งูสวัด (Herpes Zoster) — สาเหตุ อาการ และการรักษาโดยแพทย์ผิวหนัง
- 22 มี.ค.
- ยาว 1 นาที
งูสวัด (Herpes Zoster หรือ Shingles) คือโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella-Zoster Virus) ซึ่งเป็นไวรัสตัวเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสในวัยเด็ก หลังจากหายจากอีสุกอีใสแล้ว ไวรัสจะหลบซ่อนอยู่ในปมประสาทและอาจกลับมาเป็นงูสวัดได้เมื่อภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
งูสวัดเกิดจากอะไร?
งูสวัดเกิดจากไวรัส Varicella-Zoster ที่หลบซ่อนอยู่ในปมประสาทกลับมาทำงานอีกครั้ง ปัจจัยเสี่ยงหลัก ได้แก่ อายุที่มากขึ้น (โดยเฉพาะหลัง 50 ปี) ความเครียด โรคเรื้อรัง การใช้ยากดภูมิคุ้มกัน และการพักผ่อนไม่เพียงพอ คนที่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อนมีโอกาสเป็นงูสวัดได้ทุกคน
อาการของงูสวัด
อาการเริ่มต้นมักเป็นอาการปวดแสบ แสบร้อน หรือคันตามแนวเส้นประสาทข้างใดข้างหนึ่งของร่างกาย จากนั้น 2–3 วันจะเกิดผื่นแดงและตุ่มน้ำใสเป็นกลุ่ม เรียงตัวตามแนวเส้นประสาท จุดเด่นคือผื่นจะเกิดเพียงด้านเดียวของร่างกาย ไม่ข้ามแนวกลางลำตัว ตุ่มน้ำใสจะแตกและตกสะเก็ดภายใน 2–4 สัปดาห์
การรักษางูสวัด
การรักษาที่สำคัญที่สุดคือการเริ่มยาต้านไวรัส (Acyclovir, Valacyclovir) ภายใน 72 ชั่วโมงหลังเกิดผื่น เพื่อลดความรุนแรงของโรคและป้องกันอาการปวดประสาทหลังงูสวัด (Postherpetic Neuralgia) ร่วมกับยาแก้ปวดและการดูแลแผลที่ผิวหนังอย่างเหมาะสม ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันงูสวัด (Shingrix) ที่แนะนำสำหรับผู้ที่อายุ 50 ปีขึ้นไป
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับงูสวัด
งูสวัดติดต่อไหม? งูสวัดไม่ติดต่อโดยตรง แต่ผู้ที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสอาจติดเชื้อและเป็นอีสุกอีใสได้จากการสัมผัสตุ่มน้ำใส งูสวัดเป็นซ้ำได้ไหม? งูสวัดสามารถเป็นซ้ำได้ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง แต่โดยทั่วไปส่วนใหญ่จะหายได้เองใน 2–4 สัปดาห์ ควรรีบพบแพทย์เมื่อไหร่? ควรพบแพทย์ทันทีที่เกิดผื่น โดยเฉพาะภายใน 72 ชั่วโมงแรก เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนปวดหลังงูสวัด


ความคิดเห็น