top of page

Mycophenolate Mofetil (MMF / CellCept) — ยากดภูมิสำหรับโรคผิวหนัง Autoimmune

17 มิ.ย.
ยาว 2 นาที

อัปเดตเมื่อ 30 ส.ค.

Mycophenolate mofetil (MMF หรือชื่อการค้า CellCept) คือ ยากดภูมิคุ้มกันชนิดรับประทาน ออกฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสารพิวรีนที่เม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ต้องใช้ในการแบ่งตัว แพทย์ผิวหนังใช้เป็นยาลดการพึ่งพาสเตียรอยด์ในโรคที่ภูมิคุ้มกันทำร้ายตนเอง เช่น กลุ่มโรคตุ่มน้ำพอง ผื่นภูมิแพ้ผิวหนังชนิดรุนแรง และลูปัส ยานี้ออกฤทธิ์ช้า ต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะเห็นผล และต้องตรวจเลือดติดตามระหว่างใช้เสมอ

Mycophenolate Mofetil (MMF ชื่อการค้า CellCept) เป็นยากดภูมิคุ้มกันที่ใช้บ่อยในโรคผิวหนังกลุ่มภูมิคุ้มกันทำร้ายตนเอง มีจุดเด่นคือช่วยลดการใช้สเตียรอยด์ (steroid-sparing) แต่มีข้อควรระวังสำคัญเรื่องผลข้างเคียงทางเดินอาหารและความเป็นพิษต่อทารกในครรภ์ บทความนี้อธิบายกลไก ข้อบ่งใช้ ขนาดยา ผลข้างเคียง โปรแกรมความปลอดภัยในหญิงวัยเจริญพันธุ์ และการติดตาม

MMF คืออะไรและใช้รักษาโรคใดบ้าง

MMF เป็น prodrug ของ mycophenolic acid ซึ่งยับยั้งเอนไซม์ inosine monophosphate dehydrogenase ทำให้ยับยั้งการสร้าง purine แบบ de novo ในเม็ดเลือดขาว lymphocyte (ทั้ง T และ B) อย่างจำเพาะ จึงกดภูมิคุ้มกันได้ ในทางผิวหนังใช้ในโรค เช่น

  • ผื่นภูมิแพ้ดื้อยา: โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนังที่ดื้อการรักษา (atopic dermatitis refractory)

  • โรคตุ่มน้ำพอง: bullous pemphigoid และ pemphigus

  • โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตนเอง: lupus, dermatomyositis, vasculitis โดยใช้เป็นตัวช่วยลดสเตียรอยด์

ขนาดและการออกฤทธิ์: เริ่มที่ 500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง (BID) ประมาณ 1 สัปดาห์ แล้วเพิ่มเป็น 1000 มิลลิกรัม BID สูงสุดไม่เกิน 1500 มิลลิกรัม BID ออกฤทธิ์ช้า มักเห็นผลใน 8-12 สัปดาห์

ผลข้างเคียง — ทางเดินอาหารและเม็ดเลือดต่ำ

  • ทางเดินอาหาร: ถ่ายเหลว ปวดท้อง คลื่นไส้ พบได้ถึง 30-40% ลดได้โดยแบ่งมื้อยาและรับประทานพร้อมอาหาร

  • ภาวะเม็ดเลือดต่ำ: เม็ดเลือดขาวต่ำ (leukopenia ราว 5-10%) ซีด และเกล็ดเลือดต่ำ

  • ตับ: อาจมีค่าตับผิดปกติได้ แต่ไม่บ่อยเท่า azathioprine

  • การติดเชื้อ: เสี่ยงติดเชื้อ เช่น HSV, CMV และเชื้อฉวยโอกาส

  • มะเร็ง: เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและมะเร็งผิวหนัง NMSC จึงต้องทาครีมกันแดด

ความเป็นพิษต่อทารก — โปรแกรม REMS

นี่คือประเด็นความปลอดภัยที่สำคัญที่สุดของ MMF

  • ความเป็นพิษต่อทารก: จัดอยู่ใน pregnancy category X ทำให้เกิดความผิดปกติรุนแรงของทารก เช่น ปากแหว่งเพดานโหว่ ความผิดปกติของหู หัวใจและหลอดเลือด และแขนขาส่วนปลาย รวมถึงเพิ่มการแท้งบุตรราว 45%

