top of page

Prurigo ผื่นตุ่มคันเรื้อรัง เกิดจากอะไร แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีแยก Prurigo nodularis, Prurigo simplex และ Actinic prurigo และการรักษา

14 ส.ค.
ยาว 2 นาที

Prurigo (พรูริโก) คือกลุ่มโรคผิวหนังที่มีลักษณะร่วมกันคือ ตุ่มหรือก้อนที่คันมาก และมักถูกเกาจนเป็นแผลซ้ำ ๆ จนกลายเป็นวงจรคัน-เกาที่ไม่จบสิ้น จุดที่ทำให้คนไข้จำนวนมากรักษาไม่หายสักที คือการเข้าใจว่ามันเป็น "โรคเดียว" ทั้งที่จริงคำว่า prurigo รวมภาวะที่ต่างกันหลายชนิด ซึ่งมีสาเหตุ ตำแหน่ง และแนวทางรักษาไม่เหมือนกัน บทความนี้ นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง จะอธิบายวิธีแยกสามชนิดที่พบและสับสนบ่อยที่สุด ได้แก่ Prurigo nodularis, Prurigo simplex และ Actinic prurigo (ผื่นคันจากแสงแดด) พร้อมแนวทางการรักษาตามหลักฐาน

สรุปเร็ว: Prurigo สามชนิดที่ต้องแยกให้ออก



  • Prurigo nodularis (ผื่นตุ่มก้อนคันเรื้อรัง) — ตุ่มแข็งนูนเป็นก้อน คันรุนแรง มักขึ้นสมมาตรที่แขนขาด้านนอก เกิดจากวงจรคัน-เกาเรื้อรัง และมักมีโรคหรือภาวะซ่อนอยู่เบื้องหลัง



  • Prurigo simplex (ผื่นตุ่มคันชนิดกึ่งเฉียบพลัน) — ตุ่มแดงหรือตุ่มน้ำเล็ก ๆ คันมาก ขึ้นเป็นชุด ๆ เป็นซ้ำที่ลำตัวและแขนขา มักถูกเกาจนมีสะเก็ดตรงกลาง



  • Actinic prurigo (ผื่นคันจากแสงแดด) — ตุ่มคันเรื้อรังบริเวณที่โดนแดด เช่น ใบหน้า ริมฝีปาก แขน มักเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก และเป็นภาวะแพ้แสงชนิดหนึ่ง



หัวใจสำคัญ: ทั้งสามชนิดคือ "ตุ่มคัน" เหมือนกัน แต่ตัวขับเคลื่อนต่างกัน — nodularis เป็นเรื่องของวงจรคัน-เกาและโรคร่วม, simplex เป็นเรื่องของสิ่งกระตุ้นและภูมิแพ้, actinic เป็นเรื่องของแสงแดด การรักษาให้ได้ผลจึงต้องวินิจฉัยให้ถูกชนิดและตามหาสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังก่อนเสมอ

Prurigo nodularis (ผื่นตุ่มก้อนคันเรื้อรัง) เกิดจากอะไร

Prurigo nodularis คือภาวะที่ผิวหนังมี ตุ่มหรือก้อนแข็งนูน (nodule) ที่คันรุนแรงมาก จำนวนตั้งแต่ไม่กี่ก้อนจนถึงหลายสิบก้อน มักขึ้นสมมาตรบริเวณที่มือเอื้อมเกาถึง เช่น แขนขาด้านนอก หลัง และไหล่ ส่วนกลางหลังที่มือเอื้อมไม่ถึงมักเว้นว่าง (เรียกว่า butterfly sign)

กลไกหลักคือ วงจรคัน-เกา (itch–scratch cycle) เมื่อคันแล้วเกา การเกาซ้ำ ๆ ทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึกและผิวหนังหนาตัวขึ้น ยิ่งกระตุ้นให้คันมากขึ้นไปอีก จนกลายเป็นก้อนแข็งที่คงอยู่นานเป็นเดือนเป็นปี

จุดที่แพทย์อยากเน้นคือ Prurigo nodularis มักไม่ได้เกิดขึ้นลอย ๆ แต่เป็นสัญญาณว่ามีอะไรบางอย่างทำให้คันเรื้อรัง ซึ่งอาจเป็น:

  • โรคผิวหนังอื่น โดยเฉพาะผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis)

