รอยแผลเป็นคีลอยด์ (Keloid) — สาเหตุ การป้องกัน และทางเลือกการรักษา
- 6 เม.ย.
- ยาว 1 นาที
อัปเดตเมื่อ 6 เม.ย.

รอยแผลเป็นคีลอยด์เป็นปัญหาที่ส่งผลต่อสุขภาพจิตใจและความมั่นใจในตัวเองของผู้ป่วยหลายราย เนื้อเยื่อด้านบนของรอยแผลเพิ่มพูนออกเกินขอบเขตแผลเดิม แตกต่างจากเนื้อเยื่อดแผลธรรมดา (Hypertrophic Scar) ที่จำกัดอยู่แต่ภายในบริเวณแผลเดิม
คีลอยด์คืออะไร?
คีลอยด์เกิดจากการสร้างเนื้อเยื่อดที่ผิดปกติ มีไฟโบรบลาสต์สร้างคอลลาเจนมากเกินไป โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวสีเข้มหรือผิวสีแดงมีความเสี่ยงสูงกว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดคีลอยด์ ได้แก่ การผ่าตัด การเจาะหู อาการหัดหรือสิว การสักเล็ก และการเกิดบาดแผลจากอุบัติเหตุ
อาการและลักษณะของคีลอยด์
คีลอยด์มีลักษณะเด่นคือ เนื้อเยื่อดตุ่ม นูน แข็ง มีสีตั้งแต่สีเนื้อไปจนเป็นสีเข้ม ขอบเขตของรอยแผลเลยออกเกินไปยังผิวหนังปกติโดยรอบ อาจมีอาการคันแสบร่วม พบบ่อยที่ตำแหน่งหน้าอก ปีกไหล่ หลัง และท้อง
การรักษาคีลอยด์
การรักษาคีลอยด์มีหลายวิธีการดังนี้:
1. การฉีดสเตียรอยด์เข้ารอยแผล: เป็นวิธีคลาสสิก คอร์ติโคสเตียรอยด์ถูกฉีดเข้ารอยแผลเดือนละ 1 ครั้ง ต่อเนื่องหลายเดือน ช่วยลดการสร้างคอลลาเจนเกิน
2. เลเซอร์: Nd:YAG Laser, PDL (Pulsed-Dye Laser) สามารถช่วยลดรอยแดงและทำให้คีลอยด์ลดขนาดลง
3. สิลิโคนเจล (Silicone Gel Sheet): ทาหรือปิดบนรอยแผลนาน 12 ชั่วโมงต่อวัน ระยะเวลาหลายเดือน
4. การผ่าตัด: เป็นทางเลือกสุดท้าย เนื่องจากอัตราการกลับเป็นซ้ำสูง โดยแพทย์มักกำหนดให้ฉีดสเตียรอยด์หรือยาเคมีร่วมด้วยทุกครั้ง
การป้องกันคีลอยด์
หากทราบว่าตัวเองมีแนวโน้มเกิดคีลอยด์ง่าย ควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำหัตถการใดๆ ที่อาจทำให้เกิดแผลบนผิวหนัง เช่น การเจาะหูหรือเจาะอวัยวะ หากอยู่ในหัตถการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ควรใช้แผ่นสิลิโคนป้องกันหลังการผ่าตัดทุกครั้ง
เอกสารอ้างอิง: Burd A, et al. (2007). "Hypertrophic response and keloid diathesis: two very different forms of scar." Plast Reconstr Surg 116(7 Suppl):150S-157S. | Gold MH, et al. (2014). "Updated international clinical recommendations on scar management." Dermatol Surg 40(8):825-831.


ความคิดเห็น