เชื้อราที่เท้า (Tinea Pedis) — อาการ สาเหตุ และการรักษาอย่างถูกต้อง
- 6 เม.ย.
- ยาว 1 นาที

เชื้อราที่เท้า หรือที่รู้จักในชื่อทางการแพทย์ว่า Tinea Pedis เป็นโรคติดเชื้อราที่พบได้บ่อยมากในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในผู้ที่สวมรองเท้าปิดเป็นเวลานาน ออกกำลังกาย หรือใช้สิ่งอำนวยความสะดวกสาธารณะเช่นสระว่ายน้ำ ห้องน้ำสาธารณะ หรือโรงยิม เชื้อราชนิดนี้ทำให้เกิดอาการคัน แสบ ผิวลอก และมีกลิ่นไม่พึงประสงค์บริเวณเท้า หากปล่อยไว้โดยไม่รักษาอาจลุกลามและทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้
เชื้อราที่เท้าคืออะไร?
Tinea Pedis เกิดจากเชื้อราในกลุ่ม Dermatophytes โดยเฉพาะ Trichophyton rubrum และ Trichophyton mentagrophytes ซึ่งอาศัยอยู่บนผิวหนังชั้นนอกที่มีเคราติน เชื้อราเหล่านี้เจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นและชื้น เช่น ภายในรองเท้า ระหว่างนิ้วเท้า และบริเวณฝ่าเท้า โรคนี้แพร่กระจายได้ง่ายผ่านการสัมผัสโดยตรงหรือการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น รองเท้า ถุงเท้า หรือผ้าเช็ดเท้า
อาการของเชื้อราที่เท้า
อาการของเชื้อราที่เท้าแบ่งออกได้เป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่
1. แบบระหว่างนิ้วเท้า (Interdigital Type): พบบ่อยที่สุด มีอาการผิวลอก แดง คัน และมีกลิ่นระหว่างนิ้วเท้า โดยเฉพาะระหว่างนิ้วที่ 4 และ 5
2. แบบเรื้อรัง (Moccasin Type): ผิวหนังบริเวณฝ่าเท้าและส้นเท้าหนา แห้ง แตก และมีสะเก็ด ลักษณะคล้ายรองเท้าโมคาซิน อาการมักเป็นเรื้อรัง
3. แบบมีตุ่มพอง (Vesicular Type): เกิดตุ่มน้ำใสบริเวณฝ่าเท้า อาจมีอาการคันและเจ็บ โดยเฉพาะในช่วงที่มีอากาศร้อน
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
ปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดเชื้อราที่เท้า ได้แก่ การสวมรองเท้าปิดที่ระบายอากาศไม่ดีเป็นเวลานาน การเดินเท้าเปล่าในสถานที่สาธารณะ การมีเหงื่อออกมาก การมีโรคเบาหวาน ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง และการใช้ยาปฏิชีวนะระยะยาวซึ่งทำลายสมดุลของจุลินทรีย์บนผิวหนัง
การวินิจฉัยเชื้อราที่เท้า
แพทย์ผิวหนังสามารถวินิจฉัยเชื้อราที่เท้าได้จากการตรวจดูลักษณะของผิวหนังร่วมกับอาการทางคลินิก ในบางกรณีอาจใช้กล้องส่องขยาย Wood's lamp หรือส่งตัวอย่างผิวหนังไปตรวจทางห้องปฏิบัติการด้วยการย้อม KOH เพื่อยืนยันการมีเชื้อราและระบุชนิด
การรักษาเชื้อราที่เท้า
การรักษาเชื้อราที่เท้าทำได้ดังนี้:
ยาทาต้านเชื้อรา: ยาในกลุ่ม Azole เช่น Clotrimazole, Miconazole, Ketoconazole หรือกลุ่ม Allylamine เช่น Terbinafine ทาวันละ 1-2 ครั้ง เป็นเวลา 2-4 สัปดาห์ โดยทาให้ครอบคลุมบริเวณที่มีผื่นและพื้นที่โดยรอบ 2 เซนติเมตร
ยารับประทาน: ในกรณีที่เชื้อราลุกลามหรือดื้อต่อยาทา แพทย์อาจสั่งยา Terbinafine หรือ Itraconazole รับประทาน 2-4 สัปดาห์
การป้องกันเชื้อราที่เท้า
วิธีป้องกันที่ได้ผลดี ได้แก่ รักษาความสะอาดเท้าและเช็ดให้แห้งสนิทโดยเฉพาะระหว่างนิ้ว เปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน เลือกรองเท้าที่ระบายอากาศได้ดี หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่าในสถานที่สาธารณะ และไม่ใช้รองเท้าหรือถุงเท้าร่วมกับผู้อื่น
เมื่อไรควรพบแพทย์
ควรพบแพทย์ผิวหนังเมื่ออาการไม่ดีขึ้นหลังใช้ยาทาเอง 2 สัปดาห์ มีการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำเติม มีอาการเจ็บปวดมาก หรือมีโรคเบาหวานหรือปัญหาระบบภูมิคุ้มกัน เพราะในกลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้การติดเชื้อราอาจรุนแรงและต้องการการรักษาเฉพาะทาง
เอกสารอ้างอิง: Havlickova B, et al. (2008). "Epidemiological trends in skin mycoses worldwide." Mycoses 51(Suppl 4):2-15. | Ely JW, et al. (2014). "Diagnosis and management of tinea infections." American Family Physician 90(10):702-710.


ความคิดเห็น