  • โรคทางกาย เช่น โรคไตเรื้อรัง โรคตับ โรคไทรอยด์ เบาหวาน โลหิตจางจากขาดธาตุเหล็ก

  • การติดเชื้อ เช่น HIV และในบางรายเกี่ยวข้องกับมะเร็งต่อมน้ำเหลือง

  • ปัจจัยทางระบบประสาทและจิตใจ เช่น ความเครียด ความวิตกกังวล ที่ทำให้เกามากขึ้น

ด้วยเหตุนี้ การพบแพทย์ผิวหนังจึงไม่ใช่แค่รักษาตุ่มที่เห็น แต่รวมถึงการตรวจหาสาเหตุที่ซ่อนอยู่ด้วย

แนวทางรักษา Prurigo nodularis

หลักการคือ ตัดวงจรคัน-เกาให้ได้ และรักษาสาเหตุที่อยู่เบื้องหลังพร้อมกัน

  • ยาทาสเตียรอยด์ความแรงสูง บางครั้งใช้ร่วมกับการปิดทับ (occlusion) เพื่อเพิ่มการซึม

  • การฉีดสเตียรอยด์เข้าก้อน (intralesional steroid) สำหรับก้อนที่ดื้อ

  • ยาลดอาการคัน เช่น ยาแก้แพ้ และยากลุ่มกาบาเพนติน (gabapentinoids) ที่ช่วยลดอาการคันเชิงประสาท

  • การฉายแสงอาทิตย์เทียม (phototherapy) สำหรับรายที่เป็นกว้าง

  • ยาชีวโมเลกุล (biologics) ในรายปานกลางถึงรุนแรง — ปัจจุบันมี dupilumab (ออกฤทธิ์ต่อ IL-4/IL-13) ซึ่งเป็นยากลุ่มแรกที่ได้รับการรับรอง และ nemolizumab (ออกฤทธิ์ต่อ IL-31) ที่ช่วยลดอาการคันได้เร็ว ตามแนวทางล่าสุด (BAD 2025)

  • การรักษาโรคร่วม เช่น คุมผื่นภูมิแพ้ ควบคุมโรคไต/ตับ/ไทรอยด์ ซึ่งจำเป็นต่อการหายในระยะยาว

Prurigo simplex (ผื่นตุ่มคันชนิดกึ่งเฉียบพลัน) เกิดจากอะไร

Prurigo simplex (หรือ subacute prurigo) คือผื่นที่เป็น ตุ่มแดงหรือตุ่มน้ำเล็ก ๆ คันมาก ขึ้นเป็นชุด ๆ กระจายสมมาตรที่ลำตัว หลัง และแขนขาด้านนอก ตุ่มมักถูกเกาจนแตกและมีสะเก็ดตรงกลาง แล้วหายเป็นรอยดำหรือรอยแผลเป็นเล็ก ๆ ขณะที่ตุ่มใหม่ก็ขึ้นมาแทนเรื่อย ๆ เป็น ๆ หาย ๆ

ต่างจาก nodularis ตรงที่ตุ่มของ simplex มักเล็กกว่า ไม่แข็งเป็นก้อนใหญ่ และมักสัมพันธ์กับสิ่งกระตุ้นชัดเจนกว่า เช่น:

  • ผิวแพ้ง่ายหรือภูมิแพ้ (atopy)

  • ปฏิกิริยาไวเกินต่อแมลงกัดต่อย (บางรายเป็นรูปแบบหนึ่งของ papular urticaria)

  • ความเครียดและปัจจัยทางอารมณ์

  • ภาวะทางกายบางอย่าง เช่น เบาหวาน โรคตับ หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

แนวทางรักษา Prurigo simplex

  • ยาทาสเตียรอยด์ เพื่อลดการอักเสบและอาการคันของตุ่ม

  • ยาแก้แพ้ ช่วยคุมอาการคัน โดยเฉพาะช่วงกลางคืน

  • หลีกเลี่ยงและจัดการสิ่งกระตุ้น เช่น ป้องกันแมลงกัด ดูแลผิวไม่ให้แห้ง จัดการความเครียด

  • ตรวจหาภาวะทางกายที่กระตุ้น ในรายที่เป็นเรื้อรังหรือดื้อการรักษา

Actinic prurigo (ผื่นคันจากแสงแดด) เกิดจากอะไร

Actinic prurigo คือ ภาวะแพ้แสงเรื้อรัง (photodermatosis) ที่ทำให้เกิดตุ่มหรือก้อนคันบริเวณผิวที่โดนแดดเป็นหลัก เช่น ใบหน้า สันจมูก แก้ม หลังมือ และแขน มักเริ่มมีอาการตั้งแต่วัยเด็กและเป็นเรื้อรังต่อเนื่อง จุดสังเกตเฉพาะที่ช่วยแยกโรคคือ อาการที่ ริมฝีปาก (cheilitis) โดยเฉพาะริมฝีปากล่างที่บวมแดงลอกเป็นขุย และบางรายมี เยื่อบุตาอักเสบ (conjunctivitis) ร่วมด้วย