  • โปรแกรม FDA REMS: หญิงวัยเจริญพันธุ์ต้องคุมกำเนิด 2 วิธี (เริ่มก่อนใช้ยา 4 สัปดาห์ จนถึง 6 สัปดาห์หลังหยุดยา) พร้อมตรวจการตั้งครรภ์ก่อนรับยาและตรวจซ้ำใน 8-10 วัน

  • ผู้ชาย: ควรคุมกำเนิดระหว่างใช้ยาและต่อไปอีก 90 วันหลังหยุดยา

การติดตามระหว่างใช้ยา

  • ก่อนเริ่มยา: CBC, LFT, BUN/Cr, ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ และตรวจการตั้งครรภ์ (ไม่จำเป็นต้องตรวจ TPMT เพราะไม่ใช่ pathway เดียวกับ azathioprine)

  • ระหว่างใช้ยา: ตรวจ CBC และ LFT ทุกเดือนใน 3 เดือนแรก หากคงที่จึงตรวจทุก 3 เดือน

  • เคล็ดลับ: มีสูตร enteric-coated (Myfortic) ช่วยลดผลข้างเคียงทางเดินอาหาร และไม่ควรรับประทานร่วมกับยาลดกรดหรือธาตุเหล็กเพราะลดการดูดซึม

MMF ออกฤทธิ์อย่างไร

MMF เป็นยาต้นแบบที่ร่างกายเปลี่ยนเป็นสารออกฤทธิ์ชื่อ mycophenolic acid สารนี้ยับยั้งเอนไซม์ที่ใช้ในการสร้างสารพิวรีนสายใหม่ ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่เซลล์ต้องใช้เวลาแบ่งตัว

จุดที่ทำให้ยานี้น่าสนใจคือความจำเพาะ เซลล์ส่วนใหญ่ในร่างกายมีทางเลือกสำรองในการนำพิวรีนกลับมาใช้ใหม่ แต่เม็ดเลือดขาวลิมโฟไซต์ทั้งชนิดบีและทีพึ่งพาการสร้างสายใหม่เป็นหลัก การปิดทางนี้จึงกดการเพิ่มจำนวนของลิมโฟไซต์ได้มากกว่าที่กระทบเซลล์อื่น ผลคือลดการสร้างแอนติบอดีที่ไปทำร้ายผิวหนังของตัวเอง

ขนาดยาและระยะเวลาที่ต้องรอผล

โดยทั่วไปเริ่มที่ขนาดต่ำแล้วค่อยปรับขึ้นเพื่อลดผลข้างเคียงทางเดินอาหาร ก่อนไปถึงขนาดที่ใช้รักษาจริง แบ่งให้วันละสองครั้ง

สิ่งที่ต้องเข้าใจตั้งแต่แรกคือ ยานี้ออกฤทธิ์ช้า มักต้องใช้เวลาราว 8–12 สัปดาห์กว่าจะเห็นผลชัดเจน จึงมักถูกใช้ควบคู่กับสเตียรอยด์ในช่วงต้น แล้วค่อยลดสเตียรอยด์ลงเมื่อ MMF เริ่มออกฤทธิ์ ผู้ป่วยที่คาดหวังว่าจะดีขึ้นในหนึ่งถึงสองสัปดาห์มักหยุดยาเองก่อนที่ยาจะได้แสดงผล ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบบ่อยที่สุดของการรักษาที่ล้มเหลว

ขนาดยาและระยะเวลาที่เหมาะสมแตกต่างกันในแต่ละโรคและแต่ละบุคคล ต้องกำหนดโดยแพทย์ผู้รักษาเสมอ

ข้อห้ามใช้และกลุ่มที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

  • การตั้งครรภ์ เป็นข้อห้ามที่สำคัญที่สุด ยานี้เพิ่มความเสี่ยงการแท้งในไตรมาสแรกและความผิดปกติแต่กำเนิด ผู้ที่มีโอกาสตั้งครรภ์ต้องคุมกำเนิดอย่างเคร่งครัดทั้งก่อนเริ่มยา ระหว่างใช้ และต่อเนื่องอีกระยะหนึ่งหลังหยุดยา ตามที่แพทย์กำหนด

