ
การรักษาหลักคือฉีดไตรแอมซิโนโลน 10–40 มก./มล. ทุก 4–6 สัปดาห์ ร่วมกับแผ่นหรือเจลซิลิโคนอย่างน้อย 12 สัปดาห์
ฉีดสเตียรอยด์ 3–4 ครั้งแล้วยุบไม่ถึงครึ่ง แพทย์อาจเปลี่ยนเป็น 5-FU ผสมสเตียรอยด์ จี้เย็น หรือเลเซอร์เสริม
ห้ามผ่าตัดคีลอยด์ออกอย่างเดียว เพราะกลับมาใหม่ 45–100% ต้องมีการรักษาเสริมหลังผ่าตัดเสมอ
คนที่เป็นคีลอยด์ง่ายควรหลีกเลี่ยงการเจาะหู และแจ้งแพทย์ทุกครั้งก่อนผ่าตัด
คำถามที่พบบ่อยเรื่องคีลอยด์
อาการเริ่มต้นของคีลอยด์เป็นอย่างไร?
อาการเริ่มต้นของคีลอยด์คือแผลที่ปิดแล้วแต่ยังแดงเข้มเกิน 6–8 สัปดาห์ เริ่มหนาและแข็งเมื่อคลำ คันหรือเจ็บแปลบเป็นพัก ๆ และขอบแผลค่อย ๆ ยื่นออกนอกแนวแผลเดิม ที่ติ่งหูมักเริ่มเป็นตุ่มแข็งขนาด 2–3 มม. ที่รูเจาะซึ่งไม่ยุบแม้ถอดต่างหู ถ้ามีประวัติคีลอยด์ในครอบครัว ควรพบแพทย์ตั้งแต่ระยะนี้ เพราะก้อนเล็กที่เพิ่งเกิดตอบสนองต่อการฉีดยาดีกว่าก้อนเก่าที่ใหญ่แล้ว
ทำยังไงให้คีลอยด์ยุบ
วิธีที่ได้ผลที่สุดคือฉีดยาสเตียรอยด์ไตรแอมซิโนโลน (triamcinolone acetonide) 10–40 มก./มล. เข้าก้อนทุก 4–6 สัปดาห์ ส่วนใหญ่ต้อง 3–6 ครั้ง ร่วมกับแปะแผ่นซิลิโคน 12–24 ชั่วโมงต่อวันอย่างน้อย 12 สัปดาห์ ถ้าฉีด 3–4 ครั้งแล้วยุบไม่ถึงครึ่ง แพทย์อาจเปลี่ยนเป็น 5-FU ผสมสเตียรอยด์ หรือเสริมการจี้เย็นหรือเลเซอร์ ยาทาหรือครีมลบแผลเป็นอย่างเดียวมักไม่ทำให้คีลอยด์ที่เป็นก้อนแข็งแล้วยุบลง
เลเซอร์รักษาแผลเป็นคีลอยด์ได้ไหม?
ได้ แต่เป็นการรักษาเสริม ไม่ใช่การรักษาหลัก เลเซอร์หลอดเลือดช่วยลดสีแดง ลดคัน และทำให้แผลนิ่มขึ้น ส่วนเลเซอร์แบบแฟรกชันหรือเลเซอร์คาร์บอนไดออกไซด์ช่วยปรับผิวแผลเป็นและเปิดทางให้ยาซึมลึกขึ้น มักใช้ร่วมกับการฉีดยา ต้องทำหลายครั้งห่างกัน 4–6 สัปดาห์ และอาจทิ้งรอยคล้ำชั่วคราว การใช้เลเซอร์ตัดคีลอยด์ทั้งก้อนออกอย่างเดียวกลับมาใหม่สูงไม่ต่างจากการผ่าตัด
คีลอยด์อันตรายมั้ย
คีลอยด์ไม่ใช่มะเร็งและไม่กลายเป็นมะเร็ง ไม่แพร่กระจายไปที่อื่น ปัญหาหลักคือคัน เจ็บ ดึงรั้ง และรูปลักษณ์ อย่างไรก็ตาม ก้อนที่เกิดขึ้นเองโดยไม่มีแผลมาก่อน โตเร็วผิดปกติในไม่กี่เดือน มีแผลแตกหรือเลือดออก หรือไม่ตอบสนองต่อการฉีดยาเลย ควรให้แพทย์ผิวหนังตรวจและอาจตัดชิ้นเนื้อ เพราะเนื้องอกบางชนิดหน้าตาคล้ายคีลอยด์ในระยะแรก
คีลอยด์ที่หู เกิดจากอะไร
คีลอยด์ที่หูส่วนใหญ่เกิดจากแผลเจาะหูหรือเจาะกระดูกอ่อนหู โดยเฉพาะเมื่อรูเจาะอักเสบ ติดเชื้อ หรือแพ้โลหะต่างหูจนอักเสบนาน ในคนที่มีพันธุกรรมเป็นคีลอยด์ง่าย การรักษาที่ได้ผลดีสำหรับก้อนใหญ่คือผ่าตัดออก แล้วฉีดสเตียรอยด์ที่แผลซ้ำทุก 2–4 สัปดาห์ ร่วมกับใส่ต่างหูกดทับวันละ 12–24 ชั่วโมง นาน 6–12 เดือน คนที่เคยเป็นแล้วไม่ควรเจาะหูใหม่
รอยแผลเป็นจางลงกี่วัน
แผลเป็นทั่วไปไม่ได้จางในไม่กี่วัน แต่ใช้เวลาเป็นเดือนถึงปี ช่วง 3 สัปดาห์ถึง 3 เดือนหลังเกิดแผลเป็นช่วงที่แผลแดงและนูนมากที่สุด จากนั้นค่อย ๆ จางและแบนลงใน 3–12 เดือน และเข้าที่ใน 12–24 เดือน ถ้าแผลหนาขึ้นเรื่อย ๆ หรือลามออกนอกขอบแผลเดิม อาจเป็นแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ ควรพบแพทย์โดยไม่ต้องรอครบปี การเริ่มซิลิโคนทันทีที่แผลปิดช่วยให้แผลเป็นแบนและจางเร็วขึ้น
อ่านบทความโรคผิวหนังเรื่องอื่น ๆ ได้ที่ รวมบทความโรคผิวหนัง
บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 12 ตุลาคม 2026
ข้อมูลในบทความนี้เป็นความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัยหรือการสั่งยาเฉพาะบุคคล การเลือกยา ความแรง จำนวนครั้ง และวิธีรักษาเป็นการตัดสินของแพทย์หลังตรวจร่างกาย ผลการรักษาแตกต่างกันในแต่ละบุคคล การฉีดยา การจี้เย็น เลเซอร์ และการผ่าตัดมีความเสี่ยงและผลข้างเคียงได้ ควรได้รับการประเมินและทำโดยแพทย์ทุกครั้ง

ความคิดเห็น