Actinic prurigo เกี่ยวข้องกับพันธุกรรมภูมิคุ้มกันบางชนิด (HLA-DR4) และพบมากในกลุ่มชนพื้นเมืองลาตินอเมริกา แต่ก็พบได้ในคนเอเชียและคนไทย จุดที่มักวินิจฉัยพลาดคือการสับสนกับ ผื่นแพ้แสงชนิด PMLE (polymorphous light eruption) ซึ่งพบบ่อยกว่า มักเป็นเฉพาะฤดูและหายได้เอง ต่างจาก actinic prurigo ที่เป็นตลอดปีและเรื้อรังกว่า รวมถึงต้องแยกจากผื่นแพ้สัมผัสจากแสง (photocontact dermatitis) และโรคภูมิแพ้ตัวเอง เช่น ลูปัส

แนวทางรักษา Actinic prurigo

  • การป้องกันแสงแดดอย่างเข้มงวด คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุด — ครีมกันแดดสเปกตรัมกว้าง เสื้อผ้าปกปิด หมวกปีกกว้าง และหลีกเลี่ยงแดดช่วงกลางวัน

  • ยาทาสเตียรอยด์หรือยากลุ่มปรับภูมิคุ้มกันเฉพาะที่ เพื่อลดการอักเสบของผื่น

  • ยารับประทานในรายรุนแรง เช่น thalidomide ซึ่งได้ผลดีแต่ต้องใช้ภายใต้การดูแลใกล้ชิดของแพทย์เพราะมีผลข้างเคียงร้ายแรง (ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์เด็ดขาด) และยากลุ่มอื่นตามความเหมาะสม

ตารางสรุป: วิธีแยก Prurigo สามชนิด

  • ตำแหน่ง: nodularis = แขนขาด้านนอก/หลัง (เว้นกลางหลัง) · simplex = ลำตัวและแขนขากระจายทั่ว · actinic = เฉพาะบริเวณโดนแดด รวมริมฝีปากและใบหน้า

  • ลักษณะตุ่ม: nodularis = ก้อนแข็งนูนใหญ่ · simplex = ตุ่มเล็กมีสะเก็ดตรงกลาง · actinic = ตุ่ม/ก้อนคันบนผิวที่โดนแดด มักมีปากอักเสบ

  • ตัวกระตุ้นหลัก: nodularis = วงจรคัน-เกา + โรคร่วมทางกาย · simplex = ภูมิแพ้/แมลงกัด/ความเครียด · actinic = แสงแดด

  • เบาะแสสำคัญ: nodularis มักมีโรคซ่อน (ไต ตับ ไทรอยด์ HIV) · simplex เป็น ๆ หาย ๆ ตามสิ่งกระตุ้น · actinic เริ่มตั้งแต่เด็ก + ริมฝีปากล่างอักเสบ

ทำไมการหาสาเหตุที่ซ่อนอยู่จึงสำคัญ

จุดที่แตกต่างระหว่างการรักษาที่คลินิกเฉพาะทางกับการซื้อยาทาเอง คือแพทย์ผิวหนังจะไม่หยุดแค่ทำให้ตุ่มยุบ แต่จะตามหาว่า ทำไมถึงคันเรื้อรัง โดยเฉพาะใน Prurigo nodularis ที่อาการคันอาจเป็นสัญญาณแรกของโรคไต โรคตับ ไทรอยด์ผิดปกติ การติดเชื้อ หรือในบางรายเป็นสัญญาณของมะเร็งต่อมน้ำเหลือง การตรวจเลือดและซักประวัติอย่างเป็นระบบจึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ไม่ใช่แค่การเลือกครีม

เมื่อไหร่ควรพบแพทย์ผิวหนัง

  • ตุ่มคันเรื้อรังเกินหลายสัปดาห์ โดยเฉพาะที่เป็นก้อนแข็งและเกาจนเป็นแผลซ้ำ ๆ

  • คันทั้งตัวร่วมกับอาการอื่น เช่น น้ำหนักลด อ่อนเพลีย เหงื่อออกกลางคืน ปัสสาวะผิดปกติ ตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งอาจบ่งชี้โรคทางกาย