  • ผู้ที่กำลังติดเชื้อรุนแรง ควรควบคุมการติดเชื้อให้ได้ก่อน

  • ผู้ที่เม็ดเลือดขาวหรือเกล็ดเลือดต่ำอยู่เดิม

  • ผู้ที่มีโรคทางเดินอาหารรุนแรง เช่น แผลในกระเพาะอาหารที่ยังไม่หาย

  • ผู้สูงอายุและผู้ที่การทำงานของไตลดลง ต้องติดตามใกล้ชิดกว่าปกติ

  • ห้ามฉีดวัคซีนชนิดเชื้อเป็น ระหว่างใช้ยา

ยาและอาหารที่มีผลต่อ MMF

  • ยาลดกรดที่มีแมกนีเซียมหรืออะลูมิเนียม และ ยากลุ่มลดการหลั่งกรด ลดการดูดซึมของยา ควรเว้นระยะห่างตามคำแนะนำ

  • cholestyramine และยาที่จับกับยาอื่นในลำไส้ ลดระดับยาในเลือดอย่างมีนัยสำคัญ

  • ยาปฏิชีวนะบางชนิด รบกวนแบคทีเรียในลำไส้ที่มีผลต่อการหมุนเวียนของยา ทำให้ระดับยาลดลง

  • ไม่ใช้ร่วมกับ azathioprine เพราะเป็นยากดภูมิที่ออกฤทธิ์ทางเดียวกันและเพิ่มความเสี่ยงเม็ดเลือดต่ำ

  • ยาต้านไวรัสกลุ่มเริมบางตัวอาจแข่งกันขับออกทางไต ทำให้ระดับของทั้งสองยาสูงขึ้น

ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งเมื่อจะเริ่มยาใหม่ รวมถึงยาสมุนไพรและอาหารเสริม

MMF เทียบกับยากดภูมิตัวอื่นในโรคผิวหนัง

  • เทียบกับ azathioprine — MMF ไม่ต้องตรวจเอนไซม์ TPMT ก่อนเริ่ม และมักทนได้ดีกว่าในแง่ตับ แต่ราคาสูงกว่า

  • เทียบกับ methotrexate — MMF ไม่มีปัญหาพิษต่อตับสะสมและปอดอักเสบแบบที่ต้องเฝ้าระวังใน methotrexate แต่ออกฤทธิ์ช้ากว่าและต้องกินทุกวัน

  • เทียบกับ ciclosporin — ciclosporin ออกฤทธิ์เร็วกว่ามาก แต่มีข้อจำกัดเรื่องพิษต่อไตและความดันโลหิตสูงเมื่อใช้ยาว MMF จึงเหมาะกับการใช้ต่อเนื่องระยะยาวมากกว่า

การเลือกยาขึ้นกับโรค โรคประจำตัว แผนการมีบุตร และผลเลือดของแต่ละคน ไม่มีตัวใดดีที่สุดสำหรับทุกคน

คำแนะนำการใช้ยาอย่างปลอดภัยในชีวิตประจำวัน

  • กินยาให้ตรงเวลาและอย่าหยุดเองแม้อาการจะดีขึ้น

  • ไปตรวจเลือดตามนัดทุกครั้ง แม้จะรู้สึกสบายดี

  • สังเกตสัญญาณติดเชื้อ เช่น ไข้ เจ็บคอ หรือแผลที่หายช้า และแจ้งแพทย์เร็ว

  • ป้องกันแดดอย่างสม่ำเสมอ เพราะยากดภูมิระยะยาวสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งผิวหนังที่เพิ่มขึ้น

  • หากลืมกินยาหนึ่งมื้อ ให้ทำตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร ไม่ควรเพิ่มขนาดยาเองเพื่อชดเชย

  • แจ้งแพทย์ทันทีหากวางแผนตั้งครรภ์หรือสงสัยว่าตั้งครรภ์

คำถามที่พบบ่อย

MMF ต่างจาก Azathioprine อย่างไร? MMF ไม่ต้องตรวจ TPMT ก่อน แต่มีผลข้างเคียงทางเดินอาหารมากกว่า และมีความเป็นพิษต่อทารกในครรภ์ชัดเจนกว่า จึงต้องคุมกำเนิดอย่างเคร่งครัดในหญิงวัยเจริญพันธุ์

ต้องรอนานไหมกว่ายาจะออกฤทธิ์? ประมาณ 8-12 สัปดาห์ จึงมักใช้ prednisolone เป็นตัวประคับประคองในช่วงรอผล

ใช้ MMF แล้วติดเชื้อง่ายไหม? ความเสี่ยงติดเชื้อไม่สูงเท่า azathioprine แต่ต้องระวังการกำเริบของ HSV และเชื้อ JC virus วัคซีนชนิดเชื้อตาย (ไข้หวัดใหญ่ COVID) สามารถฉีดได้

ยาราคาแพงไหม? ยา generic ราคาถูกลงมากแล้ว โดยยี่ห้อ CellCept ราว 2,500-3,500 บาท/เดือน ส่วน generic ราว 800-1,500 บาท/เดือน

MMF เป็นยาที่มีประโยชน์แต่ต้องใช้ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องการคุมกำเนิดและการตรวจติดตาม หากคุณกำลังพิจารณาหรือใช้ยากดภูมิกลุ่มนี้ ควรปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังที่ Siam Dermatology โทร 061-448-7000 หรือ LINE @siamderm

บทความโดย นพ.ภัทร วรวุทธินนท์ แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง · ตรวจทานล่าสุด 30 สิงหาคม 2569

 
 
 

โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
เริมที่อวัยวะเพศ เป็นแบบไหน กี่วันหาย ติดต่อทางไหน แพทย์ผิวหนังอธิบายอาการในผู้หญิง ผู้ชาย และยาต้านไวรัสที่ใช้จริง

เริมที่อวัยวะเพศ (Genital herpes) คือการติดเชื้อไวรัสเฮอร์ปีส์ซิมเพล็กซ์ (Herpes simplex virus, HSV) ที่ผิวหนังและเยื่อบุบริเวณอวัยวะเพศ ขาหนีบ ก้น หรือรอบทวารหนัก ทำให้เกิดตุ่มน้ำใสขนาด 1–3 มม. ขึ้นเ

 
 
 
ยาทาสะเก็ดเงิน มีอะไรบ้าง แพทย์ผิวหนังอธิบายยาทาแต่ละกลุ่ม ความแรง ระยะเวลาใช้ ตัวไหนใช้ที่หน้าและหนังศีรษะได้ และเมื่อไรที่ยาทาอย่างเดียวไม่พอ

ยาทาเป็นการรักษาแนวแรกของสะเก็ดเงินในผู้ป่วยส่วนใหญ่ เพราะราว 7 ใน 10 คนเป็นชนิดไม่รุนแรง คือมีผื่นน้อยกว่าร้อยละ 5 ของพื้นที่ผิว (ประมาณ 5 ฝ่ามือ) และคุมได้ด้วยยาทาร่วมกับการดูแลผิวเพียงพอ แต่ "ยาทาส

 
 
 
รักษาฝ้าที่ไหนดี แถวกรุงเทพ–สมุทรปราการ แพทย์ผิวหนังอธิบายวิธีเลือกคลินิก ฝ้าตื้น ฝ้าลึก ฝ้าผสม รักษาต่างกันอย่างไร และยาที่ใช้จริง

คำถามว่า "รักษาฝ้าที่ไหนดี" มักได้คำตอบเป็นรายชื่อคลินิกกับชื่อเครื่องเลเซอร์ ซึ่งเป็นการตอบผิดลำดับ เพราะสิ่งที่ตัดสินว่าฝ้าจะดีขึ้นหรือแย่ลงไม่ใช่ชื่อสถานที่ แต่เป็น สามอย่างที่เกิดขึ้นในการพบแพทย์ค

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page
English Resources / ข้อมูลภาษาอังกฤษ