  • ผื่นคันขึ้นเฉพาะบริเวณที่โดนแดด หรือมีริมฝีปากล่างบวมแดงลอกเรื้อรัง

  • รักษาเองแล้วไม่ดีขึ้น หรือกลับเป็นซ้ำไม่จบ ซึ่งมักแปลว่ายังไม่ได้จัดการที่ต้นเหตุ

  • ผื่นในเด็ก ที่คันเรื้อรังและเป็นบริเวณผิวโดนแดด ควรได้รับการวินิจฉัยแยกโรคอย่างเหมาะสม

ที่ Siam Dermatology การดูแลกลุ่มโรค prurigo เริ่มจากการตรวจแยกชนิดให้ชัด ตามหาสาเหตุที่อยู่เบื้องหลัง แล้วจึงวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล ตั้งแต่การตัดวงจรคัน-เกา ยาทาและยารับประทาน ไปจนถึงยาชีวโมเลกุลในรายที่จำเป็น โดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Prurigo

Prurigo nodularis หายขาดได้ไหม

หายหรือสงบได้ในหลายราย แต่ต้องอาศัยสองอย่างพร้อมกัน คือการตัดวงจรคัน-เกาอย่างจริงจัง และการรักษาสาเหตุที่อยู่เบื้องหลัง เช่น ผื่นภูมิแพ้หรือโรคทางกาย ในรายปานกลางถึงรุนแรง ยาชีวโมเลกุลอย่าง dupilumab และ nemolizumab ช่วยควบคุมอาการคันและทำให้ก้อนยุบได้ดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับอดีต

Prurigo nodularis กับ Prurigo simplex ต่างกันอย่างไร

Prurigo nodularis เป็นก้อนแข็งนูนใหญ่ คันรุนแรง เรื้อรังจากวงจรคัน-เกา และมักมีโรคร่วมทางกาย ส่วน Prurigo simplex เป็นตุ่มเล็กกว่า มีสะเก็ดตรงกลาง ขึ้นเป็นชุด ๆ เป็น ๆ หาย ๆ และมักสัมพันธ์กับภูมิแพ้ แมลงกัด หรือความเครียด การแยกให้ถูกช่วยให้เลือกแนวทางรักษาได้ตรงจุด

Actinic prurigo ต่างจากผื่นแพ้แดดทั่วไป (PMLE) อย่างไร

PMLE (ผื่นแพ้แสงชนิดหลายรูปแบบ) มักเป็นเฉพาะช่วงต้นฤดูที่เริ่มโดนแดด แล้วค่อย ๆ ดีขึ้นเอง ส่วน Actinic prurigo เป็นเรื้อรังตลอดปี มักเริ่มตั้งแต่วัยเด็ก และมีลักษณะเฉพาะคือริมฝีปากล่างอักเสบและบางรายมีเยื่อบุตาอักเสบร่วมด้วย การแยกทั้งสองต้องอาศัยแพทย์ผิวหนังและบางครั้งการตรวจเพิ่มเติม

โรคกลุ่ม Prurigo ติดต่อไหม

ไม่ติดต่อ ทั้ง Prurigo nodularis, Prurigo simplex และ Actinic prurigo ไม่ได้เกิดจากเชื้อที่แพร่จากคนสู่คน แต่เกิดจากปฏิกิริยาของผิวหนังต่ออาการคัน สิ่งกระตุ้น หรือแสงแดด อย่างไรก็ตามหากมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนจากการเกา ก็ควรได้รับการรักษาการติดเชื้อนั้น

คันมากจนนอนไม่หลับ ควรทำอย่างไร

ควรพบแพทย์ผิวหนัง เพราะการคันเรื้อรังจนรบกวนการนอนมักแปลว่าโรคยังไม่ได้ถูกควบคุมที่ต้นเหตุ แพทย์อาจใช้ยาลดอาการคันเชิงประสาท ยาทาที่เหมาะสม และตรวจหาสาเหตุที่ซ่อนอยู่ การเกาเพื่อบรรเทาชั่วคราวจะยิ่งทำให้วงจรคัน-เกาแย่ลงและเกิดรอยแผลเป็นถาวร

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 14 สิงหาคม 2026

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
ไขมันที่เปลือกตา (Xanthelasma) คืออะไร อันตรายไหม และรักษาอย่างไร

ไขมันที่เปลือกตา Xanthelasma คืออะไร เกี่ยวกับไขมันในเลือดไหม แยกจากสิวข้าวสารและสิวหิน พร้อมเปรียบเทียบวิธีรักษา ความเสี่ยง และการกลับเป็นซ้ำ

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page